ท่ามกลางความไม่แน่นอนทางการเมืองและความเสี่ยงที่แผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้า (PDP) ฉบับใหม่อาจล่าช้า โจทย์พลังงานของประเทศไทยกำลังเข้าสู่จุดตัดสินใจเชิงโครงสร้างที่ไม่อาจเลื่อนออกไปได้อีกต่อไป
โดยเฉพาะการเลือกเทคโนโลยีฐานพลังงานในระยะยาวอย่าง โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ขนาดเล็กแบบโมดูล (Small Modular Reactor: SMR) และพลังงานไฮโดรเจน ซึ่งไม่ได้เป็นเพียงประเด็นสิ่งแวดล้อม แต่เป็น “เงื่อนไขการแข่งขัน” ของประเทศในระบบเศรษฐกิจโลกยุคคาร์บอนต่ำ
การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ส่งสัญญาณชัดเจนว่า แม้การเมืองจะเปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลา แต่การเตรียมความพร้อมด้านพลังงานไม่ควรถูกผูกไว้กับวัฏจักรของรัฐบาล เพราะการตัดสินใจวันนี้จะเป็นตัวกำหนดต้นทุนพลังงาน การลงทุน และขีดความสามารถของอุตสาหกรรมไทยในอีก 20-30 ปีข้างหน้า
“พลังงาน” เท่ากับโครงสร้างต้นทุนประเทศ
นายวฤต รัตนชื่น รองผู้ว่าการยุทธศาสตร์ การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ระบุว่า เป้าหมาย Net Zero ปี 2050 จะไม่สามารถบรรลุได้ด้วยพลังงานหมุนเวียนเพียงอย่างเดียว หากไม่มีแหล่งพลังงานฐาน (Base Load) ที่ปลอดคาร์บอนและมีเสถียรภาพเพียงพอ
“ระบบไฟฟ้าจะต้องพึ่งพาการกักเก็บพลังงานและเชื้อเพลิงนำเข้าในสัดส่วนสูง ซึ่งสะท้อนออกมาเป็นต้นทุนค่าไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้”
ในบริบทนี้ เทคโนโลยีนิวเคลียร์ขนาดเล็กแบบโมดูล (Small Modular Reactor: SMR) จึงไม่ใช่ “พลังงานทางเลือก” แต่เป็นเครื่องมือบริหารต้นทุนพลังงานของประเทศ โดยร่างแผน PDP 2024 ได้บรรจุ SMR ไว้จำนวน 2 โรง กำลังผลิตรวม 600 เมกะวัตต์ ภายในปี 2580 เพื่อทำหน้าที่เป็นฐานพลังงานปลอดคาร์บอนควบคู่พลังงานหมุนเวียนที่มีสัดส่วนเกิน 50%
“หากไทยตัดสินใจไม่ใช้ SMR ต้นทุนพลังงานในระยะยาวจะสูงขึ้น และกระทบโดยตรงต่อความสามารถในการแข่งขันของภาคอุตสาหกรรม” นายวฤตกล่าว
“การชะลอ” เปรียบได้กับต้นทุน-โอกาส
ในเชิงนโยบาย การพัฒนา SMR เป็นการลงทุนที่ต้องใช้เวลานำยาว (Long Lead Time) กว่า 10-13 ปี ตั้งแต่การปรับกฎหมาย การกำกับดูแลตามมาตรฐานของทบวงการพลังงานปรมาณูระหว่างประเทศ (IAEA) และการพัฒนาบุคลากร ไปจนถึงการสร้างการยอมรับของสังคม
ดังนั้น การจะรอให้การเมืองนิ่งก่อนจึงค่อยเริ่ม ไม่เพียงทำให้ไทยเสียเวลา แต่ยังเพิ่ม “ต้นทุนโอกาส” เมื่อเทียบกับประเทศคู่แข่งที่เดินหน้าไปแล้ว โดยเฉพาะในเอเชียตะวันออกที่เกาหลีใต้ จีน และญี่ปุ่น กำลังเร่งลงทุนโครงสร้างพลังงานใหม่เพื่อรองรับอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูงและ Data Center ซึ่งต้องการไฟฟ้าปริมาณมาก ราคาคงที่ และปลอดคาร์บอน
อย่างไรก็ตาม กฟผ. ได้ศึกษาเทคโนโลยีทั่วโลก เพื่อคัดสรรให้เข้ากับการประบใช้ในประเทศไทยมากที่สุด ล่าสุดได้ศึกษาเทคโนโลยีที่เกาหลีใต้ ซึ่งสะท้อนชัดว่า ประเทศดังกล่าวไม่ได้มองพลังงานสะอาดเป็นภาระต้นทุน แต่เป็น “อุตสาหกรรมยุทธศาสตร์” ที่สร้างมูลค่าเพิ่มและโอกาสส่งออก
ทั้งนี้ เกาหลีใต้ติดอันดับ Top 5 ประเทศผู้นำด้านนิวเคลียร์ มีโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ 26 โรง คิดเป็นกว่า 30% ของกำลังผลิตไฟฟ้าทั้งประเทศ และกำลังพัฒนาเทคโนโลยี i-SMR ขนาด 680 เมกะวัตต์ ตั้งเป้าเดินเครื่องเชิงพาณิชย์ในปี 2035 ภายใต้การพัฒนา Value Chain ครบวงจร ตั้งแต่การออกแบบ ผลิต ติดตั้ง ไปจนถึงการจัดการกากนิวเคลียร์
“โมเดลนี้ทำให้เกาหลีใต้ไม่ได้เป็นเพียง ‘ผู้ใช้พลังงาน’ แต่เป็นผู้ส่งออกเทคโนโลยีและบริการด้านพลังงาน ซึ่งไทยยังไม่สามารถเข้าไปมีบทบาทได้ หากไม่มีการตัดสินใจเชิงนโยบายที่ชัดเจน”
“ไฮโดรเจน” เดิมพันระยะยาวของอุตสาหกรรมใหม่
ในขณะที่ SMR เป็นคำตอบของพลังงานฐาน ‘ไฮโดรเจน’ ถูกมองว่าเป็นเทคโนโลยีช่วงเปลี่ยนผ่านและเป็นรากฐานของอุตสาหกรรมใหม่ในอนาคต ไม่ว่าจะเป็น Fuel Cell, Green Steel หรือการผลิตไฟฟ้าในเมือง
อย่างไรก็ตาม ต้องยอมรับว่า ไฮโดรเจนยังไม่คุ้มค่าเชิงพาณิชย์ในปัจจุบัน เนื่องจากต้นทุนการผลิต การขนส่ง และการกักเก็บสูง กฟผ. จึงเลือกแนวทางค่อยเป็นค่อยไป โดยเริ่มจากการผสมไฮโดรเจน 5% กับก๊าซธรรมชาติในโรงไฟฟ้าเดิม และการศึกษา Fuel Cell ควบคู่เทคโนโลยีดักจับและกักเก็บคาร์บอน (CCS) ผ่านแนวคิด Blue Hydrogen
“มุมมองนี้สะท้อนว่า ไทยยังอยู่ในขั้น “ผู้เรียนรู้” ขณะที่บางประเทศเริ่มก้าวสู่การเป็นผู้กำหนดมาตรฐานตลาดแล้ว”
มาตรการ CBAM กำลังบังคับให้เลือก
นอกจากนี้ แรงกดดันจากกติกาการค้าโลก เช่น มาตรการ CBAM ของสหภาพยุโรป กำลังเปลี่ยนพลังงานสะอาดจาก “ทางเลือกเชิงสมัครใจ” เป็น “ต้นทุนบังคับ” สำหรับภาคอุตสาหกรรม หากไทยไม่มีระบบไฟฟ้าปลอดคาร์บอนที่มีเสถียรภาพเพียงพอ ต้นทุนดังกล่าวจะตกอยู่กับผู้ประกอบการและผู้ส่งออกโดยตรง
“ในมุมนี้ การตัดสินใจทั้งเรื่องของ SMR และไฮโดรเจน จึงเป็นทั้งนโยบายพลังงานและนโยบายอุตสาหกรรมในเวลาเดียวกัน”
ประเทศไทยกำลังยืนอยู่บนทางแยกระหว่าง “การรอความพร้อม” กับ “การเตรียมอนาคต” หากยังชะลอการตัดสินใจเพราะความไม่แน่นอนทางการเมือง ไทยอาจมีพลังงานสะอาดไม่ทันต่อการแข่งขันอุตสาหกรรมยุคใหม่
“SMR และไฮโดรเจน ไม่ใช่เรื่องของรัฐบาลใดรัฐบาลหนึ่ง แต่เป็นโครงสร้างพื้นฐานทางเศรษฐกิจของประเทศ หากไม่เริ่มวันนี้ ต้นทุนจะยิ่งสูงขึ้นในวันข้างหน้า”





