ส.อ.ท. ชงทำหลักการ RIA พ.ร.บ.อากาศสะอาด ปี' 69 หัวเลี้ยวหัวต่ออุตสาหกรรมไทย

ส.อ.ท. ชงทำหลักการ RIA พ.ร.บ.อากาศสะอาด ปี' 69 หัวเลี้ยวหัวต่ออุตสาหกรรมไทย

ส.อ.ท.หนุน พ.ร.บ.อากาศสะอาด ย้ำไม่คัดค้านหลักการ ชงทำ RIA กันซ้ำซ้อน ชี้ปี 69–70 หัวเลี้ยวหัวต่ออุตสาหกรรมไทย ฝ่ากติกาสีเขียวโลก

KEY

POINTS

  • ส.อ.ท. เห็นด้วยในหลักการ พ.ร.บ.อากาศสะอาด แต่เสนอให้จัดทำการประเมินผลกระทบของกฎหมาย (RIA) โดยหน่วยงานกลางที่เป็นอิสระ เพื่อประเมินผลดี-ผลเสียอย่างรอบด้าน และสร้างสมดุลระหว่างสิ่งแวดล้อมกับความสามารถในการแข่งขัน
  • ภาคอุตสาหกรรมมีความกังวลว่ากฎหมายอาจสร้างความซ้ำซ้อนด้านอำนาจกับกฎหมายเดิม เช่น พ.ร.บ.โรงงาน และเพิ่มภาระต้นทุนให้ผู้ประกอบการโดยไม่จำเป็น โดยเฉพาะ SMEs
  • ส.อ.ท. ระบุว่าช่วงปี 2569-2570 จะเป็น “หัวเลี้ยวหัวต่อ” ที่สำคัญของภาคอุตสาหกรรมไทย ที่ต้องเผชิญการบังคับใช้กฎหมายสิ่งแวดล้อมใหม่ควบคู่กับมาตรการ CBAM ของสหภาพยุโรป
  • แม้กฎหมายจะสร้างแรงกดดันและเพิ่มต้นทุน แต่หากมีการปรับตัวและลงทุนด้านความยั่งยืนอย่างจริงจัง จะสามารถเปลี่ยนเป็นโอกาสและเครื่องมือเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของอุตสาหกรรมไทยในเวทีโลกได้

นายเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวกับ "กรุงเทพธุรกิจ" ว่า พระราชบัญญัติบริหารจัดการเพื่ออากาศสะอาด ถือเป็นกฎหมายสำคัญที่มีเจตนายกระดับกลไกการบริหารจัดการมลพิษทางอากาศของประเทศให้เป็นระบบและทัดเทียมมาตรฐานสากล ในช่วงเวลาที่ประเทศไทยกำลังเผชิญปัญหาฝุ่น PM2.5 และมลพิษทางอากาศอย่างต่อเนื่อง

กฎหมายฉบับดังกล่าวมุ่งคุ้มครองสิทธิขั้นพื้นฐานของประชาชนในการเข้าถึง “อากาศสะอาด” พร้อมกำหนดกลไกการจัดการมลพิษที่ครอบคลุมทุกแหล่งกำเนิด ทั้งจากโรงงานอุตสาหกรรม ยานพาหนะ การก่อสร้าง การเผาในที่โล่ง และกิจกรรมทางเศรษฐกิจทุกประเภท รวมถึงการนำเครื่องมือทางเศรษฐศาสตร์มาใช้ อาทิ การจัดเก็บค่าธรรมเนียมมลพิษ การจัดตั้งกองทุน และบทลงโทษสำหรับผู้ฝ่าฝืน โดยร่างกฎหมายดังกล่าวผ่านความเห็นชอบจากสภาผู้แทนราษฎรแล้ว และอยู่ระหว่างการพิจารณาของวุฒิสภา

นายเกรียงไกร กล่าวว่า ภาคอุตสาหกรรมเห็นตรงกันว่าการมีกฎหมายเพื่ออากาศสะอาดเป็นเรื่องจำเป็น และขอยืนยันอย่างชัดเจนว่า “ไม่ได้คัดค้าน” ร่างกฎหมายฉบับนี้ โดยเห็นด้วยใน “หลักการ” ของกฎหมายที่ต้องการแก้ไขปัญหามลพิษและยกระดับคุณภาพสิ่งแวดล้อมของประเทศ อย่างไรก็ดี ในชั้นการออกแบบรายละเอียดเชิงปฏิบัติ จำเป็นต้องดำเนินการอย่างรอบคอบ

ปัจจุบัน หน่วยงานภาครัฐและภาคเอกชนที่เกี่ยวข้องอยู่ระหว่างการประมวลและทบทวนค่าธรรมเนียมตามกฎหมายที่มีลักษณะหรือวัตถุประสงค์ใกล้เคียงกัน เพื่อป้องกันความซ้ำซ้อน พร้อมทั้งจัดทำและกำหนดนิยามที่ชัดเจนเป็นมาตรฐานเดียวกัน รวมถึงพิจารณาการรวมศูนย์กระบวนการจัดเก็บและบริหารค่าธรรมเนียมให้เป็นเอกภาพ

ทั้งนี้ ภาคอุตสาหกรรมมีข้อกังวลว่ากฎหมายอาจสร้างความซ้ำซ้อนด้านอำนาจกับกฎหมายเดิม อาทิ พระราชบัญญัติส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ พ.ศ.2535 และพระราชบัญญัติโรงงาน พ.ศ.2535 รวมถึงกฎหมายเฉพาะของหน่วยงานที่มีอำนาจกำกับดูแลมลพิษทางอากาศอยู่แล้ว ซึ่งอาจนำไปสู่ความซ้ำซ้อนด้านอำนาจหน้าที่ และเพิ่มต้นทุนให้กับภาคธุรกิจโดยไม่จำเป็น โดยเฉพาะผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) ซึ่งเป็นผู้ประกอบการกว่า 90% ของประเทศ

นายเกรียงไกร ระบุว่า การออกแบบกฎหมายที่เข้มแข็งและใช้งานได้จริง จำเป็นต้องตั้งอยู่บนหลักการ “ไม่ซ้ำซ้อน ไม่เพิ่มภาระเกินจำเป็น และสร้างสมดุลระหว่างสิ่งแวดล้อมกับความสามารถในการแข่งขันของประเทศ” เพื่อให้การพัฒนาเป็นไปอย่างยั่งยืนทั้งในมิติทางเศรษฐกิจ สิ่งแวดล้อม และความเชื่อมั่นของนักลงทุน

เพื่อให้กฎหมายฉบับนี้มีประสิทธิผลสูงสุดและสอดคล้องกับสภาพเศรษฐกิจจริง ส.อ.ท.เสนอให้มีการออกแบบกฎหมายอย่างรอบด้านและชัดเจนตั้งแต่ต้น โดยเสนอแนวทางสำคัญ ได้แก่

หนึ่ง จัดทำการประเมินผลกระทบของกฎหมาย (Regulatory Impact Assessment: RIA) โดยหน่วยงานกลางที่เป็นอิสระ เพื่อประเมินผลดี-ผลเสีย ต้นทุน-ผลประโยชน์อย่างเป็นระบบ ลดผลกระทบต่อความสามารถในการแข่งขัน และทำให้มาตรการลดมลพิษเกิดผลจริง

สอง จัดโครงสร้างคณะกรรมการที่ครอบคลุมทุกภาคส่วน และเปิดโอกาสให้ภาคเอกชนเข้าร่วมตามหลัก “การมีส่วนร่วมของผู้ถูกบังคับใช้กฎหมาย” เพื่อสะท้อนข้อมูลจากภาคการผลิต บริการ การเงิน และภาคเศรษฐกิจจริง

สาม ลดความซ้ำซ้อนของกฎหมายและอำนาจกำกับ โดยเฉพาะมาตรการทางเศรษฐศาสตร์ พร้อมเสริมมาตรการสนับสนุนด้านการเงินและภาษีสำหรับ SMEs

สี่ กำหนดมาตรฐานที่สามารถปฏิบัติได้จริง และทบทวนบทลงโทษให้สมดุลกับมาตรฐานสากล

สำหรับภาคอุตสาหกรรม ผลกระทบจะเกิดขึ้นอย่างชัดเจนจากมาตรฐานการปล่อยมลพิษที่เข้มงวดขึ้น และข้อกำหนดด้านการตรวจวัดและรายงาน (MRV) ที่ละเอียดและมีความถี่มากกว่าเดิม โดยโรงงานที่ใช้เครื่องจักรเก่าหรือเทคโนโลยีแบบดั้งเดิม อาจต้องลงทุนปรับปรุงระบบบำบัดหรืออุปกรณ์ควบคุมการปล่อยมลพิษ NOx, SO₂, VOCs และฝุ่น PM2.5 ซึ่งเป็นต้นทุนสูง โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมปิโตรเคมี โลหะหนัก พลังงาน อาหาร และก่อสร้าง ขณะที่ SMEs ต้องการการสนับสนุนเพิ่มเติมทั้งด้านเงินทุนและองค์ความรู้

อย่างไรก็ตาม กฎหมายอากาศสะอาดยังเปิดโอกาสใหม่ให้ภาคธุรกิจ ทั้งการยกระดับภาพลักษณ์องค์กรด้านความยั่งยืน การเพิ่มโอกาสเข้าถึงตลาดส่งออกที่ให้ความสำคัญกับสิ่งแวดล้อม การลดความเสี่ยงจากข้อร้องเรียนของชุมชน และการยกระดับสุขภาพแรงงาน ซึ่งจะช่วยเพิ่มผลิตภาพในระยะยาว

นายเกรียงไกร กล่าวว่า โดยภาพรวม พ.ร.บ.บริหารจัดการเพื่ออากาศสะอาด เป็นกฎหมายที่นำมาทั้งแรงกดดันและโอกาส โดยความสำเร็จของกฎหมายขึ้นอยู่กับรายละเอียดเชิงปฏิบัติและการออกแบบมาตรการบนฐานข้อมูลที่รอบด้าน ซึ่งการทำ RIA ถือเป็นกุญแจสำคัญในการทำให้กฎหมายสามารถบังคับใช้ได้จริง ลดมลพิษอย่างเป็นรูปธรรม และสร้างสมดุลระหว่างสิ่งแวดล้อมกับการพัฒนาเศรษฐกิจ

จากบริบทดังกล่าว ช่วงปี 2569–2570 จะเป็น “หัวเลี้ยวหัวต่อ” ของภาคอุตสาหกรรมไทย ท่ามกลางการบังคับใช้กฎหมายสิ่งแวดล้อมใหม่ และมาตรการ CBAM ของสหภาพยุโรป แม้ภาคธุรกิจต้องเผชิญต้นทุนและความท้าทายที่เพิ่มขึ้น แต่หากประเทศไทยเร่งปรับตัวและลงทุนด้านความยั่งยืนอย่างจริงจัง กติกาใหม่เหล่านี้จะไม่ใช่ภาระ หากแต่จะเป็น เครื่องมือเพิ่มความสามารถในการแข่งขัน ของอุตสาหกรรมไทยในเวทีโลก

“จากแรงกดดันด้านการปฏิบัติตามกฎระเบียบ สู่ความได้เปรียบในการแข่งขัน ประเทศและผู้ประกอบการที่ขยับก่อนย่อมได้เปรียบก่อน หากรัฐและเอกชนเดินหน้าอย่างเป็นระบบ ไทยมีโอกาสก้าวขึ้นเป็นผู้นำห่วงโซ่อุปทานโลกด้าน ESG ได้อย่างเต็มภาคภูมิ”