ฝุ่นละอองขนาดเล็ก หรือ PM2.5 ส่งผลต่อคุณภาพชีวิตประชาชนอย่างมาก ข้อมูลจากกรุงเทพมหานคร ระบุถึงสาเหตุการเกิดฝุ่น PM2.5
ฝุ่นละอองขนาดเล็ก หรือ PM2.5 ส่งผลต่อคุณภาพชีวิตประชาชนอย่างมาก ข้อมูลจาก กรุงเทพมหานคร ระบุถึง สาเหตุการเกิดฝุ่น PM2.5 ว่า สาเหตุหลัก 3 ประการ ได้แก่
1.) สภาพอากาศปิด: โดยเฉพาะในช่วงเดือนพ.ค.- มี.ค. ของทุกปี
2.) การเผาไหม้ของเครื่องยนต์ในเขตเมือง
และ3.) การเผาชีวมวล (การเผาไหม้การเกษตร) ในส่วนของปัญหาฝุ่นในพื้นที่อื่นๆ แม้จะมีสาเหตุการเกิดฝุ่นต่างออกไปแต่หลักๆ ปัญหาดังกล่าวเกิดจากฝีมือมนุษย์ จึงน่าจะสามารถบริหารจัดการได้
นายกฤษ อุตตมะเวทิน รองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยภายหลังเป็นประธานการประชุมคณะทำงานบริหารจัดหารปัญหาฝุ่นละออง PM 2.5 ภาคการเกษตร ครั้งที่ 4/2568 ว่า ที่ประชุมได้รับทราบสถานการณ์ จุดความร้อน (Hotspot) ในพื้นที่เกษตรกรรม ระหว่างวันที่ 1 ต.ค. - 11 ธ.ค. 2568 เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปี 2567 มีแนวโน้มสถานการณ์โดยรวมดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด แต่ยังคงต้องเฝ้าระวังในพื้นที่ภาคเหนือที่มีจุดความร้อนสะสมสูงสุด ได้แก่ อุตรดิตถ์ 176 จุด เชียงราย 158 จุด และพิจิตร 105 จุด
ทั้งนี้ ประเทศไทยมีจำนวนจุดความร้อนสะสมทั้งหมดทั่วประเทศ ลดลง 43 % จาก 4,862 จุดในปี 2567 เหลือ 2,772 จุดในปี 2568เป็นจุดความร้อนในพื้นที่เกษตรกรรม ลดลง 49 % จาก 3 ,025 จุด เหลือ 1,533 จุด
สำหรับ จุดความร้อนในเขตปฏิรูปที่ดิน (ส.ป.ก.) ลดลง 44 % จะเห็นได้ว่าภาคเกษตรลดการเผาลงได้มากกว่า 40% แต่ปัญหาฝุ่น
PM 2.5 โดยรวมยังคงอยู่ โดยเฉพาะในเขตตัวเมืองที่ค่าฝุ่นสูงขึ้นก่อนฤดูการเผาในภาคเกษตรจะเริ่มต้น สะท้อนให้เห็นว่าปัญหามาจากหลายแหล่งกำเนิดและปัจจัยทางอุตุนิยมวิทยา ดังนั้น ไม่เพียงแต่ภาคเกษตรที่ต้องแก้ไขปัญหา แต่ทุกฝ่ายต้องร่วมมือกันแก้ไขปัญหาอย่างจริงจัง
ผลดันแปรสภาพอากาศ12 วันช่วยลดฝุ่น
นอกจากนี้ หน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้เตรียมมาตรการกำจัดปัญหาฝุ่นละออง ในปีงบประมาณ 2569 ได้แก่
1. กำหนดแผนปฏิบัติการดัดแปรสภาพอากาศฯ โดยจัดตั้งหน่วยปฏิบัติการในพื้นที่เสี่ยงเกิดมลภาวะในช่วงเดือนธ.ค. 2568 - พ.ค. 2569 ซึ่งอาจต้องของบประมาณเพิ่มเติมเพื่อให้สามารถปฏิบัติการให้ครอบคลุมพื้นที่เสี่ยงทั่วประเทศ ทั้งนี้ ในช่วงที่ผ่านมามีการปฏิบัติการดัดแปรสภาพอากาศเพื่อบรรเทาปัญหาฝุ่น จำนวน 12 วัน พบว่าค่าคุณภาพอากาศ (AQI) ดีขึ้น 83 . 33 % และปริมาณฝุ่นลดลงเฉลี่ย 36 . 6 %
2. กำหนดเป้าหมายขยายการรับรอง GAP (คือการรับรองแหล่งผลิตพืชตามมาตรฐานการปฏิบัติทางการเกษตรที่ดี (Good Agricultural Practices) เพื่อให้ได้ผลผลิตที่มีคุณภาพปลอดภัยต่อผู้บริโภคและเป็นไปตามข้อกำหนดด้านสิ่งแวดล้อมสุขภาพและความปลอดภัยของผู้ปฏิบัติงาน) ปลอดการเผาให้ได้ 10,000 แปลง โดยส่งเสริมให้เกษตรกรปรับเปลี่ยนการปลูกพืชมูลค่าสูงแทนข้าวโพด และแนะนำให้ใช้จุลินทรีย์ย่อยสลายตอซังลดการเผา ทั้งนี้ ในปี 2568 มาตรฐาน GAP PM2.5 Free Plus ได้ให้การรับรองเกษตรกรผู้ปลูกข้าวโพดไปแล้ว 4,431 แปลง จากพื้นที่ทั้งหมด 41 , 055 ไร่
หนุนใช้เศษวัสดุการเกษตรลดการเผา
3. ส่งเสริมการไถกลบตอซังและผลิตปุ๋ยอินทรีย์เพื่อลดการเผาในพื้นที่เป้าหมายรวม 23,000 ไร่ ซึ่งในปี 2568 พบว่าพื้นที่รณรงค์ 73 จังหวัด มีจุด Hotspot ลดลง 35 . 59 % และสามารถลดการปล่อย PM2.5 ได้ถึง 160 ตัน
4. จัดทำโครงการ “ฟางมา...วัวอิ่ม” พัฒนาเทคโนโลยีจัดการเศษวัสดุการเกษตรเป็นอาหารสัตว์ โดยในปี 2568 ดำเนินการในพื้นที่ 4 , 300 ไร่ ลดปริมาณฝุ่นได้ประมาณ 14 , 000 กิโลกรัม และกำหนดเป้าหมายปี 2569 ส่งเสริมในพื้นที่ไม่น้อยกว่า 2 , 700 ไร่
5. จัดทำโครงการ “ ฟางมา . . . ปลาโต ” โดยนำฟางข้าวและตอซังมาสร้างอาหารธรรมชาติในบ่อปลา โดยในปี 2568 ใช้เศษวัสดุ 278 , 146 กิโลกรัม จาก 4 จังหวัด (เชียงราย พะเยา นครพนม และกาฬสินธุ์) ช่วยลดการเกิด PM 2 . 5 ได้ถึง 3,431 กิโลกรัม และกำหนดแผนปี 2569 ขยายผลเป็น 10 จังหวัด ( เกษตรกร 250 ราย ) ตั้งเป้าลดการเผาตอซัง 100,000 กิโลกรัม
6. โครงการลดการเผาในเขตปฏิรูปที่ดิน ปี 2569 มีเป้าหมาย 12,000 ไร่ เกษตรกร 1,200 ราย ใน 55 จังหวัด โดยจัดตั้ง "ศูนย์รณรงค์หยุดเผาในเขตปฏิรูปที่ดิน ทั้งนี้ ได้เปิดศูนย์ในภาคเหนือแล้ว 17 แห่ง และมีแผนจะเปิดในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ จำนวน 20 ศูนย์ และภาคกลาง 18 ศูนย์ เพิ่มเติม
ถอดสูตรสำเร็จอุตสาหกรรมอ้อย-น้ำตาล
กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ มุ่งมั่นดำเนินมาตรการป้องกันและแก้ไขปัญหาในพื้นที่เกษตรกรรมอย่างมาก ซึ่งจะขอมอบแนวทางปรับเปลี่ยนกระบวนทัศน์การทำงานให้กับหน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรฯ เพื่อมุ่งหน้าสู่การบริหารจัดการเชิงรุกที่มีข้อมูลเป็นฐาน (Data - Driven Management) โดยถอดแบบความสำเร็จจากสำนักงานคณะกรรมการอ้อยและน้ำตาลทราย (สอน.) กระทรวงอุตสาหกรรม ที่มีมาตรการทางกฎหมาย การส่งเสริม และการเพิ่มมูลค่าในการแก้ไขปัญหาการเผาอ้อยเพื่อลดปัญหาฝุ่นมลพิษ PM 2 . 5 ฤดูการผลิตปี 2568 / 2569 อย่างชัดเจน
โดยขอให้จัดตั้งกลุ่มภารกิจ (Cluster) รับผิดชอบเฝ้าระวังพื้นที่การเกษตรเป็นรายภูมิภาค ได้แก่ สำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมเป็นหัวหน้ากลุ่มเฝ้าระวังพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ กรมการข้าวเป็นหัวหน้ากลุ่มเฝ้าระวังพื้นที่ภาคเหนือ กรมส่งเสริมการเกษตรเป็นหัวหน้ากลุ่มเฝ้าระวังพื้นที่ภาคกลาง และสำนักแผนงานและโครงการพิเศษ สำนักงานปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ฝ่ายเลขานุการเป็นหัวหน้ากลุ่มเฝ้าระวังพื้นที่ภาคใต้ เพื่อให้การติดตามและแก้ไขปัญหามีความเป็นเอกภาพและวัดผลได้อย่างเป็นรูปธรรมมากขึ้น ซึ่งถือเป็นการยกระดับการทำงานจากการเป็นเพียง “ คณะประชุม ” สู่การเป็น “ คณะทำงานบริหารจัดการ ” อย่างแท้จริง
มาตรการด้านราคาจูงใจไม่เผาอ้อย
รายงานข่าวจากคณะกรรมการอ้อยและน้ำตาลทราย ระบุว่า การประชุมคณะกรรมการอ้อยและน้ำตาลทราย (กอน.) ครั้งที่ 9/2568 มีมติเห็นชอบราคาอ้อยขั้นต้น ฤดูการผลิตปี 2568/2569 ราคาเดียวทั่วประเทศ ในอัตรา 890 บาทต่อตัน ที่ระดับความหวาน 10 ซี.ซี.เอส. พร้อมกำหนดอัตราขึ้นลงของราคาอ้อยที่ 53.40 บาทต่อ 1 หน่วย ซี.ซี.เอสและผลตอบแทนการผลิตและจำหน่ายน้ำตาลทรายอยู่ที่ 381.43 บาทต่อตัน
นอกจากนี้ ได้เตรียมมาตรการเพื่อช่วยเหลือเกษตรกรชาวไร่อ้อยได้แก่ กำหนดให้โรงงานน้ำตาลรับอ้อยเผาเข้าหีบได้ไม่เกิน 20% ต่อวัน และให้โรงงานหยุดรับอ้อยเข้าหีบตั้งแต่วันที่ 27 ธ.ค. 2568 ถึงวันที่ 4 ม.ค. 2569 และรับเฉพาะอ้อยสดเข้าหีบตั้งแต่เริ่มต้นหีบอ้อยจนถึงวันเด็ก (วันที่ 10 ม.ค. 2569)
ทั้งนี้ ในฤดูการผลิตปี 2568/69 สอน. ได้วางแนวทางช่วยเหลือเกษตรกรชาวไร่อ้อยและโรงงานน้ำตาลที่ทำดี ประกอบด้วย โครงการช่วยเหลือเกษตรกรชาวไร่อ้อยเพื่อซื้อปัจจัยการผลิต ฤดูการผลิต 2568/2569 โดยสนับสนุนให้แก่ชาวไร่อ้อยที่ตัดอ้อยสดสะอาด 100% โครงการสนับสนุนเครื่องสาง-ตัด-กวาด-อัด-สับคลุก เพื่อการตัดอ้อยสดและโมเดลธุรกิจใหม่-คนละครึ่ง Farmer Plus โดยให้โรงงานรวมกลุ่มชาวไร่อ้อยมากกว่า 4,515 กลุ่ม ตามเงื่อนไขโดยมีจำนวนเกษตรกรชาวไร่อ้อยรวมกลุ่มกว่า 60,000 ราย และภาครัฐสนับสนุนจัดหาอุปกรณ์ “เครื่องสางใบอ้อย ตัดอ้อยพ่วงข้าง เครื่องกวาดใบอ้อย เครื่องอัดใบ และผานสับคลุกใบอ้อย” ในอัตราครึ่งหนึ่งของราคาซื้อตามนโยบายคนละครึ่งของรัฐบาล มาตรการจูงใจเพื่อแก้ไขปัญหาการเผาอ้อยและฝุ่นละออง PM 2.5 ซึ่งเป็นมาตรการเดิมที่กระทรวงอุตสาหกรรมได้สนับสนุนจูงใจให้ชาวไร่อ้อยตัดอ้อยสด 100% อยู่แล้ว
การลดหย่อนภาษีให้แก่โรงงานน้ำตาลที่รับอ้อยเผาตามเกณฑ์ที่กำหนด และขอลดหย่อนภาษีให้แก่ผู้ประกอบการโรงไฟฟ้าชีวมวลที่รับซื้อใบและยอดอ้อยเป็นเชื้อเพลิง โครงการส่งเสริมการลงทุน (BOI) ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม พิจารณาสนับสนุนการผลิตที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม และการนำเข้ารถตัดอ้อยแบบปลอดอากร เพื่อให้โรงงานน้ำตาลและเกษตรกรชาวไร่อ้อยสามารถนำเข้ารถตัดอ้อยใหม่ขนาดใหญ่จากต่างประเทศเข้ามาใช้งาน





