คุณภาพชีวิต-สังคม

แอลป์เพรียกหา ให้พาตัวออกมาวิ่ง

มาถึงโลซานน์ทั้งที ต่อให้เหนื่อยหรือหนาวแค่ไหน ก็ต้องออกไปวิ่งท่ามกลางวิวร้อยล้านริมทะเลสาปเลอม็อง

ภูมิประเทศมีส่วนสำคัญมากในการกำหนดพฤติกรรมของผู้คน คนต่างทวีป ต่างประเทศจึงมีนิสัยใจคอและวิถีการใช้ชีวิตแตกต่างกันโดยสิ้นเชิง

เริ่มต้นเรื่องเสียใหญ่โต แต่ที่นึกถึงหลักการนี้ขึ้นมาเป็นเพราะสังเกตเห็นระหว่างการเดินทางในสวิตเซอร์แลนด์ ประเทศเล็กๆ แต่ครอบครองภูมิประเทศและธรรมชาติงดงามติดอันดับต้นๆ ของโลกนี้ มีส่วนอย่างมากในการเชิญชวนผู้คนให้ออกจากบ้านเพื่อใช้ชีวิตกลางแจ้งกัน (นอกเหนือจากว่ากิจกรรมเหล่านี้มีค่าใช้จ่ายที่ย่อมเยาว์ท่ามกลางค่าครองชีพที่สูงลิบ)

แอลป์เพรียกหา ให้พาตัวออกมาวิ่ง

ตามประสาคนชอบวิ่ง พอมาถึงโลซานน์ ได้เห็นพื้นที่เลียบทะเลสาบเจนีวา หรือทะเลสาปเลอม็อง ซึ่งมีเทือกเขาแอลป์เป็นสุดยอดแบ็คกราวนด์เข้าไปเท่านั้น ก็หมายมั่นว่าต้องออกมาวิ่งสัมผัสธรรมชาตินี้ให้ได้ อันที่จริงก็ตั้งแต่ที่เห็นภูมิประเทศของหลายเมืองในแคว้นเลคเจนีวาซึ่งมีลักษณะเป็นเนินเขาขึ้นลงๆ ก็รู้สึกอยากวิ่งเอามากๆ เพราะเรามีงานแข่งวิ่งขึ้นภูเขารออยู่ในช่วงปลายปีหลายงาน ถ้าได้วิ่งขึ้นวิ่งลงฝึกซ้อมกำลังขาที่นี้บ้างก็คงดี

โปรแกรมของทริปที่เรามากับการท่องเที่ยวสวิตเซอร์แลนด์นั้นจัดเต็ม จึงเป็นธรรมดาที่ตารางจะแน่นแบบพอดีเป๊ะๆ ตอนเก็บกระเป๋าเราไม่ได้เผื่อใจว่าจะมีเวลาวิ่ง จึงไม่ได้เตรียมรองเท้าวิ่งโดยเฉพาะมา มีแต่รองเท้าเทรนนิ่งกึ่งแฟชั่น ที่หากจะใส่วิ่งก็เหมาะกับวิ่งระยะสั้น 3 - 5 กม.เท่านั้น เราคิดว่าอย่างมากคงได้แค่วิ่งในยิม แต่พอได้มาเห็นวิวทิวทัศน์จริงของที่นี่ มันก็ครั่นเนื้อครั่นตัวอยากจะวิ่งกลางแจ้งเหลือกำลัง แจ๊กเก็ตกันลมก็ไม่ได้เอามา แต่ ณ จุดๆ นั้น ไม่พร้อมยังไงก็ต้องวิ่งให้ได้

วิ่งเลียบทะเลสาปเลอม็อง

เวลาที่จะวิ่งได้ก็คือตอนเช้าตรู่ก่อนเริ่มทุกกิจกรรมเท่านั้น แต่นักวิ่งชาวไทยซึ่งชินกับการงานแข่งที่เริ่มตั้งแต่ตี 4 - ตี 5 (เพื่อเลี่ยงแดดร้อนให้มากที่สุด) ก็พร้อมที่จะตื่นอยู่แล้ว นานทีปีหนจะได้มาวิ่งกับวิวร้อยล้านแบบนี้

เช้าวันหนึ่งเราจึงกระเด้งตัวขึ้นมาก่อนที่แสงแรกของวันจะมาเยือนขอบฟ้า อุณหภูมิราว 7 องศา จึงต้องใส่เสื้อฮีทเทคแขนยาวไว้ข้างในเสื้อวิ่งอีกที แต่ดูเหมือนจะกันหนาวไม่อยู่ ก็ต้องทับด้วยเสื้อไหมพรมซึ่งไม่เหมาะเอาเสียเลย แต่ไม่สนแล้ว วิ่งไปตามเส้นทางที่เล็งไว้เมื่อวาน

เราพักที่โรงแรมซาวอย (Savoy) โรงแรม 5 ดาวที่เก่าแก่พอตัว แต่ภายในรีโนเวทให้อยู่สบายสไตล์โมเดิร์นคลาสสิค เราวิ่งจากโรงแรมซาวอย เลี้ยวซ้ายตัดลงทิศใต้ไปยังถนนเลียบทะเลสาบ ผ่านเมืองที่เป็นถนนเนินขึ้นลงระยะหนึ่ง ก่อนถึงแยก Place du Port เลี้ยวซ้ายก็เป็นอันถึงท่าเรืออุชชี (Ouchy) ถนนเลียบทะเลสาบวิ่งได้ยาวๆ

แอลป์เพรียกหา ให้พาตัวออกมาวิ่ง

อากาศดีมาก (กอไก่ล้านตัว) ถึงจะเย็นจนเกือบแสบจมูก แต่เพราะการวิ่งก็ทำให้ร่างกายร้อนขึ้นจนเหงื่อออก มีอันต้องถอดสเวตเตอร์มาผูกไว้ที่เอว

เราจะพูดความรู้สึกของการวิ่งที่นี่ว่าอย่างไรดี คือวิวสวยมาก สวยเกินจริง ฟ้าหม่นที่ค่อยๆ สว่างใส เทือกเขาแอล์ปสีน้ำเงินแต่งด้วยหิมะสีขาวระบายด้วยแสงส้มของดวงอาทิตย์เรื่อขึ้นที่ขอบฟ้าตระหง่านอยู่ในสายตาตลอด ทางเดินเลียบทะเลสาบก็ทำไว้อย่างดี กว้างหลายเมตร เผื่อให้มีไม้ใหญ่ยืนต้นสลับกับแปลงดอกไม้หลากสี ที่ปลูกให้สลับไสวเหมือนต้นไม้ที่โตตามธรรมชาติ ขวามือคือทะเลสาบกับวิวเทือกเขาแอลป์ ซ้ายมือคือสถานที่หย่อนใจหลากหลาย ตั้งแต่คาเฟ่ที่พอตกสายบ่ายจะมีคนมานั่งจิบเครื่องดื่มอาบแดดเต็มไปหมด แต่ช่วงเช้าตรู่ยังเงียบงันอยู่ วิ่งเลยมาก็จะเป็นโรงแรมโบริวาจ (Beau-Rivage) กับสถาปัตยกรรมแสนคลาสสิค และจัดสวนด้านหน้าไว้งดงามพอกัน ต่อด้วยสวนสาธารณะซึ่งเป็นส่วนหนึ่งโอลิมปิกมิวเซียม ทั้งหมดนี้คั่นด้วยต้นไม้ที่ดูร่มรื่นตลอดทาง

เราต้องหันมองวิวตลอดทางสลับกับการดูทางที่อยู่ตรงหน้า เลยโอลิมปิกมิวเซียมไปก็เป็นสวนสาธารณะเดอนองตู (Denantou) เลยเขตสวนสาธารณะตรงสี่แยกเดอลา (Dela) ก็สิ้นสุดทางฟุตบาทกว้าง มีทางเลือกให้วิ่งย้อนกลับ หรือวิ่งเข้าสู่ทางแคบๆ ที่ใกล้ชิดกับทะเลสาบยิ่งกว่า เราเลือกไปต่อ

แอลป์เพรียกหา ให้พาตัวออกมาวิ่ง

เส้นทางต่อจากนี้จะเป็นส่วนที่ติดกับด้านหลังของพื้นที่เอกชน ซึ่งมีทั้งหลังบ้านผู้คนและบริษัทต่างๆ ทางซีเมนต์เล็กๆ นั้นวางตัวเลียบทะเลสาบ บางจุดเป็นสะพานทอดออกไปเป็นท่าเรือเล็กๆ บางจุดมีบันไดให้เดินลงไปตรงพื้นทรายที่เหมือนเป็นชายหาดแคบๆ ได้ ระหว่างการวิ่งมีนักวิ่งวิ่งสวนมาบ้าง ประมาณ 4 - 5 คนเห็นจะได้ (ผ่านไปอีกครั้งตอนบ่ายเห็นคนออกมาวิ่ง มาขี่จักรยาน ทำกิจกรรมกันเต็มไปหมด) แอบคิดว่าถ้ามีทางวิ่งกับวิวแบบนี้ เราคงจะขยันซ้อมมากกว่านี้ (หรืออยู่ที่วินัยของตัวเอง) เราวิ่งยาวจนมาสุดอยู่ที่ท่าจอดเรือยอทช์แห่งใหญ่ ซึ่งน่าจะมีทางวิ่งเลยต่อไปอีก แต่ขณะนั้นเราวิ่งมาได้สัก 3 กม. กว่าๆ แล้ว การถ่ายรูปไปตลอดทาง และใช้แอพพลิชั่น NRC+ ซึ่งจับจีพีเอสอยู่ก็เกิดทำให้เครื่องแฮงค์และแบตหมดอย่างรวดเร็ว เราจึงตัดสินใจวิ่งกลับ (ถึงเวลาอันควรแล้วด้วย) รวมวันนั้นวิ่งไปได้ 7 กม.กว่าๆ มีความสุขมาก จริงๆ ตลอดทริปก็มีความสุขทุกวันอยู่แล้ว แต่พอได้เริ่มวันด้วยการวิ่งก็ยิ่งทำให้มีชีวิตชีวา เหมือนเราได้สัมผัสและมาถึงโลซานน์ในอีกประสบการณ์หนึ่งด้วย

ถ้าใครได้ไปต่างบ้านต่างเมือง ต่างภูมิอากาศน่าหาเวลาออกไปทำกิจกรรมกลางแจ้งนอกจากการช็อปปิ้งบ้าง เพื่อไปให้ถึงเมืองแห่งนั้นในมิติที่หลากหลายขึ้น