กระแสการลงทุนด้าน AI ทั่วโลกกำลังเร่งตัวอย่างชัดเจน และทำให้อุตสาหกรรม Semiconductor กลายเป็นหัวใจสำคัญของเศรษฐกิจยุคใหม่ จากเดิมที่นักลงทุนโฟกัสบริษัทผู้ออกแบบชิปเป็นหลัก วันนี้ความได้เปรียบเริ่มย้ายมาที่ "กำลังการผลิต" และความแข็งแกร่งของห่วงโซ่อุปทานในเอเชีย
เมื่อบริษัทยักษ์ใหญ่เทเงินมหาศาลสร้าง Data Center รองรับ AI ความต้องการชิปจึงเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว เกมการแข่งขันไม่ได้อยู่ที่ใครออกแบบเก่งที่สุดเท่านั้น แต่คือใครสามารถผลิตได้มากพอและเร็วพอรองรับความต้องการของโลก AI และนี่จึงเป็นเหตุผลที่ธีมการลงทุนใน Semiconductor เอเชียกลับมาได้รับความสนใจอีกครั้ง
จากความต้องการชิปที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วไม่ได้เกิดขึ้นแบบฉับพลัน แต่เป็นผลจากการแข่งขันลงทุนของบริษัทยักษ์ใหญ่ด้านเทคโนโลยีอย่าง Microsoft, Amazon, Meta และ Google ที่เร่งทุ่มงบประมาณมหาศาลสร้าง Data Center เพื่อรองรับการเติบโตของ AI อย่างจริงจัง เมื่อทุกฝ่ายต้องการขยายศักยภาพระบบของตนเอง ความต้องการชิปจึงพุ่งสูงตามไปด้วยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
ในช่วงปี 2023–2024 ตลาดหุ้นทั่วโลกถูกขับเคลื่อนด้วยแรงส่งจากบริษัทผู้ออกแบบชิป โดยเฉพาะ NVIDIA ที่ได้รับอานิสงส์เต็มที่จากกระแสความต้องการ GPU สำหรับการฝึกโมเดล AI จนกลายเป็นพระเอกของรอบวัฏจักรนั้น
แต่วันนี้ภาพกำลังเปลี่ยนไป อุตสาหกรรมเข้าสู่ช่วงที่เรียกว่า "Manufacturing Acceleration" หรือจังหวะเร่งตัวของภาคการผลิต ความสนใจของตลาดจึงไม่ได้หยุดอยู่ที่บริษัทผู้ออกแบบอีกต่อไป หากขยายวงไปสู่ผู้เล่นทั้งระบบในห่วงโซ่อุปทาน ตั้งแต่โรงงานรับจ้างผลิตชิป (Foundry) ผู้ผลิตหน่วยความจำ บริษัทวัสดุเฉพาะทาง ไปจนถึงผู้ผลิตเครื่องจักรและอุปกรณ์ทดสอบชิป
เมื่อ AI ถูกนำไปใช้งานจริงในวงกว้าง ความต้องการชิปจำนวนมหาศาลจึงเกิดขึ้นตามมา และเอเชียคือศูนย์กลางกำลังการผลิตของโลกที่ครองสัดส่วนมากกว่า 80% ทำให้ภูมิภาคนี้กลายเป็นหัวใจของรอบการเติบโตครั้งใหม่
นักวิเคราะห์ ประเมินว่า เม็ดเงินลงทุนสร้าง Data Center ของกลุ่มเทคโนโลยียักษ์ใหญ่อาจพุ่งแตะ 5.9 แสนล้านดอลลาร์ในปี 2026 และขยับขึ้นสู่ 7 แสนล้านดอลลาร์ในปี 2027 ตัวเลขเหล่านี้สะท้อนถึงอุปสงค์ที่กำลังไหลทะลักเข้าสู่ทุกขั้นตอนของการผลิต ตั้งแต่วัตถุดิบอย่างเวเฟอร์ซิลิคอนและสารเคมีสำหรับ EUV เครื่องจักรผลิตขั้นสูง ไปจนถึงหน่วยความจำอย่าง DRAM และ NAND ที่เป็นหัวใจของ AI Server
ท้ายที่สุด เม็ดเงินมหาศาลทั้งหมดนี้ย่อมไหลไปสู่ "ผู้ผลิตในเอเชีย" ซึ่งเป็นกำลังหลักของอุตสาหกรรมชิปโลกในยุค AI อย่างแท้จริง
ภายใต้กระแสการเติบโตของอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ในเอเชีย บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน แอสเซท พลัส เตรียมเปิดตัวกองทุนเปิด "เอแทรคเกอร์ส เอเชีย เซมิคอนดักเตอร์" หรือ A-ASEMI ซึ่งออกแบบมาเพื่อเปิดโอกาสให้นักลงทุนเข้าถึงการเติบโตของธุรกิจเซมิคอนดักเตอร์ในภูมิภาคเอเชียอย่างเป็นระบบและครอบคลุมทั้งแบบครบวงจร
ทั้งนี้ กองทุนเปิด A-ASEMI เป็นกองทุนรวมประเภท Feeder Fund โดยจะนำเงินไปลงทุนเฉลี่ยไม่น้อยกว่า 80% ของมูลค่าทรัพย์สินสุทธิ (NAV) ใน Global X Asia Semiconductor ETF ซึ่งจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฮ่องกง และอ้างอิงดัชนี FactSet Asia Semiconductor Index จุดเด่นสำคัญคือแนวทาง Pure Play โดยคัดเลือกบริษัทที่มีรายได้จากธุรกิจเซมิคอนดักเตอร์อย่างน้อย 50% ทำให้พอร์ตโฟกัสตรงอุตสาหกรรมชิปโดยตรง
โดยกองทุนเปิด A-ASEMI เป็น Passive Fund มุ่งสร้างผลตอบแทนให้ใกล้เคียงดัชนีอ้างอิง ไม่ได้ใช้กลยุทธ์เลือกหุ้นเชิงรุกเพื่อเอาชนะตลาด ซึ่งพอร์ตการลงทุนครอบคลุมหุ้นประมาณ 40 บริษัท
กระจายตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ ทั้ง Foundry, Memory, วัสดุขั้นสูง อุปกรณ์ผลิต และ Testing ช่วยลดความเสี่ยงจากการกระจุกตัวในหุ้นรายตัว
กองทุนเปิด A-ASEMI ให้น้ำหนักลงทุนใน 4 มหาอำนาจชิปเอเชีย ซึ่งรวมกันคิดเป็นสัดส่วนการผลิตชิปมากกว่า 80% ของโลก ได้แก่
- เกาหลีใต้ ผู้นำ Memory และ HBM สำหรับ AI Server สัดส่วน 32.5%
- ญี่ปุ่น แหล่งวัสดุและอุปกรณ์ผลิตชิประดับโลก สัดส่วน 24.6%
- ไต้หวัน ศูนย์กลาง Foundry ขั้นสูง สัดส่วน 23.0%
- จีน เร่งพัฒนาอุตสาหกรรมในประเทศ สัดส่วน 19.8%
สำหรับหุ้นเด่นในพอร์ต ข้อมูล ณ 31 ม.ค. 2569 บริษัทหลักที่กองทุนหลักถือครอง ได้แก่ SK Hynix สัดส่วน 18.37% Samsung Electronics สัดส่วน 14.14% TSMC สัดส่วน 9.31% MediaTek สัดส่วน 6.35% Sony Group สัดส่วน 5.33% และ Hitachi สัดส่วนอยู่ที่ 4.34% สะท้อนภาพรวมทั้งผู้ผลิตชิป หน่วยความจำ และอุปกรณ์ทดสอบที่เกี่ยวข้องกับห่วงโซ่อุปทาน AI โดยตรง
ทั้งนี้ กองทุนเปิด A-ASEMI กำหนดระดับความเสี่ยงไว้ที่ระดับ 7 (เสี่ยงสูง) ลงทุนขั้นต่ำเพียง 500 บาท
สอบถามข้อมูลและรับหนังสือชี้ชวนได้ที่ โทร. 02-672-1111, คลิกที่นี่ หรือติดต่อสอบถามข้อมูลจากตัวแทนการขายของท่านที่ใช้บริการ
คำเตือน: การลงทุนมีความเสี่ยง ควรศึกษาหนังสือชี้ชวนและทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทน และความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุนทุกครั้ง
กองทุนมีนโยบายป้องกันความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน ตามดุลยพินิจผู้จัดการกองทุน ผู้ลงทุนอาจขาดทุนหรือได้รับกำไรจากอัตราแลกเปลี่ยนหรือได้รับเงินคืนต่ำกว่าเงินลงทุนเริ่มแรกได้
กองทุนนี้ลงทุนกระจุกตัวในหมวดอุตสาหกรรม Information Technology จึงมีความเสี่ยงที่ผู้ลงทุนอาจสูญเสียเงินลงทุนจำนวนมาก
สนับสนุนโดย บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน แอสเซท พลัส จำกัด





