ทำไม “รถบรรทุกไฟฟ้าและรถเมล์ไฟฟ้า” จึงสำคัญต่อการแก้ปัญหา PM2.5 มากกว่าที่คิด และบทบาทของ EA ในการขับเคลื่อนระบบขนส่งสะอาดของประเทศ
ผลกระทบของ PM2.5 ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงอาการระคายเคืองหรือโรคทางเดินหายใจ แต่เชื่อมโยงโดยตรงกับโรคหัวใจและหลอดเลือด โรคมะเร็งปอด ภาวะเจ็บป่วยเรื้อรัง และการเสียชีวิตก่อนวัยอันควร ส่งผลให้ต้นทุนด้านสาธารณสุขของประเทศเพิ่มสูงขึ้น และบั่นทอนคุณภาพชีวิตของประชาชนในระยะยาว
แม้ภาพจำของหลายคนจะมุ่งไปที่รถยนต์ส่วนบุคคล แต่ในความเป็นจริง "ยานพาหนะเชิงพาณิชย์" อย่างรถบรรทุกและรถโดยสารสาธารณะ คือหนึ่งในแหล่งกำเนิด PM2.5 ที่ รุนแรงและต่อเนื่องที่สุด จากชั่วโมงการใช้งานที่ยาวนาน การวิ่งซ้ำในเส้นทางเมืองทุกวัน และการพึ่งพา เครื่องยนต์ดีเซล เป็นหลัก ทำให้ฝุ่นสะสมอยู่ในพื้นที่ที่ผู้คนอยู่อาศัยและใช้ชีวิตจริง
PM2.5 ปัญหาเชิงโครงสร้าง ต้องแก้จากต้นทาง
สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) ชี้ชัดว่า ปัญหา PM2.5 ของประเทศไทยไม่สามารถแก้ได้ด้วยมาตรการระยะสั้นหรือการขอความร่วมมือเฉพาะบุคคล แต่จำเป็นต้องอาศัย มาตรการเชิงโครงสร้าง โดยเฉพาะการปรับระบบคมนาคมขนส่งในเขตเมือง
ข้อเสนอสำคัญคือการควบคุมและลดการใช้ยานพาหนะดีเซล เร่งเปลี่ยนผ่านระบบขนส่งสาธารณะและโลจิสติกส์ไปสู่ยานยนต์ไฟฟ้า และใช้กลไกทางเศรษฐศาสตร์และนโยบายเพื่อจูงใจการลงทุนในระบบขนส่งสะอาดอย่างจริงจัง แนวทางเหล่านี้สอดคล้องกับเป้าหมาย Net Zero Emissions และการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในทุกภาคส่วน ปัจจุบัน มากกว่า 65.89% ของการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของประเทศไทยมาจาก “กลุ่มพลังงาน” ซึ่งครอบคลุมทั้งการผลิตไฟฟ้าและพลังงานที่ใช้ในระบบขนส่ง ตัวเลขนี้สะท้อนชัดว่า หากไม่ปรับโครงสร้างระบบขนส่งและพลังงานตั้งแต่ต้นทาง ปัญหา PM2.5 จะไม่สามารถแก้ไขได้
PM2.5, Net Zero และความสามารถในการแข่งขันภายใต้ CBAM
ในโลกที่ประเทศคู่ค้าหันมาใช้มาตรการด้านสภาพภูมิอากาศเป็นเงื่อนไขทางการค้า เช่น CBAM (Carbon Border Adjustment Mechanism) ของสหภาพยุโรป การลดการปล่อยจากระบบขนส่งและโลจิสติกส์จึงไม่ใช่เพียงประเด็นสิ่งแวดล้อม แต่เป็นโจทย์ความสามารถในการแข่งขันของประเทศ รถบรรทุกไฟฟ้าและรถเมล์ไฟฟ้า จึงไม่ใช่แค่ทางเลือกด้านเทคโนโลยี แต่เป็น เครื่องมือเชิงยุทธศาสตร์ ที่ช่วยลด PM2.5 ควบคู่กับการลดก๊าซเรือนกระจก และสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำอย่างเป็นรูปธรรม
บทบาทของ EA: ขับเคลื่อนความยั่งยืนด้วยระบบขนส่งสะอาด
ภายใต้การเปลี่ยนผ่านสู่ระบบขนส่งสะอาดนี้ EA หรือ บริษัท พลังงานบริสุทธิ์ จำกัด (มหาชน) มีบทบาทสำคัญในฐานะผู้พัฒนาโซลูชันยานยนต์ไฟฟ้าโดยฝีมือคนไทย โดยมองยานยนต์ไฟฟ้าเป็นส่วนหนึ่งของ ระบบนิเวศพลังงานสะอาด (EV Ecosystem) ตั้งแต่พลังงานหมุนเวียน แบตเตอรี่ ไปจนถึงรถเมล์ไฟฟ้าและรถบรรทุกไฟฟ้าเพื่อการใช้งานจริงในประเทศ
การพัฒนาเทคโนโลยีโดยคนไทยไม่เพียงช่วยลดการพึ่งพาการนำเข้า แต่ยังช่วยยกระดับศักยภาพของระบบขนส่งไทยให้ก้าวทันการเปลี่ยนแปลงของโลก เมื่อยานยนต์ไฟฟ้าทำงานควบคู่กับพลังงานสะอาด การลด PM2.5 จึงไม่ใช่การย้ายแหล่งกำเนิดมลพิษ แต่เป็นการลดมลพิษอย่างแท้จริง ส่งผลให้อากาศสะอาดขึ้น เมืองน่าอยู่ขึ้น และคุณภาพชีวิตของคนเมืองดีขึ้นอย่างยั่งยืน
จากรถเมล์ไฟฟ้าในกรุงเทพฯ สู่การขายคาร์บอนเครดิตรายแรกของโลก
หลายเมืองหลวงทั่วโลก เช่น ลอนดอน ปารีส ปักกิ่ง และเซินเจิ้น ต่างนำรถเมล์ไฟฟ้ามาใช้เพื่อลดมลพิษและยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน กรุงเทพมหานคร คือหนึ่งในเมืองที่เดินบนเส้นทางเดียวกัน แต่ก้าวไปไกลกว่านั้น นั้นคือ โครงการ Bangkok E-Bus ของ EA ไม่เพียงช่วย ลดฝุ่น PM2.5 และมลพิษทางอากาศในเมือง แต่ยังสามารถสร้างผลลัพธ์การลดก๊าซเรือนกระจกที่ผ่านมาตรฐานสากล จนได้รับความเชื่อมั่นจาก Klik Foundation ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ในการรับซื้อคาร์บอนเครดิต ภายใต้ความร่วมมือไทย–สวิตเซอร์แลนด์ เมื่อปี 2565 นับเป็น โครงการรถโดยสารไฟฟ้าแห่งแรกของโลก ที่ต่อยอดสู่ตลาดคาร์บอนระหว่างประเทศได้สำเร็จ
ความสำเร็จนี้สะท้อนศักยภาพของ นวัตกรรมฝีมือคนไทยและ EV Ecosystem ของ EA ที่สามารถเชื่อมโยงการแก้ปัญหา PM2.5 การขับเคลื่อนสู่ Net Zero และการสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจเข้าด้วยกันอย่างเป็นรูปธรรม
วันนี้ EA จึงไม่ใช่เพียงผู้ผลิตยานยนต์ไฟฟ้า แต่คือผู้ร่วมขับเคลื่อนการเปลี่ยนผ่านสู่ระบบพลังงานและการขนส่งสะอาดแบบครบวงจร เพื่ออนาคตของเมืองที่อากาศสะอาด น่าอยู่ และเติบโตอย่างยั่งยืนในระดับโลก





