"ปตท." กางแผนรับมือวิกฤติพลังงานโลก ชูเครือข่ายการค้าระหว่างประเทศ สกัดความเสี่ยง ย้ำภารกิจบริษัทพลังงานแห่งชาติ เร่งกระจายแหล่งนำเข้าน้ำมันดิบ ลดพึ่งพาตะวันออกกลางเหลือ 30% พร้อมบริหารกองเรือและเทคโนโลยีทันสมัย มั่นใจไทยมีน้ำมันสำรองใช้เพียงพอ
กลุ่ม ปตท. เดินหน้าภารกิจสร้างความมั่นคงพลังงานท่ามกลางวิกฤติความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ยืดเยื้อ ชูยุทธศาสตร์ "บริหารการจัดหาเชิงรุก" ไม่พึ่งพาแหล่งใดแหล่งหนึ่งเพียงแหล่งเดียว ใช้ศักยภาพเครือข่ายการค้าโลก ที่มีคู่ค้ากว่า 1,600 ราย ในกว่า 80 ประเทศทั่วโลก และระบบติดตามเรืออัจฉริยะแบบเรียลไทม์ เพื่อให้มั่นใจว่าประเทศไทยจะไม่ขาดแคลนน้ำมันดิบแม้ในสถานการณ์ฉุกเฉิน
วิกฤติโลกบทพิสูจน์ความมั่นคงไทย
สถานการณ์ความตึงเครียดในภูมิภาคตะวันออกกลางเข้าสู่เดือนที่ 2 และยังไม่มีข้อสรุปที่ชัดเจนจากการเจรจา ส่งผลกระทบโดยตรงต่อตลาดพลังงานโลก ทำให้ราคาน้ำมัน ค่าขนส่ง และค่าพรีเมียม มีความผันผวนสูง โดยเฉพาะความกังวลในเส้นทางยุทธศาสตร์อย่าง "ช่องแคบฮอร์มุซ" แม้ประเทศไทยจะไม่ได้อยู่ในพื้นที่ความขัดแย้งโดยตรง แต่ในฐานะประเทศที่ต้องนำเข้าน้ำมันดิบเป็นหลัก จึงไม่อาจหลีกเลี่ยงแรงกดดันด้านต้นทุนและเสถียรภาพในการจัดหาได้
กลยุทธ์กระจายความเสี่ยง ไม่พึ่งพาแหล่งเดียว
หัวใจสำคัญของการบริหารจัดการน้ำมันดิบในสภาวะวิกฤติคือ "การกระจายแหล่งทรัพยากร" เพื่อไม่ให้ประเทศต้องตกอยู่ในภาวะเสี่ยงหากแหล่งผลิตใดแหล่งหนึ่งมีปัญหา กลุ่ม ปตท. ได้ปรับเปลี่ยนสัดส่วนการนำเข้าน้ำมันดิบอย่างมีนัยสำคัญ โดยในอดีตไทยเคยพึ่งพาน้ำมันจากตะวันออกกลางสูงถึง 70% แต่ปัจจุบันได้ปรับลดสัดส่วนลงเหลือเพียงประมาณ 30%
เพื่อภารกิจการจัดหาไม่ให้ประเทศขาดน้ำมันสำเร็จรูปลุล่วง ปตท. ได้หันไปเพิ่มสัดส่วนการจัดหาจากแหล่งอื่นๆ ทั่วโลกแทน อาทิ สหรัฐอเมริกา แอฟริกาตะวันตก อเมริกาใต้ และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งเป็นการตอกย้ำว่าการบริหารจัดการน้ำมันที่ดีในยามวิกฤต คือการไม่พึ่งพาแหล่งใดแหล่งหนึ่งเพียงแหล่งเดียว
ทรงพลังด้วยเครือข่าย Trading ระดับโลก
ศักยภาพของหน่วยธุรกิจการค้าระหว่างประเทศของ ปตท. (PTT International Trading) ถือเป็นกลไกสำคัญในการเสริมความมั่นคง โดยปัจจุบันมีปริมาณน้ำมันดิบซื้อขายผ่านเครือข่ายการค้าโลกสูงถึง 1.3 ล้านบาร์เรลต่อวัน ปตท. มีสำนักงานตั้งอยู่ในศูนย์กลางเศรษฐกิจที่สำคัญ ได้แก่ สิงคโปร์ ยูเออี อังกฤษ สหรัฐอเมริกา และจีน
ในด้านโลจิสติกส์ มีการบริหารจัดการเที่ยวเรือมากกว่า 700 เที่ยวต่อปี ครอบคลุมทั้งน้ำมันดิบ ผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียม และเคมีภัณฑ์ โดยมีการทำสัญญาเช่าเรือระยะยาวแบบ Time Charter เพื่อช่วยตรึงต้นทุนค่าระวางเรือให้คงที่ในช่วงที่ตลาดผันผวนรุนแรง
เทคโนโลยีและการเตรียมพร้อมรับสถานการณ์ฉุกเฉิน
เพื่อความแม่นยำในการบริหารจัดการ ปตท. ได้นำระบบ Vessel Tracking System ซึ่งเป็นระบบติดตามเรือแบบเรียลไทม์ที่ทันสมัยที่สุดมาใช้ในการติดตามตำแหน่งเรือกว่า 44 ลำทั่วโลก เพื่อวางแผนและรับมือเหตุฉุกเฉินได้อย่างทันท่วงที
นอกจากนี้ ปตท. ยังได้เตรียม "แผนสำรอง" สำหรับการขนส่งหากเส้นทางปกติถูกปิดกั้น เช่น การส่งน้ำมันผ่านท่อของซาอุดีอาระเบียไปยังท่าเรือยานบู หรือท่อส่งของยูเออีไปยังท่าเรือฟูไจราห์ รวมถึงแผนการเดินเรืออ้อมแหลมกู๊ดโฮพหากจำเป็น
ด้วยโครงสร้างการค้าและการขนส่งที่วางแผนอย่างเป็นระบบ ผนวกกับเทคโนโลยีติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด กลุ่ม ปตท. มั่นใจว่าจะสามารถบริหารการจัดหาและขนส่งพลังงานที่จำเป็นให้กับประเทศได้อย่างต่อเนื่อง เพื่อลดผลกระทบจากความผันผวนของสถานการณ์โลก
ทั้งนี้ การตัดสินใจจัดหาน้ำมันดิบในช่วงวิกฤติ เป็นช่วงที่ตลาดโลกตึงตัวและมีความต้องการเพิ่มขึ้น ทำให้น้ำมันดิบมีราคาสูงถึง 130 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล จึงจำเป็นต้องซื้อในราคาที่สูงกว่าปกติ ทำให้ต้องแบกรับต้นทุนเพิ่มขึ้น และมีความเสี่ยงขาดทุนในระยะสั้น เมื่อราคาน้ำมันโลกปรับตัวลดลงในภายหลัง ซึ่งต้นทุนนี้เป็นการประกันความมั่นคงทางพลังงานให้แก่ประเทศ
นอกจากนี้ การที่ราคาน้ำมันในตลาดโลกปรับตัวสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว ยังส่งผลให้กลุ่ม ปตท. จนถึงปัจจุบันต้องรับภาระด้านสภาพคล่องและต้นทุนทางการเงินเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ โดยประกอบด้วย
- หลักประกันในการจัดซื้อน้ำมันดิบ (Margin Call) ประมาณ 63,000 ล้านบาท
- เงินทุนหมุนเวียน (Working Capital) สำหรับการจัดหาน้ำมันและก๊าซเพิ่มขึ้นประมาณ 137,000 ล้านบาท
- เงินค้างชำระของกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงจากการชดเชยราคา ประมาณ 34,000 ล้านบาท
- รวมภาระสภาพคล่องที่เพิ่มขึ้นกว่า 230,000 ล้านบาท ส่งผลให้เกิดต้นทุนทางการเงินเพิ่มขึ้นถึงกว่า 7,000 ล้านบาทต่อปี
ต้นทุนทั้งหมดที่เกิดขึ้น ไม่ใช่การดำเนินธุรกิจตามปกติ และไม่ได้ส่งผ่านในราคาน้ำมันให้เป็นภาระของผู้บริโภค แต่เป็นต้นทุนจากการ “ลดความเสี่ยงของประเทศ” เพื่อให้มั่นใจว่าประเทศไทยจะไม่เกิดภาวะขาดแคลนน้ำมัน
จากการประเมินล่าสุด พบว่าประเทศไทยมีปริมาณน้ำมันสำรองที่เพียงพอต่อความต้องการใช้ได้อย่างน้อยไปจนถึงช่วงกลางปี 2569 ซึ่งเป็นการสร้างความเชื่อมั่นให้กับภาคประชาชนและภาคอุตสาหกรรมในบทบาทของ ปตท. ที่มุ่งมั่นสร้างความมั่นคงทางพลังงานให้แก่ประเทศอย่างยั่งยืน


