วันพฤหัสบดี ที่ 9 เมษายน 2569

Login
Login

ถอดโมเดล 'นักรับฟังพลังพิเศษ' จาก 'ผู้เปราะบาง' ฮีโร่ตัวน้อย 'ผู้ปฐมพยาบาลใจ' ของสังคม

ถอดโมเดล 'นักรับฟังพลังพิเศษ' จาก 'ผู้เปราะบาง' ฮีโร่ตัวน้อย 'ผู้ปฐมพยาบาลใจ' ของสังคม

ยุคที่โลกขับเคลื่อนและเลือกที่จะลงทุนกับ productivity จนหลงลืมความรู้สึกของมนุษย์ ความเครียดได้กลายเป็น "โรคระบาดเงียบ" ที่กัดเซาะฟันเฟืองสำคัญของระบบเศรษฐกิจ

หลายปีที่ผ่านมา "สุขภาพจิต" ไม่ได้เป็นเพียงประเด็นเชิงสังคม หากแต่กลายเป็น "ความท้าทายเชิงโครงสร้าง" ที่กระทบทั้งระดับบุคคล องค์กร และเศรษฐกิจโดยรวม โดยเฉพาะในกลุ่มวัยทำงานที่ต้องเผชิญแรงกดดันจากความไม่แน่นอน ข้อมูลจากกรมสุขภาพจิต ปี 2566 สะท้อนว่า พนักงานออฟฟิศไทยกว่า 40% มีระดับความเครียดสูง และมีคนไทยกว่า 4.4 ล้านคนมีปัญหาสุขภาพจิตที่ต้องการความช่วยเหลือ ทว่าในความเป็นจริง ประเทศไทยมีจิตแพทย์เพียง 1.57 คนต่อประชากรแสนคนเท่านั้น 

ช่องว่างที่กว้างมหาศาลนี้ตั้งคำถามสำคัญต่อสังคมว่า "ในวันที่ระบบสาธารณสุขแบกรับไม่ไหว เราจะประคองใจกันได้อย่างไร?"

คำตอบอาจไม่ได้อยู่ที่การสร้างโรงพยาบาลเพิ่มขึ้น แต่อยู่ที่การสร้าง "ฐานรากนิเวศทางจิตใจ” ซึ่งอีกหนึ่งความพยายามดังกล่าวนั้นเกิดขึ้นผ่านโครงการ Mind First Aid ภายใต้การสนับสนุนของ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) และสถาบันวิชาการเพื่อความยั่งยืนทางสุขภาพจิต (TIMS) ซึ่งเป็นการพลิกบทบาทครั้งสำคัญในการนำ "ผู้เปราะบาง" ให้ก้าวขึ้นมาเป็น "ผู้เยียวยา" โดยมุ่งเน้นการแก้ปัญหาที่ฐานรากมา เพื่ออุดช่องว่างของยอดพีระมิดที่กำลังจะพังทลาย

ถอดโมเดล 'นักรับฟังพลังพิเศษ' จาก 'ผู้เปราะบาง' ฮีโร่ตัวน้อย 'ผู้ปฐมพยาบาลใจ' ของสังคม

ปฐมพยาบาลใจ การลงทุนที่ต่ำที่สุด 

อมรเทพ สัจจวินวงศ์ ผู้ก่อตั้งแอปพลิเคชัน "สติ" (Sati App) อธิบายถึงแนวคิดขององค์การอนามัยโลก (WHO) ว่าการดูแลสุขภาพจิตที่มีประสิทธิภาพต้องสร้างจาก "ฐานพีระมิด" นั่นคือการดูแลกันเองในระดับครอบครัวและที่ทำงาน ซึ่งเป็นการลงทุนที่ถูกที่สุดแต่ป้องกันวิกฤตได้ดีที่สุด เป็นการสร้างระบบนิเวศที่ทุกคนเข้าใจความเป็นมนุษย์จึงเป็นทางรอดเดียวในยุคที่สุขภาพจิตพุ่งสูงถึง 75% แต่ทรัพยากรผู้เชี่ยวชาญยังโตตามไม่ทัน

"เรามักไปลงทุนกับยอดพีระมิดอย่างจิตแพทย์ซึ่งมีค่าใช้จ่ายสูงและเข้าถึงยาก ทั้งที่ความต้องการจริงๆ อยู่ที่ฐานราก คือการมีใครสักคนในครอบครัวหรือที่ทำงานรับฟังกัน ซึ่งเป็นการลงทุนที่ต่ำที่สุดแต่ป้องกันปัญหาก่อนสายเกินไปได้มหาศาล เราไม่ได้ต้องการแค่คนสอดส่อง แต่ต้องการระบบนิเวศทางจิตใจที่ทุกคนเข้าใจความเป็นมนุษย์และอยู่ร่วมกันได้"

สอดคล้องกับ ผศ.ดร.ธีรพัฒน์ อังศุชวาล จาก TIMS ที่ระบุว่าทักษะการรับฟังอย่างเข้าอกเข้าใจ (First Aiders) คือหัวใจสำคัญในการสร้างพื้นที่ปลอดภัยที่ช่วยลดความตึงเครียดได้อย่างมีนัยสำคัญ นำมาสู่การพัฒนา 2 โมเดลต้นแบบ คือ หลักสูตร “นักปฐมพยาบาลใจ” และการจ้างงาน “นักรับฟังพลังพิเศษ”

ดร.นพ.ไพโรจน์ เสาน่วม รองผู้จัดการกองทุน สสส. อธิบายว่า หัวใจของโครงการนี้คือการจ้างงานผู้พิการมาเป็น "นักรับฟังพลังพิเศษ" ซึ่งเป็นการเปลี่ยนมุมมองครั้งสำคัญของสังคม และยังมีนัยสำคัญในเชิงนโยบายและเศรษฐกิจ กล่าวคือ ไม่เพียงช่วยลดอคติทางสังคม แต่ยังสร้าง "โอกาสทางอาชีพ" และเพิ่มบทบาทของคนพิการในระบบเศรษฐกิจบริการด้านสุขภาพจิต

ถอดโมเดล 'นักรับฟังพลังพิเศษ' จาก 'ผู้เปราะบาง' ฮีโร่ตัวน้อย 'ผู้ปฐมพยาบาลใจ' ของสังคม

โครงการ Mind First Aid ได้เปลี่ยนมุมมองจากคนพิการที่เคยถูกมองว่าต้องได้รับความช่วยเหลือ ให้กลายเป็นพลังสำคัญในการดูแลสุขภาพใจผู้อื่น สามารถเป็นผู้รับฟัง สะท้อนความคิด และกลั่นกรองสุขภาพจิตเบื้องต้น จนสามารถเข้าสู่การจ้างงานกับภาคเอกชน ซึ่งทั้ง 2 โมเดลนี้ได้ผ่านกระบวนการศึกษา วิจัย และสังเคราะห์เป็นองค์ความรู้

เบื้องหลัง “พลังพิเศษ”

สิ่งที่ทำให้ "นักรับฟังพลังพิเศษ" แตกต่างจากอาสาสมัครทั่วไป คือการใช้โมเดล Bio-Psycho-Social ในการวิเคราะห์มนุษย์ ข้อมูลจากโครงการระบุว่า นักรับฟังจะถูกฝึกให้เข้าใจว่าความทุกข์ของคนไม่ได้เกิดจากจิตใจเพียงอย่างเดียว แต่อาจมาจากปัจจัยทางกายภาพ (Bio) สภาพจิตใจส่วนบุคคล (Psycho) และแรงกดดันจากสังคมรอบข้าง (Social)

โครงการจึงมีการฝึกอบรมผ่านระบบ 3O (Online, Onsite, On the Job Training) เข้มข้นจนทำให้คนพิการสามารถก้าวข้ามข้อจำกัดทางกายภาพ เช่น ผู้พิการทางการเห็นจะถูกฝึกให้พัฒนา “Sense of Sound” เพื่อสังเกตน้ำเสียง จังหวะการหายใจ และอารมณ์ที่ซ่อนอยู่หลังคำพูด ซึ่งคนตาดีมักมองข้ามเพราะมัวแต่ตัดสินที่รูปลักษณ์ภายนอก เป็นต้น

ขณะที่หลักการ 4S คือหัวใจหลักของกระบวนการปฐมพยาบาลใจ ที่ได้รับการพิสูจน์แล้วว่ามีประสิทธิภาพจริงในภาคปฏิบัติ ได้แก่

  1. Self-care (ดูแลใจตนเอง): การสำรวจความพร้อมของตนเองก่อนเริ่มงาน เพราะหากผู้ฟังใจไม่แกร่งพอ ก็อาจถูกกระแสอารมณ์ของผู้รับบริการกลืนกิน
  2. Support (เสริมพลังใจ): การสร้างความไว้วางใจและพื้นที่ปลอดภัย (Safe Zone)
  3. Sense (เข้าใจผู้อื่น): การใช้ความเห็นอกเห็นใจ (Empathy) เข้าไปนั่งในใจผู้พูดโดยไม่ตัดสิน
  4. Summarize (ทบทวนใจ): ทักษะที่สำคัญที่สุด คือการสะท้อนสิ่งที่ผู้พูดเล่ากลับไปอย่างเป็นระเบียบ

"ไอซ์" ถาม วัต สุทธิพงศ์ หนึ่งในนักรับฟัง ผู้พิการทางการเห็น เล่าถึงศิลปะของการจัดการ "ขยะทางอารมณ์" ว่า "คนเราเวลาเครียด เรื่องราวมันจะขยุ้มปนกันนัวเนีย หน้าที่ของเราไม่ใช่การไปแก้ปัญหาให้เขา แต่คือการหยิบเรื่องราวเหล่านั้นออกมาวางแยกให้เป็นกองๆ เมื่อเขาได้ยินสิ่งที่เขาเล่าผ่านการสรุปของเรา เขาจะเห็นภาพชัดขึ้น และมักจะพบทางออกได้ด้วยตัวเอง"

เขายังสะท้อนถึงจุดแข็งของการมองไม่เห็นไว้อย่างน่าสนใจว่า 

"ข้อดีของการให้คนตาบอดเป็นนักรับฟังคือ เราได้ฟังอย่างแท้จริงโดยไม่ต้องพะวงว่าคุณใส่เสื้อสีอะไร หรือผมทรงไหน เราโฟกัสแค่ที่น้ำเสียงและเรื่องราวที่คุณเล่าเท่านั้น แต่นั่นไม่ได้หมายความว่าคนตาบอดจะฟังเก่งมาแต่กำเนิด ทุกอย่างต้องผ่านการฝึกฝนทักษะอย่างหนักเช่นกัน"

ทักษะนี้คือรากฐานของการ "ฟังโดยไม่ตัดสิน" ที่ทำให้ผู้เล่ากล้าที่จะเปลือยหัวใจ

"การที่เรามาเป็นนักรับฟังมันคือการฟังจริงๆ เราไม่ต้องแก้อะไรเลย เราฟังเฉยๆ เราจะมีบทสนทนาโต้ตอบ มีการชวนคุย แต่เราจะไม่ตัดสิน ไม่แนะนำเขา เราไม่ได้คิดแทนว่าเขาควรจะทำอะไร แต่เราใช้วิธีการชวนเขาคิดต่อ เพื่อให้เรื่องราวที่สับสนมันค่อยๆ ชัดเจนขึ้นในมุมมองของเขาเอง"

ถอดโมเดล 'นักรับฟังพลังพิเศษ' จาก 'ผู้เปราะบาง' ฮีโร่ตัวน้อย 'ผู้ปฐมพยาบาลใจ' ของสังคม

เอาชนะเสียงโวยวายในหัว ฟังโดยไร้อคติ

อุปสรรคที่ใหญ่ที่สุดของนักรับฟังไม่ได้มาจากผู้พูด แต่มาจาก "อีโก้" ของผู้ฟังเอง ไอซ์ยอมรับว่าการฟังที่ดีคือการต่อสู้กับเสียงในหัวของตนเอง: บางทีเรามักจะแพ้ในหัวเราเอง จะคิดว่า "เฮ้ย ไม่ใช่หรอกเธอ" แล้วเราก็จะพองออกมากลางคัน มันจะทำให้บรรยากาศเสียเปล่า เพราะเราดันไปอยากฟังในสิ่งที่เราอยากได้ยิน แต่ไม่ได้อยากฟังในสิ่งที่เขาอยากเล่า การจะรับฟังผู้อื่นได้อย่างมีประสิทธิภาพโดยไม่เสียสมดุลตัวเอง จึงต้องเริ่มจากการวางความคาดหวังของตนเองลงก่อน

สำหรับนักรับฟังผู้พิการทางการเคลื่อนไหวอย่าง "มาเรียม กาบามู" เธอเคยเผชิญกับสภาวะ "ช็อก" จากเรื่องราวที่หนักหน่วงจนต้องพักงานนานนับปี บทเรียนนั้นทำให้เธอค้นพบเทคนิค "การวางอารมณ์แบบหักดิบ" หรือการลบไฟล์

ถอดโมเดล 'นักรับฟังพลังพิเศษ' จาก 'ผู้เปราะบาง' ฮีโร่ตัวน้อย 'ผู้ปฐมพยาบาลใจ' ของสังคม

"เราต้องเห็นใจตัวเองก่อนว่าเราไม่อาจเก็บปัญหาของใครไว้ในพื้นที่ส่วนตัวได้ มาเรียมใช้วิธีลบไฟล์เรื่องราวนั้นออกจากสมองทันทีที่วางสาย เราทำหน้าที่เป็นเพียงเครื่องบันทึกเสียงที่จบงานคือจบหน้าที่ เพื่อรักษาพลังไว้รอช่วยคนถัดไปที่มีค่ารอเราอยู่"

ฟังเขา แล้วต้องย้อนฟังเสียง "ตัวเรา"

ความน่าสนใจคือ ทักษะเหล่านี้ไม่ได้มีไว้ใช้ช่วยคนอื่นเท่านั้น แต่ยังเป็นเครื่องมือเยียวยาตัวเองในยามวิกฤต ไอซ์ เล่าถึงช่วงที่เขาเครียดจนนอนไม่หลับและมี "เสียงโวยวายในหัว" ว่าทักษะการจัดระเบียบความคิดนี่เองที่ช่วยชีวิตเขาไว้

"ตอนนั้นผมเครียดจนได้ยินเสียงก้องโวยวายอยู่ในหัวตลอดเวลา แต่ก่อนที่มันจะถลำลึกไปมากกว่านั้น ทักษะที่เรียนที่เราได้ไปอบรมมาก็แวบเข้ามาในใจ ผมเริ่มลองมานั่งฟังตัวเองดูจริงๆ ว่ามันเกิดอะไรขึ้น แล้วใช้เทคนิคการจัดระเบียบความคิดกับตัวเอง จนในที่สุดผมก็ข้ามผ่านมันมาได้"

ประสบการณ์ที่เขาได้เผชิญกับตัวเองครั้งนั้น ทำให้เขาตระหนักชัดเจนว่า ทักษะที่เขามีสามารถที่ช่วยเยียวยาหรืออาจเป็นแสงสว่างเล็กๆ ที่ปลายอุโมงค์ให้กับเพื่อนมนุษย์อีกหลายคนได้

จริงๆ แค่มีใครสักคนรับฟังว่าเขากำลังรู้สึกหรือคิดอะไรอยู่ แค่นั้นมันก็มากพอที่จะทำให้เขาตัดสินใจไม่จากไป (ไม่จบชีวิต) แล้วก็ได้” ไอซ์ กล่าว

ก้าวต่อไป Mind First Aid

Mind First Aid ไม่ได้หยุดอยู่ที่การฝึกอบรม แต่ได้พัฒนาไปสู่ "โมเดลการจ้างงานจริง" โดยมีการจ้างคนพิการเป็น "นักรับฟังพลังพิเศษ" ผ่านแพลตฟอร์มดิจิทัล

ซึ่งสิ่งนี้ตอบโจทย์พระราชบัญญัติส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ มาตรา 33 การจ้างงานผู้พิการและ มาตรา 35 การส่งเสริมอาชีพ ซึ่งช่วยให้บริษัทเอกชนสามารถจ้างงานคนพิการมาทำหน้าที่ดูแลสุขภาพจิตของพนักงานในองค์กรได้จริง  

ความสำเร็จจากการให้บริการจริงผ่านแอปพลิเคชัน "สติ" ที่ได้คะแนนพึงพอใจสูงถึง 4.66 เต็ม 5 ทำให้โครงการมีแผนจะขยายจำนวนนักรับฟังพลังพิเศษเป็น 500 คนภายในอนาคตอันใกล้ เมธาวี ทัศนาเสถียรกิจ หัวหน้าโครงการฯ ระบุว่า เป้าหมายคือการทำให้การปฐมพยาบาลใจเป็น "ทักษะสามัญ" ที่ทุกองค์กรต้องมี

ในวันที่ปัญญาประดิษฐ์พยายามจะทำหน้าที่แทนมนุษย์ในทุกด้าน ทักษะการฟังอย่างเข้าอกเข้าใจ ยังคงเป็นเอกสิทธิ์เดียวที่มนุษย์มีให้แก่กัน โครงการ Mind First Aid พิสูจน์ให้เห็นว่าความพิการไม่ใช่ข้อจำกัด แต่คือ "ต้นทุนชีวิต" ที่จะมีบทบาทต่อการสร้างระบบนิเวศทางจิตใจในสังคมที่ทุกคนสามารถเยียวยากันได้ด้วยการ "ฟังโดยไม่ตัดสิน"