วันอังคาร ที่ 24 มีนาคม 2569

Login
Login

'เกษตรในเมือง' ปลูกผักเยียวยาเมือง ปลูกสุขภาวะคนกรุง

'เกษตรในเมือง' ปลูกผักเยียวยาเมือง ปลูกสุขภาวะคนกรุง

โครงการ “เกษตรในเมือง” ที่กำลังถูกขับเคลื่อนอย่างหนักในขณะนี้ จะสามารถเปลี่ยน “ความฝัน” ของคนอยากปลูกผักให้กลายเป็น “ความจริง” ที่ยั่งยืนได้อย่างไร?

เราเคยสงสัยกันบ้างไหมว่า ทำไมพื้นที่สีเขียวในเมืองหลวงถึงต้องถูกจำกัดอยู่เพียงแค่สวนสาธารณะขนาดใหญ่หรือผืนป่ารอบนอกเมือง? ทำไมต้นไม้ใหญ่และการเพาะปลูกถึงกลายเป็นเรื่องไกลตัวของคนเมือง ทั้งที่ความจริงแล้ว "อาหาร" คือปัจจัยพื้นฐานที่สุดของชีวิต อะไรคืออุปสรรคที่ขวางกั้นไม่ให้คนกรุงมีพื้นที่เกษตรเป็นรูปธรรม และที่สำคัญที่สุด โครงการ “เกษตรในเมือง” ที่กำลังถูกขับเคลื่อนอย่างหนักในขณะนี้ จะสามารถเปลี่ยน “ความฝัน” ของคนอยากปลูกผักให้กลายเป็น “ความจริง” ที่ยั่งยืนได้อย่างไร?

จากป่าคอนกรีตสู่พื้นที่สีเขียวกินได้

ในอดีต อุปสรรคสำคัญที่ทำให้เกษตรในเมืองไม่สามารถหยั่งรากลึกได้อย่างยั่งยืน มาจากข้อจำกัดที่ทับซ้อน ทั้งในเรื่องของพื้นที่ องค์ความรู้ที่จำกัด และประเด็นที่ท้าทายที่สุดคือ “ความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงที่ดินและข้อจำกัดเชิงนโยบาย”

ภายหลังการประกาศใช้พระราชบัญญัติภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง เราได้เห็นปรากฏการณ์ที่น่าสนใจแต่ก็น่ากังวล นั่นคือการเปิดช่องว่างให้เจ้าของที่ดินใช้การเกษตรเป็นเครื่องมือในการลดหย่อนภาษี เกิดสิ่งที่เรียกว่า “เกษตรจำแลง” คือการนำที่ดินรกร้างว่างเปล่ามาปลูกต้นกล้วย อ้อย หรือมะนาว เพียงเพื่อให้เข้าเกณฑ์เสียภาษีในอัตราเกษตรกรรมที่ต่ำกว่าที่ดินรกร้าง โดยไม่ได้มีเป้าหมายเพื่อสร้างความมั่นคงทางอาหารหรือสุขภาวะให้กับชุมชนรอบข้างอย่างแท้จริง

'เกษตรในเมือง' ปลูกผักเยียวยาเมือง ปลูกสุขภาวะคนกรุง

ผลเสียที่ตามมาคือคนเมืองเสียโอกาสในการใช้ที่ดินเหล่านั้นให้เป็นพื้นที่สุขภาวะ อีกทั้งยังมีความเสี่ยงจากสารเคมีตกค้างในอาหารจากแหล่งผลิตที่ยากจะตรวจสอบ โจทย์ความท้าทายนี้จึงนำมาสู่การสานพลังเพื่อสร้างปรากฎการณ์ใหม่ของสังคม นั่นคือการส่งเสริมวิถี “เกษตรคนเมือง” ภายใต้การขับเคลื่อนของ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.)ที่ผนึกกำลังกับ กรุงเทพมหานคร และ ศูนย์ออกแบบและพัฒนาเมือง (UddC-CEUS)

ล่าสุดมีการจัดงานนำเสนอสาธารณะ “เกษตรในเมือง กินได้-ใกล้บ้าน-ระบบอาหารเมือง ยุทธศาสตร์การเพิ่มพื้นที่สุขภาวะด้วยแนวคิดเกษตรในเมือง” เพื่อนำเสนอผลการดำเนินงานและข้อเสนอเชิงนโยบายในการขับเคลื่อนพื้นที่สุขภาวะด้วยแนวคิดเกษตรในเมืองในกรุงเทพมหานคร เพื่อขยับนิยามของเกษตรในเมืองจากการเป็นแค่ “แปลงผัก” หรือ “งานอดิเรก” ให้กลายเป็น “โครงสร้างพื้นฐานสีเขียวกินได้” (Edible Green Infrastructure) ที่ฝังตัวอยู่ในผังเมืองอย่างแท้จริง

'เกษตรในเมือง' ปลูกผักเยียวยาเมือง ปลูกสุขภาวะคนกรุง

ช่องโหว่กฎหมาย ผุด "เกษตรจำแลง"

อดิศักดิ์ กันทะเมืองลี้ รองผู้อำนวยการศูนย์ออกแบบและพัฒนาเมือง (UddC-CEUS) ได้สะท้อนภาพความอึดอัดของปัญหานี้ไว้อย่างน่าสนใจว่า หนึ่งในอุปสรรคใหญ่คือช่องว่างของข้อกฎหมาย ภาษีที่ดินเกษตรกรรมมีอัตราเพียง 0.15% ซึ่งต่ำกว่าที่ดินรกร้างอย่างมาก ทำให้เกิดการปลูกพืชเชิงเดี่ยวแบบขอไปทีเพียงเพื่อให้ตรวจรับรองสิทธิได้ง่าย

“นิยามเกษตรกรรมตามกฎหมายภาษีที่ดินมีช่องว่างที่ทำให้เกิด ‘เกษตรจำแลง’ เช่น กฎหมายบอกว่าถ้าปลูกต้นกล้วยต้องไม่ต่ำกว่ากี่ต้นต่อไร่ หรือพืชผักสวนครัวต้องปลูกเต็มพื้นที่ 100% มันทำให้เกิดการปลูกเชิงเดี่ยวง่าย ๆ เพื่อให้ตรวจรับรองได้ง่าย แต่ถ้าเป็น ‘เกษตรแบบละเมียด’ หรือเกษตรผสมผสานที่มีความหลากหลาย พืชผักสลับกับไม้ยืนต้น การตีความทางกฎหมายกลับทำได้ยากกว่า เราจึงเสนอให้มีตำแหน่งแห่งที่ในเชิงกฎหมายสำหรับคำว่า "เกษตรในเมือง" เพื่อให้ได้รับสิทธิภาษี 0.15% ตามมาตรฐานที่เป็นเกษตรในเมืองจริงๆ ไม่ใช่แค่ปลูกทิ้งไว้เพื่อเลี่ยงภาษี”

นอกจากเรื่องภาษีแล้ว ข้อจำกัดเรื่องที่ดินของรัฐยังเป็นโจทย์ที่ซับซ้อน เช่น ที่ดินของการทางพิเศษฯ หรือที่ดินราชพัสดุ ซึ่งมีกฎหมายควบคุมการใช้ประโยชน์ที่เข้มงวด การปลูกผักในที่รัฐอาจกลายเป็นเรื่องผิดกฎหมายหากมีการเก็บผลผลิตไปขายโดยไม่มีกลไกบริหารจัดการที่ชัดเจนรองรับ

ทำไมต้อง "เกษตรในเมือง"? 

ในมุมมองของ สสส. การขับเคลื่อนครั้งนี้ไม่ได้มองเพียงแค่เรื่องของ "ผลผลิต" ที่ปลอดภัย แต่เป็นการมองลึกไปถึง "สุขภาวะ" ของพลเมืองอย่างรอบด้าน นิรมล ราศรี ผู้อำนวยการสำนักสร้างเสริมวิถีชีวิตสุขภาวะ สสส. เผยว่า สสส. ให้ความสำคัญกับการสร้าง “สภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อสุขภาวะ” โดยเฉพาะในบริบทเมืองใหญ่ที่มีข้อจำกัดด้านพื้นที่ ความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงอาหารที่มีคุณภาพ และพฤติกรรมเนือยนิ่งของคนเมือง สุขภาพเกิดขึ้นในที่ที่เราอยู่อาศัย ที่ทำงาน และในชีวิตประจำวัน

'เกษตรในเมือง' ปลูกผักเยียวยาเมือง ปลูกสุขภาวะคนกรุง

เกษตรในเมืองมีบทบาทสำคัญใน 3 มิติหลัก คือ การเสริมความมั่นคงทางอาหาร สร้างระบบอาหารที่ปลอดภัย เข้าถึงได้จริงในระดับครัวเรือนและชุมชน การส่งเสริมกิจกรรมทางกาย ลดพฤติกรรมเนือยนิ่ง (Sedentary Behavior) ของคนเมืองผ่านการลงมือเพาะปลูก และการเพิ่มพื้นที่สีเขียว ลดปรากฏการณ์เกาะความร้อนในเมือง (Urban Heat Island) และสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อสุขภาพ

“เกษตรในเมืองไม่ใช่แค่การปลูกผัก แต่เป็นการสร้างระบบอาหารและสุขภาวะที่ดีให้กับคนเมือง ซึ่งล้วนเป็นปัจจัยพื้นฐานของการลดความเสี่ยงโรคไม่ติดต่อ (NCDs) ในระยะยาว การปลูกผักคือการสร้างสภาวะแวดล้อมที่ส่งเสริมการมีสุขภาวะ ช่วยให้ได้ขยับร่างกาย ลดความเครียด และสร้างความมั่นใจเรื่องความปลอดภัยของอาหาร การขับเคลื่อนระบบอาหารสุขภาวะต้องทำทั้งการสร้างความรอบรู้และการปรับสภาพแวดล้อมควบคู่กัน เกษตรในเมืองคือกลไกเชิงโครงสร้าง ที่ทำให้การเลือกอาหารที่ดีต่อสุขภาพเป็นทางเลือกที่เข้าถึงได้จริง ใกล้บ้าน และยั่งยืน เวทีครั้งนี้เป็นการส่งต่อข้อเสนอเชิงนโยบายให้หน่วยงานเมืองและภาคีต่างๆ นำไปต่อยอดอย่างเป็นรูปธรรม”

จากนโยบายสู่แปลงผักใกล้บ้าน

การจะเปลี่ยนกรุงเทพฯ ให้เป็น "เมืองกินได้" ต้องใช้กลยุทธ์ที่ประสานกันทั้งระบบ รศ.ดร.นิรมล เสรีสกุล ผู้อำนวยการ UddC-CEUS ได้ถอดบทเรียนจากการดำเนินงานกว่า 3 ปี พบว่าหัวใจสำคัญประกอบด้วย 4 ปัจจัย Policy (นโยบาย)กลไกที่เอื้อต่อการใช้ประโยชน์ที่ดินเมือง Land (ที่ดิน) การเข้าถึงพื้นที่ทั้งของรัฐและเอกชนอย่างเป็นระบบ Actors (ผู้เล่น) เครือข่ายผู้ลงมือทำ ตั้งแต่ระดับนโยบายจนถึงชุมชน Resource (ทรัพยากร) การเข้าถึงความรู้ เมล็ดพันธุ์ และงบประมาณอย่างเท่าเทียม

ปัจจุบัน กทม. ได้ยกระดับเรื่องนี้ผ่าน 3 โครงการนำร่องที่ครอบคลุมทุกมิติชีวิต ได้แก่ สวนผัก 15 นาที (พื้นที่สาธารณะ), Plantable Bangkok (พื้นที่ส่วนบุคคล/เอกชน) และ โรงเรียนของเราน่าปลูก (พื้นที่สถานศึกษา) เพื่อให้เกษตรในเมืองกลายเป็นส่วนหนึ่งของโครงสร้างพื้นฐานที่ประชาชนเข้าถึงได้ภายในระยะที่เดินถึง

'เกษตรในเมือง' ปลูกผักเยียวยาเมือง ปลูกสุขภาวะคนกรุง

สวนผักฮีลใจ เมื่อการปลูกผักเยียวยา "โรคทางใจ"

ชีวิตในป่าคอนกรีตที่รีบเร่งมักมาพร้อมกับภาวะ Burnout หรือโรคซึมเศร้า แต่อีกหนึ่งผลกระทบที่ยิ่งใหญ่ของเกษตรในเมืองคือการเยียวยาจิตใจ เพียงเพ็ญ หนึ่งในผู้ร่วมโครงการ ได้ถ่ายทอดเรื่องราวที่น่าประทับใจเกี่ยวกับการใช้เกษตรในเมืองเยียวยาคุณแม่อายุ 84 ปี หลังจากสูญเสียคู่ชีวิตที่ครองรักกันมานานกว่า 60 ปี

“คุณพ่อเสียแล้วคุณแม่ก็เศร้ามาก ไม่ยอมทานข้าว น้ำหนักลดเหลือ 38 กิโลกรัม เราเลยชวนท่านมาลองปลูกผักกัน ปรากฏว่ามันทำให้ท่านลืมความเศร้าไปได้หมดเลย เริ่มตั้งแต่เพาะเมล็ด ปรุงดิน จนตอนนี้ผักเต็มบ้าน น้ำหนักคุณแม่ขึ้นมาเป็น 50 กิโลกรัมในหนึ่งปี ล่าสุดคุณหมอชมว่าค่าเลือดคุณยายเหมือนคนอายุ 60 ปี และที่สำคัญที่สุดคือความอร่อยที่ต่างกันจริง ๆ ผักที่เราปลูกเองสดกว่า ปลอดภัยกว่า จนตอนนี้เราไม่อยากไปทานอาหารข้างนอกบ้านเลย”

โรงเรียนของเราน่าปลูก

ในระดับสถานศึกษา โครงการ "โรงเรียนของเราน่าปลูก" ได้เปลี่ยนพื้นที่ว่างให้กลายเป็นแหล่งเรียนรู้ที่มีชีวิต ตัวอย่างที่โดดเด่นคือ โรงเรียนทูลศินเพชรสุข อุปถัมภ์ ซึ่งร่วมมือกับการทางพิเศษแห่งประเทศไทย (กทพ.) เปลี่ยนที่ดินใต้ทางด่วนให้เป็นพื้นที่เกษตรที่มีทั้งผัก ปลา และไก่ไข่ 

ขณะที่ วิทยาลัยดุสิตธานี ได้ยกระดับสู่แนวคิด Farm to Table โดยให้นักศึกษาเชฟลงมือปลูกวัตถุดิบด้วยตัวเอง

"นักศึกษาเชฟจะได้มาเลือกดอกไม้กินได้ไปจัดจาน หรือมาคุยกับเราว่าอยากได้ ‘ใบชะมวง’ ไปทำซอสรสเปรี้ยว แทนที่จะซื้อจากตลาดที่มีสารตกค้าง การปลูกเองทำให้เขาเกิดไอเดียสร้างสรรค์และมั่นใจในความปลอดภัย 100%"

ผลผลิตเหล่านี้ยังถูกส่งต่อไปยัง โครงการอาหารเช้าและกลางวันของ กทม. นักเรียนในโรงเรียนอย่าง ไทยนิยมสงเคราะห์ หรือ ชุมชนหมู่บ้านพัฒนา ไม่เพียงแต่ได้กินผักที่ตัวเองปลูกจนจำชื่อผักได้ดีขึ้น แต่ยังได้เรียนรู้ทักษะการเป็นผู้ประกอบการผ่านการขายผลผลิตในตลาดนัดชุมชนหรือทาง Line Official อีกด้วย

จากเกษตรจำแลงสู่การแยกขยะระดับเมือง

อีกหนึ่งมิติที่เกษตรในเมืองเข้าไปตอบโจทย์คือ "การจัดการขยะ" อดิศักดิ์ จาก UddC ชี้ให้เห็นว่า หากเราสามารถแยกขยะเศษอาหารในครัวเรือนมาทำเป็นปุ๋ยสำหรับแปลงผักในเมืองได้ กทม. จะลดงบประมาณมหาศาลในการจัดการขยะ ซึ่งงบส่วนนั้นสามารถนำไปสร้างโรงพยาบาลหรือโครงสร้างพื้นฐานอื่น ๆ ที่เป็นประโยชน์ได้อีกมาก

ด้าน พรพรหม วิกิตเศรษฐ์ ที่ปรึกษาของผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร (CSO) ตอกย้ำความมุ่งมั่นในเชิงนโยบายว่า "กทม. มองเกษตรในเมืองเป็นโครงสร้างพื้นฐานสีเขียวรูปแบบใหม่ ที่เชื่อมพื้นที่ย่าน ชุมชน และเครือข่ายภาคี เพื่อเสริมสร้างความมั่นคงทางอาหารและคุณภาพชีวิต หากเราบูรณาการนโยบายด้านที่ดินและสุขภาพให้สอดคล้องกัน เกษตรในเมืองจะไม่เป็นเพียงกิจกรรมเฉพาะจุด แต่จะกลายเป็นส่วนหนึ่งของระบบอาหารเมืองอย่างยั่งยืน"

เกษตรในเมืองในวันนี้จึงไม่หยุดเพียงแค่กระแสชั่วคราว แต่หากคนกรุงนับล้านร่วมมือกัน "ละเมียด" กับพื้นที่รอบตัว การเปลี่ยนกรุงเทพฯ จากป่าคอนกรีตสู่เมืองสีเขียวกินได้ก็คงอยู่ไม่ไกลเกินเอื้อม