วันอังคาร ที่ 3 มีนาคม 2569

Login
Login

ปักหมุดภาคตะวันออก คิกออฟโมเดล 'สกัดกั้นวิกฤติบุหรี่ไฟฟ้าพุ่ง 11 เท่า' ในรั้วโรงเรียน

ปักหมุดภาคตะวันออก คิกออฟโมเดล 'สกัดกั้นวิกฤติบุหรี่ไฟฟ้าพุ่ง 11 เท่า' ในรั้วโรงเรียน

อัตราการสูบบุหรี่ไฟฟ้าในกลุ่มเยาวชนไทยพุ่งสูงขึ้นถึง 11 เท่า สะท้อนถึงการแพร่ระบาดที่รุนแรงและเงียบเชียบ ซึ่งกำลังแทรกซึมเข้าสู่กลุ่มคนรุ่นใหม่วัย 15-25 ปี ซึ่งเป็นแรงกำลังสำคัญและอนาคตของชาติอย่างไม่เคยปรากฏมาก่อน

ความน่าสะพรึงกลัวที่สุดของบุหรี่ไฟฟ้าในวันนี้ อาจไม่ใช่เพียงแค่สารพิษนับร้อยพันชนิดที่ทำลายปอดและสุขภาพของผู้สูบ แต่คือความรวดเร็วของอัตราการเติบโตอย่างก้าวกระโดดจนน่าตกใจ

ในช่วงเวลาเพียง 3 ปีที่ผ่านมา อัตราการสูบบุหรี่ไฟฟ้าในกลุ่มเยาวชนไทยพุ่งสูงขึ้นถึง 11 เท่า สะท้อนถึงการแพร่ระบาดที่รุนแรง และกำลังแทรกซึมเข้าสู่กลุ่มคนรุ่นใหม่วัย 15-25 ปี ซึ่งเป็นแรงกำลังสำคัญและอนาคตของชาติ

ปักหมุดภาคตะวันออก คิกออฟโมเดล 'สกัดกั้นวิกฤติบุหรี่ไฟฟ้าพุ่ง 11 เท่า' ในรั้วโรงเรียน

ด้วยเหตุดังกล่าว สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) จึงได้ผนึกกำลังร่วมกับภาคีเครือข่ายสำคัญ ได้แก่ สถาบันยุวทัศน์แห่งประเทศไทย (ยท.) ร่วมกับคณะกรรมการเขตสุขภาพเพื่อประชาชน (กขป.) เขตพื้นที่ 6 และสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) จัดกิจกรรม Kick off พัฒนาความรู้และแนวทางสำหรับส่งเสริมให้เด็กและเยาวชนเข้าสู่ระบบบริการเลิกบุหรี่และบุหรี่ไฟฟ้า เพื่อเริ่มการสร้างการเชื่อมโยงระบบสุขภาพและความรอบรู้ด้านสุขภาพ (Health Literacy) ให้กับวัยรุ่น โดยเริ่มนำร่องโครงการแรกอย่างเข้มข้นในพื้นที่ภาคตะวันออก

ด้วยความเชื่อว่า หากเรายัง ปล่อยให้ควันแห่งภัยมืดนี้คืบคลานต่อไป โดยไม่มีเกราะป้องกันที่มีประสิทธิภาพ ประเทศไทยอาจต้องเผชิญกับการสูญเสียทรัพยากรบุคคล และงบประมาณด้านสาธารณสุขอย่างมหาศาลในอนาคต

ปักหมุดภาคตะวันออก คิกออฟโมเดล 'สกัดกั้นวิกฤติบุหรี่ไฟฟ้าพุ่ง 11 เท่า' ในรั้วโรงเรียน

วิกฤติเด็กไทยสูบบุหรี่ไฟฟ้าโต 11 เท่า 

จากข้อมูลล่าสุดพบว่า สถานการณ์การสูบบุหรี่ไฟฟ้าในกลุ่มเยาวชนเพิ่มสูงขึ้นถึงหลายเท่าในระยะเวลาไม่กี่ปี ซึ่งถือเป็นการระบาดในเชิงสถิติที่รุนแรงและก้าวกระโดดอย่างที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน โดยข้อมูลจากสำนักงานสถิติแห่งชาติ ปี 2567 พบการสูบบุหรี่ไฟฟ้าของคนไทยเพิ่มสูงขึ้นอย่างมาก จากเดิมในปี 2564 มีผู้สูบบุหรี่ไฟฟ้า 78,742 คน เพิ่มขึ้นเป็น 900,459 คน ในปี 2567 หรือเพิ่มขึ้นถึง 11.44 เท่า สอดคล้องกับข้อมูลจากผลการสำรวจสุขภาพประชาชนไทย โดยการตรวจร่างกาย ครั้งที่ 7 (ปี 2567-2568) พบกลุ่มวัยรุ่นอายุ 15-29 ปี เป็นกลุ่มที่มีสัดส่วนการใช้บุหรี่ไฟฟ้าสูงที่สุด 8.4% เพิ่มจากเดิม 3.6% ในปี 2563

นพ.พงศ์เทพ วงศ์วัชรไพบูลย์ ผู้จัดการกองทุน สสส. เผยข้อมูลอันน่ากังวลว่า วันนี้ต้องยอมรับถึงสถานการณ์บุหรี่ไฟฟ้ารุนแรงมาก ในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา อัตราการสูบเพิ่มขึ้นถึง 11 เท่าข้อมูลล่าสุดนี้คือปี 2567 และหากเราพูดถึงปี 2569 ในอีก 2 ปีข้างหน้า อาจจะเพิ่มขึ้นอีก 10 เท่าก็ได้ เนื่องจากเด็กสูบบุหรี่ไฟฟ้าแล้วมีแนวโน้มที่จะไปชวนเพื่อนให้มาสูบเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะในเขตพื้นที่ภาคตะวันออกและภาคกลาง มีเด็กสูบบุหรี่ไฟฟ้าอยู่ 19.63% ซึ่งจากการวิจัยของกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ พบว่ากลุ่มเยาวชนอายุ 18-25 ปี มีอัตราการสูบสูงถึง 44% และกลุ่มอายุ 15 ถึง 18 ปี มีถึง 41% นั่นหมายความว่ากลุ่มเด็กมัธยมไปจนถึงระดับมหาวิทยาลัยคือจุดสำคัญ เพราะมีสัดส่วนสูงกว่า 40% ทั้งสิ้น

ปักหมุดภาคตะวันออก คิกออฟโมเดล 'สกัดกั้นวิกฤติบุหรี่ไฟฟ้าพุ่ง 11 เท่า' ในรั้วโรงเรียน

“การช่วยให้คนเลิกติดเป็นส่วนที่สำคัญมากโชคดีที่ทาง สพฐ. และเครือข่ายของเขตสุขภาพที่ 6 ร่วมทำงานกับหน่วยบริการและโรงพยาบาลต่าง ๆ เพื่อดูแลเด็กที่มีภาวะติดนิโคติน แม้สถิติจะเป็นเด็กจำนวนมาก แต่เราอาจเริ่มจากเด็กที่สมัครใจอยากจะเลิกก่อน ซึ่งต้องมีกระบวนการโดยผู้เชี่ยวชาญ เช่น แพทย์และพยาบาล ในการให้คำปรึกษา หากมีภาวะติดรุนแรง อาจต้องมีการใช้ยาลดอาการลงแดงจากการติดนิโคตินร่วมด้วย ซึ่งนี่เป็นส่วนสำคัญในระบบบริการที่จะช่วยโรงเรียนดูแลสุขภาพของนักเรียนที่จะดำเนินการในโครงการนี้”

ทำไมต้องเป็น ภาคตะวันออก

ภาคตะวันออกเป็นภูมิภาคที่มีสถานประกอบการและนิคมอุตสาหกรรมหนาแน่นมาก เนื่องจากพ่อแม่ผู้ปกครองอพยพเข้ามาทำงานและนำบุตรหลานตามมาด้วย ความหนาแน่นของประชากรในภาคตะวันออกจึงสูง และเยาวชนจากทั่วประเทศก็มารวมตัวกันอยู่ที่นี่ จึงถูกเลือกเป็นพื้นที่นำร่องในฐานะห้องทดลองการแก้ปัญหานี้

ปัจจุบันเขตสุขภาพที่ 6 ประกอบด้วย 8 จังหวัดในภาคตะวันออก ได้แก่ สมุทรปราการ ฉะเชิงเทรา ปราจีนบุรี สระแก้ว ชลบุรี ระยอง จันทบุรี และตราด ซึ่งปัจจุบันกำลังเผชิญปัญหาสุขภาพที่ส่งผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตในหลายมิติ โดยเฉพาะในกลุ่มเด็กและเยาวชน อาทิ ปัญหาการสูบบุหรี่และบุหรี่ไฟฟ้า โรคไม่ติดต่อ (NCDs) โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ รวมถึงอุบัติเหตุทางถนน 

นพ.สวรรค์ ขวัญใจพาณิช ประธานกรรมการเขตสุขภาพเพื่อประชาชน (กขป.) เขตพื้นที่ 6 กล่าวว่า เพราะความหนาแน่นของประชากรนำมาซึ่งการเข้าถึงสินค้าผิดกฎหมายได้ง่ายขึ้น รวมถึงค่านิยมการใช้บุหรี่ไฟฟ้าที่แพร่กระจายผ่านกลุ่มเพื่อนในโรงงานและสถานศึกษา ทำให้ยอดผู้สูบในเขตสุขภาพที่ 6 พุ่งสูงจนเป็นอันดับ 3 ของประเทศ โดยข้อมูลจากสำนักงานสถิติแห่งชาติ ปี 2567 พบว่า ภาคตะวันออกมีอัตราการใช้ผลิตภัณฑ์ยาสูบทุกประเภทรวมกันอยู่ในลำดับที่ 3 ของประเทศ ที่ 15.8% ขณะที่ข้อมูลจากกองสุขศึกษา กรมสนับสนุนบริการสุขภาพ ปี 2568 ระบุว่า เด็กและเยาวชนอายุ 13-25 ปี ในภาคตะวันออก จากกลุ่มตัวอย่าง 7,709 คน เป็นผู้สูบบุหรี่ 5.9% และเป็นผู้สูบบุหรี่ไฟฟ้าสูงถึง 23.09%

ปักหมุดภาคตะวันออก คิกออฟโมเดล 'สกัดกั้นวิกฤติบุหรี่ไฟฟ้าพุ่ง 11 เท่า' ในรั้วโรงเรียน

“หากดูตามทะเบียนประชากรและกลุ่มที่ใช้สิทธิ์บัตรทอง (UC) จะพบว่ามีประชากรหนาแน่นมาก โดยเฉพาะจังหวัดชลบุรีและสมุทรปราการ ซึ่งเต็มไปด้วยแรงงานในโรงงานและลูกหลานที่ตามมา นอกจากนี้ยังมีด้านการท่องเที่ยวอย่างพัทยาและบางแสน ทำให้มีประชากรหลากหลายและเกิดปัญหาในหลายมิติ ทางเขตสุขภาพจึงมีเรื่องเร่งด่วนที่ต้องทำทั้งปัญหาอุบัติเหตุ สิ่งแวดล้อม และเรื่องเยาวชน ซึ่งเราเน้นเรื่องการสูบบุหรี่เป็นอันดับต้นๆ เพราะเยาวชนคืออนาคตของชาติ โดยได้รับการสนับสนุนจาก สสส. ให้เป็นตัวขับเคลื่อนโมเดลนี้ 

แม้จะเป็นปัญหาที่ไม่ง่าย แต่หากเราใช้กลไกต่างๆ ร่วมกัน ทั้งสายด่วนเลิกบุหรี่และหน่วยงานอื่นๆ ก็น่าจะได้ผลดีและสามารถขยายผลไปสู่ระดับประเทศต่อไปได้ โดยในช่วงปี 2569-2570 นี้ กขป.เขตพื้นที่ 6 จึงกำหนดนโยบายให้มุ่งเน้นการแก้ไขปัญหาการสูบบุหรี่ไฟฟ้าในเด็กและเยาวชนเป็นประเด็นเร่งด่วน (Quick Win) ทั้งในมิติการป้องกันนักสูบหน้าใหม่ และการผลักดันให้เกิดการส่งต่อเด็กและเยาวชนจากสถานศึกษาทุกระดับเข้าสู่ระบบบริการสุขภาพในพื้นที่”

พชรพรรษ์ ประจวบลาภ เลขาธิการสถาบันยุวทัศน์แห่งประเทศไทย ให้เหตุผลเสริมถึงการปักหมุดเลือกตะวันออกเป็นพื้นที่แรกของโครงการนี้ เกิดจากข้อมูลงานวิจัยของมูลนิธิรณรงค์เพื่อการไม่สูบบุหรี่ และของยุวทัศน์ พบว่าเด็กในระบบการศึกษาในพื้นที่ตะวันออกอาจมีตัวเลขการสูบไม่เยอะมาก ประมาณร้อยละ 10 กว่าๆ แต่เด็กนอกระบบตัวเลขจะสูงกว่ามาก โดยกลุ่มนี้มีสถิติการสูบบุหรี่ไฟฟ้าสูงกว่าเด็กในระบบ แต่เข้าถึงข้อมูลด้านสุขภาพได้ยากกว่าปกติ

ปักหมุดภาคตะวันออก คิกออฟโมเดล 'สกัดกั้นวิกฤติบุหรี่ไฟฟ้าพุ่ง 11 เท่า' ในรั้วโรงเรียน

"เราจึงเริ่มนำร่องกับโรงเรียนในสังกัด สพฐ. และอาชีวะก่อน เพราะเราทราบแหล่งที่อยู่ของเด็กที่ชัดเจน ต่างจากเด็กนอกระบบที่เราติดตามตัวได้ยาก เพราะบางคนทำงานโรงงาน หรือขับรถส่งอาหาร และจะมาเรียนเฉพาะวันอาทิตย์เท่านั้น"

ปั้นระบบที่เข้าใจวัยรุ่น เลิก โดยไม่มีมลทิน 

โครงการยังมีจุดเด่นคือจะเป็นเสมือน "สนามทดลอง" เป็นการชวนเยาวชนเลิกบุหรี่ไฟฟ้าในวิถีแนวทางใหม่ ที่ไม่ใช้เพียงแค่มาตรการห้าม บังคับ หรือบทลงโทษ แต่เน้นไปที่การสร้าง ระบบสนับสนุน ที่เข้มแข็ง โดยมีเป้าหมายหลักคือการพาเด็กที่ พลาดไปแล้ว กลับเข้าสู่กระบวนการเลิกอย่างถูกต้องและปลอดภัย

พชรพรรษ์ เอ่ยถึงการดำเนินโครงการนี้ จะเป็นการทำงานเพื่ออุดถมช่องว่างที่เคยมีระหว่าง โรงเรียน และ ระบบสาธารณสุขเดิม ที่ทำให้การขับเคลื่อนในอดีตมักไม่ได้ผล มาเป็นการดำเนินงานผ่านกลไกอาสาสร้างสุขภาพและเขตสุขภาพเพื่อประชาชน โดยตั้งเป้าในปี 2569 ว่าจะเกิดการขับเคลื่อนทั้งหมด 3 ยุทธศาสตร์สำคัญ

"ปัจจุบันประเทศไทยมี 3 ระบบหลักในการช่วยเหลือ หนึ่งคือ สายด่วนเลิกบุหรี่ 1600 ซึ่งให้บริการปรึกษาได้ตลอด 24 ชั่วโมงและมีการติดตามผล สองคือ คลินิกฟ้าใส ซึ่งมีฟังก์ชันอยู่ในทุกโรงพยาบาลทั้งรัฐและเอกชน โดยใช้สิทธิ์ประกันสังคมหรือสิทธิ์ 30 บาทได้ และสามคือ ร้านยาอาสาพาเลิกบุหรี่ ของมูลนิธิเภสัชกรรมชุมชน ซึ่งมีเครือข่ายกว่า 200 แห่งทั่วประเทศ จุดเด่นคือสามารถให้บริการและส่งยาข้ามจังหวัดได้ เช่น เด็กอยู่ระยองแต่ปรึกษาเภสัชกรที่เพชรบูรณ์ ระบบก็สามารถส่งยาไปให้ได้ ซึ่งทั้ง 3 ระบบนี้เข้มแข็งอยู่แล้ว แต่ยังขาด คนกลาง มาประสานพลังกัน ซึ่งโครงการนี้ที่เกิดจากความร่วมมือของ สสส. ยุวทัศน์ และ สพฐ. จะทำหน้าที่เป็นตัวเชื่อมระหว่างโรงเรียนกับระบบบริการสุขภาพ"

นอกเหนือจากการสร้างกลไกเชื่อมประสาน ทางโครงการยังมีมาตรการด้านอื่น ที่ดำเนินไปพร้อมกัน อาทิ การจัดประกวดนวัตกรรมการคัดกรองและออกแบบระบบส่งต่อนักเรียนไปยังหน่วยบริการสุขภาพในสถานศึกษา 60 แห่งนำร่อง เพื่อสนับสนุนการเลิกบุหรี่หรือบุหรี่ไฟฟ้าอย่างน้อย 2,000 คน และช่วยเลิกบุหรี่ได้สำเร็จภายใน 6 เดือน ไม่น้อยกว่า 10% ร่วมกับมีอินฟลูเอนเซอร์ ช่วยประชาสัมพันธ์ช่องทางและหน่วยบริการให้เป็นที่รู้จักมากขึ้น ผ่านการสื่อสารเชิงบวกที่สร้างสรรค์และเป็นมิตร เพื่อเปิดโอกาสให้เด็กและเยาวชนที่อยู่นอกระบบสถานศึกษาได้เข้าถึงบริการเลิกบุหรี่และบุหรี่ไฟฟ้า 

พชรพรรษ์ เอ่ยเน้นย้ำว่า "เรื่องความลับสำคัญที่สุด" สำหรับเยาวชนที่สมัครใจเลิก

"ระบบเราไม่มีการยืนยันตัวตน ไม่เก็บประวัติอาชญากรรม ไม่แจ้งโรงเรียนหรือผู้ปกครองในทางที่เสียหาย เพื่อให้เด็กสบายใจที่จะเดินเข้ามาหาเรา"

ปักหมุด นำร่อง 200 โรงเรียน ตั้งเป้า 2,000 คน

ในส่วนของ สพฐ. ได้วางมาตรการเชิงรุกภายในรั้วโรงเรียน โดยมุ่งเน้นไปที่การฝึกอบรมคุณครูให้มีทักษะในการสังเกตและคัดกรองเด็กนักเรียนอย่างเข้าใจ ไม่ใช่การจับผิดเพียงอย่างเดียว โครงการนำร่องในภาคตะวันออกนี้ตั้งเป้าหมายที่จะดูแลนักเรียนจำนวน 2,000 คน จากสถานศึกษาในพื้นที่ เพื่อนำเข้าสู่กระบวนการบำบัดรักษา โดยคาดหวังผลลัพธ์การเลิกบุหรี่ไฟฟ้าได้สำเร็จที่ร้อยละ 10 หรือประมาณ 200 คนจากกลุ่มเป้าหมายทั้งหมด 

แม้ตัวเลขเป้าหมาย 2,000 คน อาจจะดูไม่มากเมื่อเทียบกับจำนวนผู้สูบทั้งหมด แต่ในเชิงการแพทย์และการบำบัดพฤติกรรม ในฐานะคนทำงาน ทุกคนมองว่านี่คือจำนวนที่ท้าทายอย่างยิ่ง

"สาเหตุที่เราไม่ตั้งเป้าเป็นหลักหมื่นหรือแสนคนในทันที เราต้องการดำเนินงานแบบค่อยเป็นค่อยไปเพื่อศึกษาว่ากลวิธีใดได้ผลที่สุด (Success Model) แล้วจึงนำบทเรียนนี้ไปขยายผลให้รวดเร็วและแม่นยำยิ่งขึ้นในอนาคต ซึ่งเราคาดหวังว่าหน่วยงานหลักอย่าง สพฐ. และกระทรวงสาธารณสุขจะรับโมเดลนี้ไปขยายผลในระดับประเทศต่อไป" ด้านผู้จัดการ สสส. กล่าวเสริมทิ้งท้าย

เป้าหมายสูงสุดของโครงการนี้ไม่ใช่เพียงแค่การลดจำนวนผู้สูบในภาคตะวันออกเท่านั้น แต่คือการสร้าง Model ต้นแบบที่จะพิสูจน์ว่าเมื่อโรงเรียนจับมือกับสาธารณสุขอย่างถูกวิธี จะสามารถยื้อชีวิตเยาวชนออกจากวงจรนิโคตินได้จริง

ปักหมุดภาคตะวันออก คิกออฟโมเดล 'สกัดกั้นวิกฤติบุหรี่ไฟฟ้าพุ่ง 11 เท่า' ในรั้วโรงเรียน ปักหมุดภาคตะวันออก คิกออฟโมเดล 'สกัดกั้นวิกฤติบุหรี่ไฟฟ้าพุ่ง 11 เท่า' ในรั้วโรงเรียน