เจริญกรุง 103 กับโมเดล "พื้นที่อิ่มสุข" ให้อาหารเป็นมากกว่าการกิน แต่เป็นพื้นที่กลางที่เชื่อมผู้คน เปิดโอกาสให้พูดคุยและเรียนรู้กันใหม่ จนเห็นชัดว่าอาหารไม่ได้แค่อิ่มท้อง แต่ช่วยเยียวยาความสัมพันธ์และหัวใจของชุมชนเมือง ที่เป็นจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลง
ความรุนแรง แอลกอฮอล์ ยาเสพติด ความมั่นคงทางอาหาร เกษตรพอเพียง ตลาดสีเขียว คีย์เวิร์ดเหล่านี้อาจดูไม่เกี่ยวข้องกัน แต่ในวันนี้กลับถูกเรียงร้อยเข้าด้วยกันอย่างแนบแน่น จนกลายเป็นเรื่องราวเดียวกันของชุมชนเล็กๆ ริมน้ำเจ้าพระยา ที่ชื่อว่า "เจริญกรุง 103" พื้นที่แห่งนี้กำลังเปิดบทสนทนาเรื่องปากท้อง ที่เชื่อมโยงไปถึงความปลอดภัยในบ้าน และต่อยอดไปสู่ศักดิ์ศรีของการมีชีวิตอยู่ในเมืองใหญ่ ผ่านสิ่งพื้นฐานที่สุดอย่าง "อาหาร" เรื่องราวของเจริญกรุง 103 เป็นบทพิสูจน์ที่สะท้อนให้เห็นว่า "อาหาร" ไม่ได้ทำหน้าที่เพียงหล่อเลี้ยงท้อง แต่กลายเป็นยารักษาแผลใจของชุมชนเมือง
สวนหลวง เจริญกรุง เสน่ห์แห่งวันวานที่ยังมีลมหายใจ
ชุมชนสวนหลวง เจริญกรุง คือชุมชนไทยมุสลิมกลางกรุงที่มีประวัติศาสตร์ยาวนาน รากเหง้าของผู้คนมาจากพี่น้องมุสลิมเชื้อสายปัตตานีและไทรบุรีที่อพยพเข้ามาปักหลัก ตั้งถิ่นฐาน และถักทอวิถีชีวิตของตนเองไว้กับสายน้ำเจ้าพระยา
หากเดินลึกเข้ามาในซอยเจริญกรุง 103 จะพบว่าร่องรอยของวันวานยังคงปรากฏอยู่รอบตัว ตั้งแต่เรือนไม้เก่าสมัยรัชกาลที่ 6 มัสยิดอัล-อะติ๊ก มรดกแห่งศรัทธาที่ตั้งตระหง่านมากว่าสองร้อยปี โรงเรียนรักษาราชวิตร สะพานช้าง ไปจนถึงหางเสือเรือไม้เก่าแก่ที่ยังฝังอยู่ในคลองสวนหลวง แต่เสน่ห์ของชุมชนแห่งนี้ไม่ได้หยุดอยู่ที่สถาปัตยกรรมหรือเรื่องเล่าทางประวัติศาสตร์ หากยังมี "ทุนวัฒนธรรมด้านอาหาร" ที่สืบทอดจากรุ่นสู่รุ่น
เมื่อประมาณ 13 ปีก่อน ชุมชนเริ่มจัดตั้ง "ตลาดเจริญกรุง 103" ตลาดเล็กๆ ที่เปิดทุกวันเสาร์–อาทิตย์ อาหารจากครัวหลังบ้านของสมาชิกกว่า 70 ครัวเรือนถูกนำมาวางขายเคียงกัน ทั้งของคาวและของหวานสูตรดั้งเดิมของชาวมุสลิมริมคลอง ตลาดแห่งนี้ค่อยๆ กลายเป็นพื้นที่นัดพบของคนในชุมชน คนย่านใกล้เคียง และผู้มาเยือน
เปลี่ยนพื้นที่เปราะบาง ให้เป็น "พื้นที่อิ่มสุข"
การอาศัยอยู่ในเมืองใหญ่ที่ถูกมองว่าเจริญ ไม่ได้หมายความว่าทุกชีวิตจะเข้าถึงความมั่นคงเสมอไป คนเมืองจำนวนมากกำลังเผชิญวิกฤติซ้อนทับทั้งปัญหาปากท้อง ความรุนแรงในครอบครัว และคุณภาพชีวิตที่ถดถอยข้อมูลจาก สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ระบุว่า คนเมืองต้องแบกรับค่าใช้จ่ายด้านอาหารสูงถึง 48.8% ของรายได้ ขณะที่พื้นที่สีเขียวสำหรับผลิตอาหารเองมีเพียง 5.62%
ขณะเดียวกัน ปัญหาความรุนแรงในครอบครัวยังคงน่ากังวล โดยในปี 2567 มีผู้หญิงเสียชีวิตจากความรุนแรงถึง 797 คนต่อปี หรือเฉลี่ยวันละ 2 คน โดยมีแอลกอฮอล์และยาเสพติดเป็นปัจจัยกระตุ้นสำคัญ
ชุมชนสวนหลวงก็เผชิญปัญหาในลักษณะเดียวกัน ทั้งแอลกอฮอล์ ยาเสพติด ความรุนแรงในครอบครัว และข้อจำกัดด้านพื้นที่ที่ทำให้ขาดแคลนอาหารคุณภาพ
แนวคิด "พื้นที่อิ่มสุข" นวัตกรรมใหม่ทางสังคมที่ สสส. ให้การสนับสนุนตามแนวคิดจากวิกฤติเมือง DESIGN S/O/S (Sustainable Future) โดยสร้างกระบวนการกลุ่มที่เข้มแข็งพร้อมรับมือปัญหาซับซ้อนของเมืองใหญ่ จึงเป็นโมเดลที่ สสส. ร่วมกับมูลนิธิหญิงชายก้าวไกล และมูลนิธิชีววิถี ผนึกกำลังกับสมาชิกในชุมชน เพื่อนำมาบูรณาการในพื้นที่แห่งนี้
ความมั่นคงทางอาหาร ในพื้นที่ 1.5 ตารางเมตร
แม้จะเป็นชุมชนแออัด แต่ เจริญกรุง 103 กลับสร้างนวัตกรรมเกษตรฉบับคนเมืองได้อย่างเป็นรูปธรรม ทั้งสวนในตะกร้า การปลูกผักแนวตั้ง และการฟื้นฟูพื้นที่รกร้างให้กลายเป็นสวนสมุนไพร ทั้งหมดเกิดขึ้นในพื้นที่เพียง 1.5 ตารางเมตร แต่สามารถช่วยให้ครัวเรือนลดค่าใช้จ่ายด้านอาหารได้ราว 300–500 บาทต่อเดือน พร้อมลดความเสี่ยงโรคไม่ติดต่อ (NCDs) จากการเข้าถึงอาหารปลอดภัย
ทพญ.จันทนา อึ้งชูศักดิ์ ประธานคณะกรรมการกำกับทิศทางแผนอาหารเพื่อสุขภาวะ สสส. กล่าวว่า ความมั่นคงทางอาหารคือสิทธิพื้นฐาน ที่เชื่อมโยงทั้งสุขภาพ เศรษฐกิจ และคุณภาพชีวิต หัวใจคือการทำให้ชุมชนจัดการระบบอาหารได้ตลอดห่วงโซ่
เมื่ออาหารกลายเป็นยารักษาความรุนแรง
ความรุนแรงในครอบครัวไม่ได้เกิดจากอารมณ์ชั่ววูบ หากแต่มีรากลึกจากโครงสร้างความคิดแบบชายเป็นใหญ่ที่ฝังอยู่ในชีวิตประจำวัน
หัวใจของโมเดล "พื้นที่อิ่มสุข" อยู่ที่การใช้ ครัวและพื้นที่บ้าน เป็นจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลง แนวคิดชายเป็นใหญ่ซึ่งเคยกำหนดว่าใครควรทำอะไร ถูกท้าทายผ่านกิจกรรมเล็กๆ ในชีวิตประจำวัน เมื่อการทำอาหาร การปลูกผัก และการดูแลพื้นที่ กลายเป็นกิจกรรมร่วมกันของทุกคนในบ้าน โดยไม่จำกัดเพศหรือวัย
โครงการนี้ไม่ได้มองอาหารเพียงในมิติของการบริโภค แต่ใช้ "พื้นที่อาหาร" เป็นเครื่องมือทางสังคมในการเชื่อมโยงผู้คน เปิดบทสนทนา และท้าทายโครงสร้างความคิดเดิมๆ
เมื่อผู้คนได้ลงมือทำสิ่งเหล่านี้ร่วมกัน พื้นที่ที่เคยเสี่ยงต่อความรุนแรง ก็เริ่มกลายเป็นพื้นที่ที่มีชีวิต มีแสงสว่าง จากกิจกรรมด้านอาหารในชุมชนที่ถูกออกแบบให้ทุกคนมีบทบาทอย่างเท่าเทียม ผู้ชายได้เข้าครัว ผู้หญิงออกมาจัดการตลาด เด็กและเยาวชนได้เรียนรู้ จากการลงมือทำจริง พื้นที่เล็กๆ เหล่านี้ อาจดูเป็นเพียงการเปลี่ยนแปลงในชีวิตประจำวัน แต่กลับส่งผลลึกถึงโครงสร้างความคิด แรงปะทะในบ้านจึงค่อยๆ ลดลง
ข้าวไข่เจียวอิ่มสุข พื้นที่สร้างงาน-เยียวยาใจ
อังคณา อินทสา ผู้อำนวยการมูลนิธิหญิงชายก้าวไกล เล่าว่า การนำประเด็นอาหารมาผูกกับความรุนแรงในครอบครัว เป็นเครื่องมือสำคัญในการสร้างพื้นที่ปลอดภัยและเยียวยาความสัมพันธ์ของผู้คนได้อย่างยั่งยืน
ตัวอย่าง ร้านข้าวไข่เจียวอิ่มสุข ที่ไม่ใช่แค่ร้านอาหารราคาย่อมเยา แต่เป็นพื้นที่สร้างงานและเยียวยาจิตใจให้ผู้ที่ต้องการลด ละ เลิกเหล้า ได้กลับมายืนในสังคมอย่างมีศักดิ์ศรี
ชุมชนสวนหลวง 1 มีประเด็นปัญหาความรุนแรงและปัญหาสุรา ซึ่งสอดคล้องกับวัตถุประสงค์ของมูลนิธิหญิงชายก้าวไกลที่เน้นการลดเหล้าลดความรุนแรง โดยเราเริ่มจากการสร้างกลุ่มผู้ชายและผู้หญิงที่ได้รับผลกระทบจากปัญหาความรุนแรงและสุรา เพื่อเป็นพื้นที่ให้พวกเขาได้ลดละเลิกการดื่มและจัดการกับปัญหา เมื่อสมาชิกสามารถลดละเลิกได้ พวกเขาจะมีความรู้สึกว่างเปล่าและไม่รู้จะจัดการชีวิตอย่างไรต่อไป
"เราพบว่าผู้ชายหลายคนมีปัญหาสุขภาพจากการดื่มสุรา ทำให้ประเด็นเรื่องความมั่นคงทางอาหารและการบริโภคอาหารเข้ามามีบทบาท แต่เนื่องจากข้อจำกัดด้านพื้นที่ในเมือง โครงการจึงเน้นการทำเกษตรพื้นที่แนวตั้ง โดยได้รับองค์ความรู้จากชีววิถีในเรื่องการปลูกและจัดการดิน ซึ่งผลลัพธ์ที่ได้ การเพาะปลูกเป็นกิจกรรมที่ช่วยเยียวยาจิตใจของผู้เข้าร่วม เกิดกิจกรรมการแบ่งปันพืชผักที่ปลูก เช่น การนำไปบริจาคหรือให้คนในชุมชนมาหยิบใช้ฟรี สร้างความเอื้อเฟื้อและความเป็นชุมชน"
นอกจากนี้ กิจกรรมเกษตรดึงดูดคนในชุมชนที่ไม่ได้มีปัญหาความรุนแรงหรือสุขภาพโดยตรงเข้ามามีส่วนร่วม ทำให้กิจกรรมไม่จำกัดอยู่แค่กลุ่มเปราะบาง
"สมาชิกในชุมชนมีสุขภาพที่ดีขึ้นจากอาหารที่ปลูกเอง ผู้เปราะบางสามารถค้นพบและดึงศักยภาพของตนเองออกมาทำประโยชน์ให้กับชุมชนในด้านอื่นๆ เช่น การทำอาหาร หรือการจัดกิจกรรมต่างๆ ชุมชนก็จะเข้มแข็งขึ้น สามารถดูแลกลุ่มคนเปราะบางต่อไปได้"
เสียงจากตัวแทนชุมชน จิตรลัดดา แสงน้อยอ่อน ประธานตลาดริมคลองเจริญกรุง 103 เล่าที่มาของการจัดกิจกรรมตลาดว่า ชุมชนเริ่มต้นจากการเผชิญปัญหาทางสังคม ทั้งกลุ่มเยาวชนเสี่ยงและภาวะการว่างงานของคนวัยทำงาน จึงได้นำต้นทุนทางภูมิปัญญาด้านอาหารและน้ำใจของคนในพื้นที่มาเป็นทางออก ด้วยการเปิดบ้านเป็นตลาดวัฒนธรรมที่สร้างรายได้หลักให้กับครัวเรือนอย่างมั่นคง การตอบรับที่ดีของตลาด ทำให้สมาชิกมีรายได้ และกลายเป็นรายได้หลักของหลายบ้านเลย บางบ้านสามารถที่จะแบบเอาเงินรายได้ที่ขายหน้าบ้านแต่ละวันมาเป็นค่าใช้จ่ายในครอบครัว
เป้าหมายต่อไปจิตรลัดดา กล่าวว่า ชุมชนแห่งนี้กำลังมีแผนที่จะพัฒนาตลาดให้เป็นตลาดวัฒนธรรม โดยเพิ่มพื้นที่สีเขียวและนำเสนอเรื่องราววัฒนธรรมของชุมชน เพื่อเตรียมพร้อมที่จะเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมในอนาคต
บทเรียนความเข้มแข็งจากเจริญกรุง 103
รศ.ดร.ภก.วิทยา กุลสมบูรณ์ กรรมการกองทุน สสส. ระบุว่า ปัจจัยความสำเร็จสำคัญของ เจริญกรุง 103 คือการสร้างนิเวศสิ่งแวดล้อมแห่งความสุข สวนหลวง 1 มีการเรียนรู้การจัดการปัญหาความรุนแรงในชุมชน ซึ่งปัจจุบันมีสถิติสูง โดยผู้นำชุมชนพยายามเข้าไปศึกษาแต่ละบ้าน โดยมีเป้าหมายคือการแก้ไขปัญหาอคติระหว่างหญิงชาย โดยได้รับความช่วยเหลือจากมูลนิธิหญิงชายก้าวไกล ผ่านแนวคิดการจัดการกับปัญหาการบริโภคเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ที่เกิดจากความเครียด ผู้ที่ผ่านการอบรมและแลกเปลี่ยนเรียนรู้ได้ปรับเปลี่ยนพฤติกรรม หันมาสร้างอาหารในชุมชน ซึ่งผลพลอยได้คือการสร้างสรรค์อาหารเพื่อบริโภค การสร้างสัมพันธ์อันดีกับเพื่อนบ้าน และสร้างรายได้ให้ชุมชน จนกลายเป็นแหล่งท่องเที่ยว
"ปัจจุบันชุมชนบรรลุข้อตกลงต่อสัญญาเช่า 15 ปีจากสำนักงานพระคลังข้างที่ ทำให้มีความมั่นใจว่า จะสามารถอาศัยอยู่ในพื้นที่เดิมได้ ไม่เพียงแต่ลดความเครียดสะสมที่นำไปสู่ปัญหาแอลกอฮอล์และความรุนแรง แต่ยังเป็นแรงผลักสำคัญที่ทำให้คนในชุมชนคนในชุมชนมีแรงกายแรงใจที่จะลุกขึ้นมาพัฒนาบ้านเกิดและดูแลกันและกันอย่างยั่งยืน กล้าที่จะลงทุนปลูกผักสร้างแหล่งอาหาร และพัฒนาการท่องเที่ยวชุมชน เพราะพวกเขารู้สึกว่านี่คือบ้านที่มั่นคงและปลอดภัยอย่างแท้จริง"
วันนี้ เจริญกรุง 103 คืออีกห้องทดลองทางสังคมกลางกรุง ที่ยืนยันว่าการพัฒนาเมืองไม่จำเป็นต้องเริ่มจากโครงสร้างขนาดใหญ่ หากเริ่มจากสิ่งใกล้ตัวที่สุดอย่าง "อาหาร" เพราะเมื่อ "ท้องอิ่มใจจะสุข และบ้านจะปลอดภัย" และที่สำคัญชุมชนต้องลุกขึ้นมาเป็นผู้จัดการระบบอาหารและปัญหาของตนเอง ความเข้มแข็งก็จะงอกงามจากภายใน





