วันอังคาร ที่ 3 มีนาคม 2569

Login
Login

ถอดบทเรียนสูญเสีย 'หมอกระต่าย' 4 ปีผ่านไป สังคมไทยได้อะไร?

ถอดบทเรียนสูญเสีย 'หมอกระต่าย'  4 ปีผ่านไป สังคมไทยได้อะไร?

ย้อนไปประมาณสี่ปีก่อน เมื่อนึกถึงเหตุการณ์โศกนาฏกรรมของ "หมอกระต่าย" หรือ พญ.วราลัคณ์ สุภวัตรจริยากุล ที่ถูกรถบิ๊กไบค์ชนขณะข้ามทางม้าลายหน้าโรงพยาบาลสถาบันโรคไตภูมิราชนครินทร์ คำถามนี้ถูกวนมาทวงถามอีกครั้ง ในวันที่ 21 ม.ค. ของทุกปี ซึ่งคณะรัฐมนตรี (ครม.) และศูนย์อำนวยการความปลอดภัยทางถนน กำหนดให้เป็น "วันความปลอดภัยของผู้ใช้ถนน"

"4 ปีผ่านไป เราได้อะไรจากความสูญเสียครั้งนั้น?"

คำถามนี้ถูกวนมาทวงถามอีกครั้ง ในวันที่ 21 ม.ค. ของทุกปี ซึ่งคณะรัฐมนตรี (ครม.) และศูนย์อำนวยการความปลอดภัยทางถนน กำหนดให้เป็น "วันความปลอดภัยของผู้ใช้ถนน"

ย้อนไปประมาณสี่ปีก่อน เมื่อนึกถึงเหตุการณ์โศกนาฏกรรมของ “หมอกระต่าย” หรือ พญ.วราลัคณ์ สุภวัตรจริยากุล ที่ถูกรถบิ๊กไบค์ชนขณะข้ามทางม้าลายหน้าโรงพยาบาลสถาบันโรคไตภูมิราชนครินทร์

ถอดบทเรียนสูญเสีย 'หมอกระต่าย'  4 ปีผ่านไป สังคมไทยได้อะไร?

ในวันนั้นกระแสสังคมลุกฮือเพื่อทวงถามความยุติธรรม หากแต่สิ่งที่ได้กลับมา คือเราได้เห็นทางม้าลายถูกทาสีใหม่เป็นสีแดงสดใส ป้ายจราจรถูกติดตั้งเพิ่ม และมีการประกาศให้วันที่ 21 มกราคมของทุกปีเป็น "วันความปลอดภัยของผู้ใช้ถนน" แต่ก็...เพียงแค่นั้น

เพราะเมื่อเวลาผ่านไป ฝุ่นควันจากความตื่นตัวนั้นดูเหมือนจะเริ่มจางหายไปพร้อมกับความเงียบเชียบ ที่แทบไม่มีใครเอ่ยถึงอีก

ที่สำคัญและที่น่าเศร้าใจยิ่งขึ้น เมื่อพบว่าวันนี้ อุบัติเหตุบนท้องถนนในประเทศไทยยังคงพุ่งสูงขึ้นเป็นเงาตามตัว จนน่าที่จะตั้งคำถามว่า

สังคมไทยเราได้เรียนรู้ หรือแค่รอให้เรื่องนี้กลายเป็นเพียงหนึ่งในเหตุการณ์ความสูญเสียที่ผ่านมา แล้วก็ผ่านไป?

ถอดบทเรียนสูญเสีย 'หมอกระต่าย'  4 ปีผ่านไป สังคมไทยได้อะไร?

ความจริงบนเลนถนน เมื่อคนข้ามยังต้องวัดดวง  

ข้อมูลล่าสุดจากการสำรวจของสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ร่วมกับมูลนิธิไทยโรดส์ (ThaiRoads) และภาคีเครือข่ายความปลอดภัยทางถนน ซึ่งได้เปิดเผยตัวเลขที่น่าตกใจจากการตั้งกล้องสังเกตการณ์บริเวณทางข้ามกว่า 24 จุดในกรุงเทพฯ และ 360 จุดทั่วประเทศในช่วงปี 2568-2569 ซึ่ง สสส.ร่วมกับ เครือข่ายพัฒนาคุณภาพชีวิต เครือข่ายพลังผู้สูญเสียจากอุบัติเหตุทางถนน และมูลนิธิไทยโรดส์ (ThaiRoads) กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย กองบังคับการตำรวจจราจร กรมการขนส่งทางบก และภาคีเครือข่าย จัดกิจกรรม 21 มกราคม "วันความปลอดภัยของผู้ใช้ถนน" ณ ลานกิจกรรมวิคตอรี่พอยท์ เกาะพญาไท อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ ในปีนี้

ถอดบทเรียนสูญเสีย 'หมอกระต่าย'  4 ปีผ่านไป สังคมไทยได้อะไร?

ซึ่งจากข้อมูลการสำรวจดังกล่าว พบว่าพฤติกรรมผู้ขับขี่ชาวไทย "แทบไม่เปลี่ยนแปลง"

ผลการวิจัยระบุว่า เมื่อมีคนเดินเท้ายืนรอข้ามถนน มีผู้ขับขี่หยุดรถให้เพียง 6-8% เท่านั้น หมายความว่าในรถ 100 คัน จะมีไม่ถึง 10 คันที่แตะเบรกให้คนข้ามอย่างปลอดภัย ที่เหลือกว่า 92% ยังคงพุ่งทะยานขับผ่านไปโดยไม่เคยแม้แต่จะคิดว่า "ควรจะรอให้คนข้าม"

ถอดบทเรียนสูญเสีย 'หมอกระต่าย'  4 ปีผ่านไป สังคมไทยได้อะไร?

สุรชัย เลี้ยงบุญเลิศชัย อดีตรองประธานวุฒิสภาคนที่ 1 เผยถึงหมุดหมายสำคัญของการจัดกิจกรรม ไม่เพียงแต่กรณีของหมอกระต่าย แต่ยังเป็นการรำลึกถึงเหยื่ออุบัติเหตุทางถนน และเตือนใจประชาชนให้ร่วมมือกันสร้างความปลอดภัยในการใช้รถใช้ถนนอย่างจริงจัง แม้ที่ผ่านมายังส่งผลให้มีการเปลี่ยนแปลงทางกายภาพ เช่น ปรับปรุงพื้นที่ทางม้าลายให้เห็นชัดเจน มีการตีเส้น เพิ่มสัญลักษณ์ สัญญาณป้ายไฟบอกตำแหน่งทางม้าลาย เป็นเครื่องหมายเตือนให้ผู้ขับขี่ระวังเป็นพิเศษ โดยเฉพาะช่วง 15 เมตร ก่อนถึงทางข้ามหรือทางม้าลาย รวมถึงป้ายเตือนลดใช้ความเร็วไม่เกิน 30 กม./ชม. ป้ายตำแหน่งทางข้าม ป้ายระวังคนข้ามถนน เพื่อให้รถลดความเร็ว และควรปรับปรุงทางม้าลายที่อยู่จุดเสี่ยง เช่น หน้าโรงเรียน โรงพยาบาล หน้าสถานที่ราชการ ตลาด อย่างไรก็ดีเขามองว่าการบังคับใช้กฎหมายเพื่อรักษาชีวิตผู้ขับขี่และเดินเท้าเป็นหลัก แต่ขณะเดียวกัน ซึ่ปัญหาที่ยังไม่ดีขึ้นเลยในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา คือผู้ขับขี่ไม่หยุดรถให้คนข้ามทางม้าลาย แม้จะมีข้อมูลว่ามีผู้ประสบเหตุจำนวนมาก และการหยุดเพียง 3 วินาทีก็สามารถป้องกันการสูญเสียได้

"เราต้องสร้างความดีที่คุณทำได้ เริ่มจากหยุดรถเพียง 3 วินาที เพื่อให้ชีวิตได้ไปต่อ"

ด้าน ก่องกาญจน์ ทักษ์หิรัญฤทธิ์ ผู้อำนวยการสำนักสนับสนุนการควบคุมปัจจัยเสี่ยงทางสังคม สสส. ได้สะท้อนข้อมูลว่า เมื่อเปรียบเทียบย้อนหลัง 3 ปี 2565-2566 และ 2568 พบว่า สถานการณ์ความปลอดภัยบริเวณทางข้ามยังไม่ดีขึ้น โดยภาพรวมรถที่มีอัตราการหยุดรถ “ลดลง” จาก 12% ในปี 2566 เหลือ 8% ในปี 2568 สอดคล้องกับผลสำรวจใน 18 จังหวัดใหญ่ทั่วประเทศ 360 จุด ช่วง ก.ค.-ส.ค. 2568 ครอบคลุมยานพาหนะ 44,547 คัน พบว่า มีผู้ขับขี่หยุดรถให้คนข้ามทางม้าลายเพียง 6% ขณะที่ 94% ไม่หยุดรถ โดยรถยนต์มีการหยุดรถสูงสุดที่ 7% ส่วนรถจักรยานยนต์และรถโดยสารหยุดรถเท่ากันที่ 5% สะท้อนปัญหาความปลอดภัยของคนเดินเท้าที่ยังน่าเป็นห่วง และจำเป็นที่ทุกฝ่ายจะต้องร่วมแก้ไขปัญหา สร้างความปลอดภัยให้กับผู้ใช้รถใช้ถนนให้เกิดความปลอดภัยอย่างแท้จริง

พล.ต.ต.ดำรงศักดิ์ สว่างงาม ผู้บังคับการตำรวจจราจร กล่าวเสริมว่า ตั้งแต่กรณีของคุณหมอกระต่ายเป็นต้น มีการพัฒนานำเทคโนโลยีกล้องวงจรปิดมาใช้ในการตรวจจับรถที่ไม่หยุดให้คนข้ามทางม้าลาย ปัจจุบันมีการติดตั้งกล้องในกรุงเทพฯ ประมาณ 63 แยก จากสถิติเฉพาะเดือนธันวาคมที่ผ่านมา พบผู้กระทำผิดสูง โดยหากคิดรวมทั้งปี จะมีผู้กระทำผิดประมาณ 500,000 ถึง 1,000,000 ราย 

"สิ่งที่เป็นรูปธรรมหลังจากกรณี "หมอกระต่าย" ที่เห็นได้ชัดคือการทาสีแดงบนทางม้าลาย แต่พฤติกรรมการขับขี่ยังคงเหมือนเดิมในหลายๆ ด้าน"

ถอดบทเรียนสูญเสีย 'หมอกระต่าย'  4 ปีผ่านไป สังคมไทยได้อะไร?

มองโลกย้อนดูไทย ทำไม ‘หยุดรถ’ ถึงเป็นเรื่องปกติในต่างแดน?

เมื่อมองไปยังประเทศที่มีสถิติความปลอดภัยทางถนนระดับโลกอย่าง ญี่ปุ่น หรือกลุ่มประเทศในยุโรป การหยุดรถให้คนข้ามทางม้าลายไม่ใช่แค่ "น้ำใจ" แต่เป็น "หน้าที่" และ "คือจิตสำนึกในการขับขี่" (Driving Instinct) ที่ทุกคนในสังคมควรตระหนัก

ในประเทศญี่ปุ่น หากคนข้ามยืนอยู่ข้างทางม้าลาย รถจะหยุดกึกทันที แม้กระทั่งเด็กประถมข้ามเสร็จยังหันมาโค้งขอบคุณคนขับรถ สิ่งที่ทำให้รถทุกคันหยุดไม่ใช่แค่กฎหมายที่รุนแรงเท่านั้น แต่คือการปลูกฝังว่า "คนเดินเท้าคือผู้ที่เปราะบางที่สุดบนท้องถนน" และกฎหมาย "ทางม้าลายต้องเป็นเขตศักดิ์สิทธิ์" หากฝ่าฝืนมีโทษปรับหนักและตัดแต้มจนอาจเสียใบอนุญาตทันที นี่คือ The Crossing Culture ที่เกิดขึ้น

ขณะที่หลายประเทศในยุโรป อย่างนอร์เวย์ หรือสวีเดน ใช้แนวคิด "Vision Zero" คือการออกแบบระบบถนนที่เชื่อว่ามนุษย์สามารถทำผิดพลาดได้ ดังนั้นถนนต้องถูกออกแบบมาให้ความเร็วในเขตเมืองต่ำ (30-50 กม./ชม.) และทางม้าลายมักจะเป็นเนินสะดุด (Speed Table) บังคับให้รถต้องเบาเครื่องลงโดยอัตโนมัติ

แล้วทำไมไทยถึงทำไม่ได้? 

หลายฝ่ายตระหนักดีว่า เหตุผลไม่ได้อยู่ที่ตัวรถ หรือสภาพแวดล้อมเพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่โครงสร้างพื้นฐานและวัฒนธรรมการบังคับใช้กฎหมายที่ "หย่อนยาน" มายาวนานจนกลายเป็นความเคยชิน

วิเคราะห์ "จิตวิทยาถนนไทย" ทำไมเราถึงไม่ยอมเบรก?

ทำไมคนไทยที่ได้ชื่อว่ามีน้ำใจที่สุดในโลก กลับกลายเป็นคนละคนเมื่ออยู่หลังพวงมาลัย? 

บทวิเคราะห์จากนักจิตวิทยาจราจรและข้อมูลจากศูนย์วิชาการเพื่อความปลอดภัยทางถนน (ศวปถ.) ชี้ให้เห็นปัจจัยหลัก 3 ประการ ว่า 1. เพราะการออกแบบถนนที่ให้ "ความสำคัญกับความเร็ว" มากกว่า "ความปลอดภัย" ถนนเมืองไทยออกแบบมาให้รถวิ่งได้เร็ว (Car-Centric) ทางม้าลายส่วนใหญ่ไม่มีสัญญาณไฟชัดเจน และตั้งอยู่ในจุดที่รถใช้ความเร็วสูง ทำให้การหยุดรถกะทันหันอาจเสี่ยงต่อการโดนชนท้าย 2. สภาวะ "คนผิดไม่เคยโดนทำโทษ" เมื่อกฎหมายไม่ศักดิ์สิทธิ์ คนจึงทำตามใจ หากเราหยุดรถแต่คันข้าง ๆ แซงขึ้นไปชนคนข้าม หรือเราหยุดแล้วคันหลังบีบแตรไล่ จะเกิดสภาวะที่เรียกว่า "คนทำถูกกลายเป็นคนประหลาด" สุดท้ายจึงไม่มีใครอยากหยุด และ 3. ความเหลื่อมล้ำทางอำนาจบนถนนในสังคมไทย ที่รถใหญ่กว่ามักจะรู้สึกว่ามีอำนาจมากกว่าคนเดินเท้า ความคิดที่ว่า "คนต้องหลบรถ" ฝังรากลึกมากกว่า "รถต้องหยุดให้คน"

ทางออกความปลอดภัย มาตรการที่ไทยต้อง "กล้า" ทำ

แน่นอนว่า การจะเปลี่ยนพฤติกรรมคนเดือนละหลักแสนคนที่ทำผิดกฎจราจร ไม่สามารถทำได้ด้วยการรณรงค์เพียงอย่างเดียว แต่ต้องใช้ "ยาแรง" และ "การจัดการเชิงระบบ" ปัญหานี้จึงเป็นสิ่งที่ต้องทำหลายอย่างร่วมกัน อาทิ

กรมการขนส่งทางบกเตรียมยกระดับความเข้มงวดในการขอและต่อใบอนุญาตขับขี่ โดยเน้นย้ำว่า "พฤติกรรมในชีวิตจริง" จะถูกนำมาเป็นเกณฑ์ตัดสินมากขึ้น โดยหากพบพฤติกรรมไม่หยุดรถให้คนข้ามทางม้าลาย หรือฝ่าฝืนกฎจราจรซ้ำซาก อาจส่งผลต่อการไม่ผ่านเกณฑ์ต่อใบอนุญาตและต้องเข้ากระบวนการสอบใหม่ทั้งหมด

อย่าให้หมอกระต่ายเป็นรายสุดท้าย...แค่ในคำพูด

ปัจจุบันอุบัติเหตุทางถนนยังคงทำให้ไทยมีมูลค่าการสูญเสียประมาณ 5.9 แสนล้านบาท ต่อปี คิดเป็น 3.3% ของ GDP  ซึ่งโศกนาฏกรรมหมอกระต่ายคือบทเรียนที่สะท้อนให้เห็นช่องโหว่ของระบบจราจรไทยและ"พฤติกรรมการขับขี่" โดยเฉพาะการหยุดรถให้คนข้ามถนน ที่ดูเหมือนว่าสังคมไทยยังไม่ได้เรียนรู้อะไรเลยจากหยาดเลือดและน้ำตาของครอบครัวผู้สูญเสีย 

รัชนี สุภวัตรจริยากุล หรือคุณแม่หมอกระต่าย กล่าวด้วยความอัดอั้นในงานรำลึก 4 ปี ที่ยังคงรู้สึกเจ็บปวดกับความสูญเสีย เธอย้ำว่าความปลอดภัยบนท้องถนนควรเป็น "สิทธิขั้นพื้นฐาน" ของคนไทยทุกคน และเรียกร้องให้รัฐบาลยกระดับเรื่องนี้เป็นวาระเร่งด่วน 

"เราอยากเห็นนโยบายลดอุบัติเหตุทางถนนจากรัฐบาลเป็นเรื่องสำคัญ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องปรับปรุงทางกายภาพของถนนให้ถูกหลักสากล การลดความเร็วในเขตเมือง การบังคับใช้กฎหมายในระบบขนส่งและการจราจรอย่างเคร่งครัด เพื่อปรับเปลี่ยนพฤติกรรมของผู้ขับขี่ให้เกิดความปลอดภัยต่อผู้ใช้ถนนอย่างจริงจัง โดยเฉพาะคนเดินเท้า"

พร้อมกล่าวว่าถึงเวลาต้องยกระดับระบบการจัดการความปลอดภัยทางถนน ยกให้เป็นวาระเร่งด่วนของประเทศ เพื่อปกป้องกลุ่มเปราะบาง โดยเฉพาะเด็กและเยาวชน พร้อมตั้งเป้าลดการเสียชีวิตลงครึ่งหนึ่งภายในปี 2573

ถอดบทเรียนสูญเสีย 'หมอกระต่าย'  4 ปีผ่านไป สังคมไทยได้อะไร?