7 ยุทธศาสตร์การดีไซน์ "Happy Workplace" เมื่อออฟฟิศต้องเป็นมากกว่าที่ทำงาน
ในโลกที่ความสำเร็จวัดกันด้วยผลกำไร เรามักลืมไปว่า "คน" คือเครื่องยนต์หลักที่ขับเคลื่อนกราฟความสำเร็จเหล่านั้น แต่ปัจจุบันเรากำลังเผชิญกับสงครามพฤติกรรม (The War of Behavior) ที่เรากำลังพ่ายแพ้ให้กับความเร่งรีบ ความเครียด และไลฟ์สไตล์ที่บั่นทอนตัวเอง
การทำงานวันละอย่างน้อย 8 ชั่วโมงภายใต้ความกดดัน อีกทั้งการหย่อนยานในการใส่ใจดูแลสุขภาพ ส่งผลให้กลุ่มโรค NCDs (โรคไม่ติดต่อ) กลายเป็นภัยเงียบที่น่ากลัวกว่าอุบัติเหตุในโรงงานเสียอีก กลายเป็น "ระเบิดเวลา" ในร่างกายคนทำงาน
"ภาวะน้ำหนักเกินและโรคอ้วน พบในคนไทยอายุ 15 ปีขึ้นไปถึง 45%"
"ความเสี่ยงเบาหวาน พบคนไทยกว่า 5.7 ล้านคนกำลังยืนอยู่บนขอบเหวของโรคนี้"
"การเสียชีวิตหรือพิการของ "ขุนพล" หรือพนักงานระดับหัวกะทิ" คือ
หากจะกล่าวว่าสุขภาพของพนักงานคือ "ต้นทุนที่มองไม่เห็น" ก็คงไม่ผิดนัก เพราะในวันที่ตัวเลขเศรษฐกิจพุ่งสูงขึ้น แต่หาก "ขุนพล" ในองค์กรต้องล้มลงก่อนวัยอันควร ผลกำไรเหล่านั้นย่อมกลายเป็นความว่างเปล่า
เพื่อสกัด "ระเบิดเวลา" ลูกใหญ่ที่กำลังนับถอยหลังอยู่ในร่างกายของคนทำงานไทยทุกคน
เริ่มต้นปี 2569 ไม่กี่วัน สำนักกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) จึงได้ร่วมกับกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน และภาคีเครือข่าย จัดงานประชุม "เวทีแลกเปลี่ยนเรียนรู้ จป. ผู้นำการสร้างสุขภาวะองค์กร" ครั้งที่ 2 ภายใต้โครงการพัฒนากลไกการสร้างเสริมสุขภาวะในองค์กร ผ่านศูนย์ความปลอดภัยในการทำงานเขต ทั้งนี้เพื่อให้การขับเคลื่อนเรื่องสุขภาพของคนทำงานพร้อมเป็นอีกประเด็นสุขภาพหลักที่ สสส.และภาคีพร้อมเดินหน้าตลอดทั้งปี
งานนี้มีผู้บริหารสถานประกอบการ เจ้าหน้าที่ความปลอดภัยในการทำงาน (จป.) และเครือข่ายความปลอดภัยในการทำงานทั่วประเทศเข้าร่วมงาน 300 คน ที่มาร่วมวางแผนแม่บทในการเปลี่ยนสถานประกอบการให้กลายเป็นพื้นที่สร้างสุขภาวะองค์กรแบบองค์รวมพร้อมเผยถึง 7 แนวทางที่ลงลึกถึงระดับพฤติกรรม
บทเรียนจากโรงพยาบาลชุมชน สู่การมองเห็นสุขภาพคนทำงาน
นพ.พงศ์เทพ วงศ์วัชรไพบูลย์ ผู้จัดการกองทุน สสส. กล่าวว่า "สงครามพฤติกรรม" เป็นสงครามที่เรากำลังพ่ายแพ้ให้กับความหวาน ความมัน ความเครียด และความนิ่งเฉยของร่างกาย
เป็นสงครามที่เราไม่สามารถชนะได้ด้วยหมอหรือยาเพียงอย่างเดียว แต่ต้องชนะด้วย "วินัย" และ "การจัดสิ่งแวดล้อม" ซึ่ง "สถานประกอบการ" คือพื้นที่สำคัญที่สุดในการสร้างวินัยสุขภาพ เพราะคนใช้เวลาส่วนใหญ่ที่นี่
หากเราสามารถเปลี่ยนความร่วมมือแบบสมัครใจให้กลายเป็น "นโยบายระดับประเทศ" ได้ เราจะสามารถเปลี่ยนโฉมหน้าของสังคมสูงวัยจากกลุ่มคนที่เจ็บป่วย ให้กลายเป็นกลุ่มคนที่มีพลัง หรือ Active Aging
หมอพงศ์เทพ กล่าวถึง ประสบการณ์เป็นแพทย์ในอดีต จากการเป็นผู้อำนวยการโรงพยาบาลชุมชนในจังหวัดน่านกว่า 14 ปี การรักษาคนไข้จำนวนมากที่นั่นทำให้คุณหมอไม่ได้มองเห็นแค่ "คนไข้" แต่เห็นถึง "ระบบ" ที่หล่อเลี้ยงชีวิตคนทำงาน ซึ่งมีปัญหาสุขภาพสอดแทรกอยู่ภายใน
หมอพงศ์เทพ กล่าวต่อว่า ในอดีตเจ้าหน้าที่ความปลอดภัย (จป.) มักให้ความสำคัญกับความปลอดภัยทางกายภาพหรืออุบัติเหตุ เช่น ไฟสว่างพอไหม มีอุปกรณ์ป้องกันสารเคมีหรือยัง หรือโรงงานน้ำแข็งมีแอมโมเนียรั่วหรือไม่
แต่ในวันนี้ ปัญหาที่น่ากลัวกว่าอุบัติเหตุในโรงงาน คือการที่ "ขุนพล" หรือพนักงานระดับหัวกะทิขององค์กร ต้องล้มตายหรือพิการก่อนวัยอันควรจากโรค NCDs หรือโรคไม่ติดต่อไม่ว่าจะเป็น เบาหวาน ความดันโลหิตสูง หลอดเลือดสมอง และหัวใจขาดเลือด
ซึ่งข้อมูลล่าสุดปี 2567-2568 เผยให้เห็นข้อเท็จจริงนี้ คนไทย อายุ 15 ปีขึ้นไปถึง 45% มีภาวะน้ำหนักเกินและโรคอ้วน ขณะที่อีกกว่า 5.7 ล้านคนกำลังยืนอยู่บนขอบเหวของโรคเบาหวาน
เรื่องนี้ จึงไม่ใช่เรื่อง "ไม่สำคัญ" เพราะวัยทำงานคือกำลังสำคัญของชาติ
"ในปี 2569 สสส. เดินหน้าสนับสนุนให้สถานประกอบการไทยพัฒนาสภาพแวดล้อมที่ทำงาน เพื่อเอื้อให้คนวัยทำงานมีสุขภาวะดีระยะยาวด้วย 7 แนวทางสำคัญ" ผู้จัดการ สสส. กล่าว
จุดเปลี่ยนของ จป. จาก "ผู้ตรวจการ" สู่ "ผู้นำการเปลี่ยนแปลง"
หัวใจสำคัญของการขับเคลื่อนครั้งนี้คือการเปลี่ยนนิยามของ "เจ้าหน้าที่ความปลอดภัย" (จป.) จากคนที่คอยเช็กว่าใครใส่หมวกกันน็อกไหม ให้กลายเป็น "ผู้นำการสร้างสุขภาวะ" โครงการนี้วางแผนให้ จป. ต้องมีความสามารถในการคุยกับผู้บริหารด้วย "ภาษาบริหาร" เพื่อให้เห็นว่าการลงทุนในสุขภาพพนักงานคือการเพิ่ม Productivity และลดต้นทุนแฝงจากการลาป่วย
"จป. ต้องมีเครื่องมือและพลังวิชาการไปคุยกับผู้บริหาร เพื่อให้เขาเห็นว่าคนทำงานไม่ใช่แค่เครื่องมือสร้างกำไร แต่คือเพื่อนร่วมงานที่จะหล่อเลี้ยงองค์กรไปด้วยกัน" นพ.พงศ์เทพ กล่าวปิด
ด้าน ร.อ.สาโรจน์ คมคาย อธิบดีกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน กระทรวงแรงงาน กล่าวว่า ลูกจ้างส่วนใหญ่ต้องเผชิญการเจ็บป่วยด้วยโรคไม่ติดต่อ ซึ่งจะเกิดขึ้นในกลุ่มคนวัยทำงาน สาเหตุจากพฤติกรรมการใช้ชีวิตประจำวัน เช่น การสูบบุหรี่ ดื่มแอลกอฮอล์ กินอาหารรสจัด ขาดการออกกำลังกาย และเครียดสะสม
กระทรวงแรงงาน โดยกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน มีภารกิจในการคุ้มครอง กำกับ ดูแลให้ลูกจ้างทำงานด้วยความปลอดภัย รวมทั้งการส่งเสริมให้ลูกจ้างมีคุณภาพชีวิตที่ดี จึงสานพลัง สสส. พัฒนาโครงการพัฒนากลไกการสร้างเสริมสุขภาวะในองค์กรฯ นี้ขึ้น เพื่อพัฒนาศักยภาพเจ้าหน้าที่ความปลอดภัยในการทำงานในสถานประกอบกิจการ สู่การเป็นผู้นำสร้างการเปลี่ยนแปลงด้านสุขภาวะในองค์กร
"ปัจจัยพื้นฐานที่จะช่วยส่งเสริมให้ลูกจ้างมีคุณภาพชีวิตที่ดี คือ การมีสุขภาพดี โดยภายใต้โครงการพัฒนากลไกการสร้างเสริมสุขภาวะในองค์กรฯ ได้มีการพัฒนาให้เกิดหลักสูตร "พัฒนาศักยภาพ จป. เพื่อเป็นผู้นำการขับเคลื่อนองค์กรสุขภาวะ" จุดมุ่งหมายสำคัญ คือ การพัฒนาเจ้าหน้าที่ความปลอดภัยในการทำงานให้มีทักษะในการเป็นผู้นำการสร้างเสริมสุขภาวะองค์กร เช่น การดูแลสุขภาพคนงานแบบองค์รวม (Total Worker Health)
พัฒนาโปรแกรมสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาวะในสถานประกอบการ และเรียนรู้เครื่องมือพื้นฐานเพื่อดูแลสุขภาพใจสำหรับแรงงาน ผู้ที่เข้าร่วมอบรมจะสามารถประเมินความเสี่ยงด้านสุขภาพที่เกิดจากพฤติกรรมของลูกจ้าง และสามารถให้คำแนะนำในการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมได้อย่างมีประสิทธิภาพ ที่ผ่านมา มีเจ้าหน้าที่ความปลอดภัยในการทำงานจากสถานประกอบการเข้าร่วมอบรม 898 คน เกิดการบูรณาการงานด้านความปลอดภัยและการสร้างเสริมสุขภาพของลูกจ้างในสถานประกอบการอย่างเข้มแข็ง" ร.อ.สาโรจน์ กล่าว
สำหรับโครงการดังกล่าวมีสถานประกอบกิจการเข้าร่วมโครงการ 424 แห่ง พร้อมเป็นต้นแบบขยายผลไปสู่สถานประกอบกิจการทั่วประเทศ เพื่อให้ลูกจ้างมีสุขภาพดี เป็นทรัพยากรมนุษย์ที่มีศักยภาพในการสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับระบบเศรษฐกิจ นำพาประเทศให้มีความมั่นคง มั่งคั่ง อย่างยั่งยืนต่อไป
Good Health Good Living... Better Productivities
รัชธัช จุลละจินดา ผู้จัดการทั่วไป บริษัท ภิรัชแมนเนจเม้นท์ จำกัด หนึ่งในสถานประกอบการต้นแบบที่พิสูจน์แล้วว่า การใช้แนวคิด Happy Workplace ช่วยลดค่าน้ำตาลในเลือดพนักงานได้ถึง 95.24% และลดความดันโลหิตลงได้กว่า 61.90%
รัชธัช กล่าวว่า บริษัทฯ นำเอาแนวคิด Happy Workplace ของ สสส. เข้ามาเป็นหนึ่งในพันธกิจขององค์กร เพื่อเสริมสร้างคุณภาพชีวิตและบรรยากาศการทำงานที่ดีให้แก่พนักงาน โดยบูรณาการงานด้านความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสุขภาวะองค์กรเข้าด้วยกัน
ที่ผ่านมามีกิจกรรมที่สำคัญเกิดขึ้น เช่น การปรับพื้นที่การทำงาน ลดเสี่ยงป่วยออฟฟิศซินโดรม จัดเวทีแลกเปลี่ยนความรู้ด้านโภชนาการ และแชร์ประสบการณ์ดูแลสุขภาพจิต เกิดชมรมสันทนาการเชื่อมความสัมพันธ์ที่ดีภายในองค์กร และชมรม Happy Dance มุ่งสร้างค่านิยมการออกกำลังกาย
ผลลัพธ์จากการดำเนินงาน พบพนักงานมีค่าน้ำตาลในเลือดลดลง 95.24% ความดันโลหิตลดลง 61.90% ดัชนีมวลกายอยู่ในเกณฑ์ปกติเพิ่มขึ้น 33.33% ที่น่าสนใจ พบพนักงานมีความรู้เรื่องสุขภาพจิตเพิ่มขึ้น 92.25% ทั้งนี้ บริษัทฯ เตรียมขยายผลการสร้างเสริมสุขภาวะของพนักงานอย่างต่อเนื่อง เพื่อส่งเสริมให้พนักงานมีสุขภาวะดี และตั้งเป้าลดอัตราการลาป่วยของพนักงานลง 25% ภายในปี 2569 นี่คือหลักฐานเชิงประจักษ์ว่า เมื่อองค์กรหันมาดูแล "ใจและกาย" ของพนักงาน ผลลัพธ์ทางธุรกิจจะงอกงามตามมาด้วยเช่นกัน
ถอดรหัส 7 เทรนด์สำคัญในการขับเคลื่อนองค์กรสุขภาวะ (Happy Workplace)
เพื่อให้สอดรับกับปี 2569 และอนาคต สสส. ได้วาง 7 แนวทางยุทธศาสตร์ที่สถานประกอบการต้องเร่งปรับตัว ดังนี้
- Environment Design (กายภาพและจิตใจ) การจัดสภาพแวดล้อมที่ไม่ใช่แค่สวยงาม แต่ต้องลดความแออัด และสร้างบรรยากาศที่เป็นมิตร (Friendly Atmosphere) เพื่อลดความตึงเครียด
- Mental Health & Time Management การออกแบบระบบเวลาทำงานที่เคารพ "พลังชีวิต" ของพนักงาน ไม่ปล่อยให้เกิดภาวะเบิร์นเอาท์ (Burnout)
- Physical Activity Integration ปรับรูปแบบการทำงานให้เอื้อต่อการขยับเขยื้อนร่างกาย ไม่นั่งติดโต๊ะนานเกินไป
- Healthy Canteen ยกระดับโรงอาหารให้เป็นแหล่งอาหารสุขภาพ เพราะ "อาหารถือเป็นยา" แต่ถ้ากินเกินจะกลายเป็นพิษต่อร่างกาย
- Digital Health Literacy ส่งเสริมการใช้เครื่องมือดิจิทัลและข้อมูลวิจัยในการดูแลสุขภาพ รู้เท่าทันภัยสุขภาพในยุคโซเชียล
- Smoke & Alcohol-Free Culture สร้างค่านิยมองค์กรปลอดบุหรี่ (รวมถึงบุหรี่ไฟฟ้า) และแอลกอฮอล์อย่างจริงจัง
- Relationship & Community เสริมสร้างความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างเพื่อนร่วมงาน และการมีส่วนร่วมกับชุมชนรอบข้าง





