ปัจจุบันทั่วโลกกำลังตระหนักว่า "การเล่นอิสระ" เป็นกิจกรรมที่มีความสำคัญต่อการเรียนรู้และพัฒนาการที่สมบูรณ์ของเด็ก ที่สำคัญคือสามารถสร้างทักษะชีวิตเพื่อให้เด็กสามารถอยู่รอดปลอดภัยได้อย่างดี จึงอยากชวนผู้ปกครองมาเป็น "ผู้อำนวยความสะดวกการเล่น" ใน "มหกรรมเล่นเปลี่ยนโลก" เพื่อให้พ่อแม่ผู้ปกครองรู้จักและเข้าใจเรื่องการ "การเล่นอิสระ"
ว่ากันว่าโลกยุคใหม่ เป็นโลกแห่งความผันผวน หรือ Volatility Uncertainty (VUCA world) ซึ่งสถานการณ์ต่างๆ มีความผันผวน ไม่แน่นอน ซับซ้อน และคลุมเครือ แล้วพ่อแม่ยุคใหม่ควรจะเลี้ยงลูกอย่างไรดีในยุคนี้ ในขณะที่พ่อแม่หลายคนกำลังมึนงงกับความเปลี่ยนแปลงที่กำลังเกิดขึ้น
รู้หรือไม่ว่า ปัจจุบันทั่วโลกกำลังตระหนักว่า "การเล่น" เป็นกิจกรรมที่มีความสำคัญต่อการเรียนรู้และพัฒนาการที่สมบูรณ์ของเด็ก ที่สำคัญคือสามารถสร้างทักษะชีวิตเพื่อให้เด็กสามารถอยู่รอดปลอดภัยได้อย่างดี นี่คือ เป้าหมายสำคัญของการจัดงานมหกรรมเล่นเปลี่ยนโลกในปีนี้ ที่ชื่อ "พากันเล่น" งานที่มีเป้าหมายจุดประกายให้พ่อแม่ผู้ปกครองรู้จักและเข้าใจเรื่องการเล่นอิสระ ซึ่งจัดโดย สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ร่วมกับมูลนิธิเพื่อการพัฒนาเด็ก (มพด.) และเครือข่ายเด็กและครอบครัว ที่สถาบันการเรียนรู้การสร้างเสริมสุขภาพ (ThaiHealth Academy)
ณัฐยา บุญภักดี ผู้อำนวยการสำนักสนับสนุนสุขภาวะเด็ก เยาวชน และครอบครัว สสส. กล่าวว่า สสส. ตระหนักถึงสถานการณ์ดังกล่าว จึงส่งเสริมการยกระดับทักษะของพ่อแม่ โดยชวนพ่อ-แม่ มาเป็น Play Worker
"ช่องว่างตรงนี้ทำให้ สสส. มุ่งค้นหาวิธีการที่ง่ายแต่ได้ผลดีในการเลี้ยงดูเด็กให้มีสุขภาวะและมีทักษะในศตวรรษที่ 21 และพบว่าการเล่นอิสระสามารถทั้งส่งเสริมการเรียนรู้ สุขภาวะ และทักษะต่างๆ ซึ่งยังเป็นเรื่องที่ทำได้ง่าย ทำได้ทุกบ้าน ขอเพียงผู้ปกครองมีความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้อง จึงร่วมมือกับภาคีเครือข่ายเล่นเปลี่ยนโลก ช่วยกันส่งเสริมให้ การเล่นอิสระ เป็นหลักสำคัญของการเลี้ยงเด็กยุคใหม่"
ในงานมหกรรมคือ การจุดประกายให้คนในครอบครัวปรับแนวคิดและวิธีการดูแลเด็ก โดยส่งเสริมพ่อแม่ให้เห็นความสำคัญของการเลี้ยงดูและการเล่นควบคู่กัน ไม่ใช่คิดว่าเป็นหน้าที่ของคนใดคนหนึ่งหรือแม่เพียงลำพัง
"เพราะสุขภาวะในครอบครัวจะเกิดขึ้นได้ทุกคนในบ้านต้องทำร่วมกัน ทุกบ้านต้องตระหนักว่า ของเล่นที่ดีที่สุดสำหรับลูกคือ พ่อแม่ ที่จะสร้างพลังบวก ทักษะชีวิต และพัฒนาการด้านต่างๆ ได้เหมาะสมตามวัย"
การสนับสนุนเด็กๆ ผ่าน การเล่นอิสระ คือ การเปิดโอกาสให้เด็กเลือกว่า จะเรียนรู้ผ่านการเล่นรูปแบบไหน ไม่มีถูกผิด และเป็นแนวคิดที่ไม่ต้องพึ่งพิงเงินทุน เพียงแค่ผู้ปกครองหรือครูเข้าใจพื้นฐานของการเล่นอิสระ ก็สามารถสร้างพื้นที่เล่นให้เด็กได้ ไม่ว่าจะเป็นที่บ้าน ที่โรงเรียน หรือศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก เพียงผู้ปกครองและครูมีเวลาและเข้าใจความหมายของคำว่า ผู้ดูแลการเล่น หรือผู้อำนวยการเล่น (Play Worker) โดยที่ยึดเด็กเป็นศูนย์กลาง และเล่นสนุกสนานกับเด็กในบางครั้ง เพื่อให้เด็กเกิดความสุข สนุกสนาน ปลอดภัย และสร้างคุณค่าความภูมิใจในตนเอง
เข็มพร วิรุณราพันธ์ ผู้อำนวยการมูลนิธิส่งเสริมสื่อเด็กและเยาวชน (สสย.) กล่าวว่า การเล่นคือ สิทธิของเด็กตามอนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็ก มาตราที่ 31 และการเล่นมีความสำคัญต่อการเติบโตของมนุษย์ ปัญหาที่พบในปัจจุบันคือ ผู้ใหญ่ในสังคมยังไม่เข้าใจและไม่ให้ความสำคัญต่อการเล่นอย่างแท้จริง จึงเป็นที่มาของแนวคิด การเล่นอิสระ สู่การเปลี่ยนให้ผู้ปกครองหรือพ่อแม่ทำหน้าที่เป็น ผู้อำนวยการเล่น (Play worker) และรู้วิธีการเล่นอิสระกับเด็ก (How to Play) อย่างถูกต้องและเหมาะสม
"บทบาทสำคัญของ Play worker คือ การเป็นผู้อำนวยความสะดวก การจัดมุมการเล่นหรือสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการเล่น ที่จะกระตุ้นการเรียนรู้อย่างมีความสุขและมีคุณภาพ ภายใต้แนวคิดรูปแบบ How to Play… อะไรก็เล่นได้ ที่ไหนก็เล่นได้" เข็มพร กล่าว
ในงานมหกรรมครั้งนี้ ภาคีเครือข่ายได้นำกิจกรรมและไอเดียต่างๆ ทั้งการเล่นในบ้าน ห้องเล็กๆ พื้นที่แคบๆ ในซอกมุม ซอยเล็ก บนถนน ลาน ชุมชน ศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก โรงเรียน ชุมชน สถานประกอบการ โรงพยาบาล พื้นที่เรียนรู้ และพื้นที่สาธารณะ มาให้ผู้ปกครองนำไปประยุกต์จัดการเล่นกับลูกได้ ยิ่งในช่วงสถานการณ์โควิด-19 การส่งเสริมการเล่นที่บ้านของภาคีเครือข่ายพบว่า การเล่นช่วยให้เด็กมีสุขภาพกายและจิตใจดีขึ้น เพราะมีกิจกรรมทางกาย ได้เคลื่อนไหวอย่างอิสระ ทำให้ร่างกายพร้อมเรียนรู้ตลอดเวลา สะท้อนให้เห็นว่า "การเล่น" ช่วยฟื้นฟูภาวะความรู้ถดถอยในเด็ก (Learning Loss) จากสถานการณ์โควิด-19 ได้
"เมื่อไหร่ก็ตามที่ผู้ปกครองให้เด็กเล่นอิสระ และเข้าใจวิธีการดูแลระหว่างเล่น จะทำให้เด็กรู้ว่าตนเองชอบทำอะไร มีทักษะโดดเด่นด้านไหนได้อย่างรวดเร็ว และที่สำคัญเมื่อเกิดความกดดันหรือเครียดจากการเรียนหรือสภาวะแวดล้อมในสังคม จะป้องกันความสูญเสียจากการฆ่าตัวตายได้ เพราะเด็กรู้วิธีจัดการกับความกดดันและผิดหวัง และภูมิใจในสิ่งที่ตนเองเป็น โดยควรปล่อยให้เด็กได้เล่นอิสระอย่างน้อย 30 นาทีทุกวัน" เข็มพร กล่าว
มหกรรมเล่นเปลี่ยนโลก ยังมีการจัดกิจกรรมดาวกระจายส่งเสริมการเล่นกับเด็กไปตามภูมิภาคต่างๆ โดยภาคเหนือสามารถเข้าไปลองพาลูกไปเล่นได้ที่ "โรงเล่น พิพิธภัณฑ์เล่นได้" จังหวัดเชียงราย ภาคอีสานที่ "สวนไฟฝัน เดิ่นยิ้ม พื้นที่เรียนรู้ TK" จังหวัดนครราชสีมา ภาคกลางที่ "รองเมืองเรืองยิ้ม" มูลนิธิเพื่อการพัฒนาเด็ก (มพด.) กรุงเทพมหานคร และเรื่องเล่นอิสระใน ศพด. ของกลุ่ม We are happy
สามารถเข้ามาเพื่อพบปะผู้ออกแบบการเล่นมืออาชีพได้ หรือจะติดตามข้อมูลข่าวสารการ "เล่นเปลี่ยนโลก" ผ่านเพจ let’s play more และเพจปิดเทอมสร้างสรรค์ เพียงค้นหาด้วย #letsplaymore





