วันพุธ ที่ 1 เมษายน 2569

Login
Login

ตลท. ชู 'หุ้นปันผล-โครงการ JUMP+' สู้ SET INDEX ผันผวน ปมพิษ 'วิกฤติสงคราม'

ตลท. ชู 'หุ้นปันผล-โครงการ JUMP+' สู้ SET INDEX ผันผวน ปมพิษ 'วิกฤติสงคราม'

"ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย" และ "กรุงเทพธุรกิจ" จัดสัมมนา ชี้ทิศทางตลาดทุนไทยท่ามกลางวิกฤติ ชู JUMP+ พร้อมแนะหุ้นปันผล-กันเสี่ยงปี 2569

ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ร่วมกับ กรุงเทพธุรกิจ จัดสัมมนา Opportunity Beyond Crisis : ถอดรหัส…วิกฤติสู่โอกาส "กูรูชั้นนำ" วิเคราะห์ทิศทาง "ตลาดทุนไทย" ท่ามกลางมรสุมสงครามตะวันออกกลางและเศรษฐกิจไทยเข้าสู่ภาวะ Stagflation ชูยุทธศาสตร์โครงการ "JUMP+" ปั้นบริษัทจดทะเบียนแกร่ง พร้อมเปิดโผหุ้นปันผลเด่น-กลุ่ม War Hedging พยุงพอร์ตปี 2569

สรวิศ ไกรฤกษ์ รองผู้จัดการ หัวหน้าสายงานการตลาด ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) เปิดเผยว่า ในช่วงเดือนมี.ค. ที่ผ่านมา ตลาดหุ้นไทย เผชิญความผันผวนของสถานการณ์สงครามในตะวันออกกลาง ส่งผลให้ SET Index ผันผวนรุนแรง จากจุดสูงสุดในเดือนก.พ. ที่ 1,535 จุด สู่จุดต่ำสุดในเดือนมี.ค. ที่ 1,331 จุด บ่งชี้เหตุการณ์ประวัติศาสตร์เมื่อ 4 มี.ค. 69 ที่ผ่านมา ดัชนีฯ ปรับลดลงถึง 8% จนต้องประกาศใช้มาตรการ Circuit Breaker เป็นครั้งแรกในรอบ 6 ปี นับตั้งแต่เกิดวิกฤติโควิด-19

ตลท. ชู 'หุ้นปันผล-โครงการ JUMP+' สู้ SET INDEX ผันผวน ปมพิษ 'วิกฤติสงคราม'

อย่างไรก็ตาม แม้จะมีความผันผวนรุนแรงแต่ภาพรวมหุ้นไทยยังคงมี "สัญญาณบวก" ที่น่าสนใจ โดยดัชนียังคงรักษาการเติบโตได้ถึง 12% เทียบกับสิ้นปีที่แล้วถือเป็นระดับต้นๆ ของโลก พร้อมด้วยสภาพคล่องการซื้อขายเฉลี่ยต่อวันที่คึกคักขึ้นถึง 65,000 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 58% (YTD) โดยมีสัดส่วนนักลงทุนรายย่อยขยับขึ้นมาอยู่ที่ 32% สะท้อนถึงความเชื่อมั่นและการเข้ามาแสวงหาโอกาสของนักลงทุนในประเทศ

ใน "มิติ" ผลตอบแทนปัจจุบันตลาดหุ้นไทยมี P/E Ratio อยู่ที่ 16 เท่า และมีอัตราส่วนเงินปันผลเฉลี่ยที่ 4.6% ถือเป็นระดับดึงดูดใจ โดยในปีที่ผ่านมา มีบริษัทจดทะเบียน (บจ.) ถึง 580 บริษัท ที่ประกาศจ่ายเงินปันผลมูลค่ากว่า 650,000 ล้านบาท ซึ่งถือเป็นสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์ โดยกลุ่มธุรกิจที่จ่ายปันผลสูงสุด ได้แก่ กลุ่มพลังงานและสาธารณูปโภค, ธนาคาร และเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร

ทั้งนี้ เพื่อสร้างโอกาสที่ยั่งยืน ตลาดหลักทรัพย์ฯ ได้ประกาศพันธกิจใหม่ภายใต้แนวคิด "SETPath: The Trusted Gateway to Inclusive Opportunities" มุ่งเป็นเส้นทางแห่งความเชื่อมั่นสู่โอกาสของทุกคน พร้อมขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ "โครงการ JUMP+" เพื่อยกระดับคุณภาพบริษัทจดทะเบียนใน 3 มิติสำคัญ คือ ด้านธุรกิจ ธรรมาภิบาล และความยั่งยืน ซึ่งปัจจุบันมีบริษัทตอบรับเข้าร่วมแล้วกว่า 145 บริษัท ครอบคลุมทุกอุตสาหกรรม โดยโครงการนี้เป็นฟันเฟืองสำคัญ "เพิ่มมูลค่า" และ "ศักยภาพการแข่งขัน" ให้ ตลาดทุนไทย ระยะยาว ในช่วงเสวนา "Panel Discussion : The Stock Shift พลิกเกม ปลดลงทุน" มีมุมมอง "3 กูรู" ในแวดวงตลาดทุนไทยมาวิเคราะห์กลยุทธ์การลงทุนท่ามกลางวิกฤติสงครามตะวันออกกลาง

ตลท. ชู 'หุ้นปันผล-โครงการ JUMP+' สู้ SET INDEX ผันผวน ปมพิษ 'วิกฤติสงคราม'

เผดิมภพ สงเคราะห์ กรรมการผู้จัดการและผู้บริหารสูงสุด สายงานธุรกิจหลักทรัพย์รายบุคคล บริษัทหลักทรัพย์ กรุงศรี จำกัด (มหาชน) ให้มุมมองว่า การจะเป็นผู้ชนะการลงทุนในยุคที่ตลาดมีความผันผวน เราจำเป็นต้องจดจำเครื่องมือและสินทรัพย์ให้ครบถ้วน เพื่อพร้อมที่จะก้าวกระโดดในจังหวะที่ตลาดหลักทรัพย์ฯ เดินหน้าโครงการ JUMP+ เข้ามาสร้างการเปลี่ยนแปลงของตลาดทุนไทยรอบใหม่

ตลท. ชู 'หุ้นปันผล-โครงการ JUMP+' สู้ SET INDEX ผันผวน ปมพิษ 'วิกฤติสงคราม'

สะท้อนตลาดหุ้นไทยอยู่ในช่วงลงเดี๋ยวขึ้น ขึ้นเดี๋ยวลง ดังนั้น กลยุทธ์การลงทุน จึงต้องปรับเปลี่ยนจากการถือยาวแบบเดิม มาเป็นการเทรดดิ้งตามรอบ ให้ความสำคัญกับกลุ่มอุตสาหกรรมที่ได้ประโยชน์จากต้นทุนผลิตและราคาขายที่ขยับขึ้นตามภาวะ Stagflation

สำหรับหุ้นเด่น อย่าง "กลุ่มพลังงาน-ปิโตรเคมี" มองว่า น้ำมันยังมีโอกาส "ไปต่อ" แต่ต้องอาศัยชั้นเชิงในการเข้าทำกำไร แนะนำให้ช้อนซื้อเมื่อมีข่าวเชิงบวกว่าราคาน้ำมันจะปรับตัวลดลง เพื่อดักเก็งกำไรในช่วงที่ราคาดีดกลับ แต่มีข้อควรระวัง หาก ราคาน้ำมันพุ่ง ทะลุ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลให้ชะลอการลงทุน เพราะอาจเริ่มส่งผลเสียต่อเศรษฐกิจภาพรวม ขณะที่ สินค้ากลุ่มถัดไปที่จะกลายเป็นหัวหอกขับเคลื่อนดัชนี คือ "กลุ่มเกษตรและอาหาร" เป็นกลุ่มที่จะรับไม้ต่ออย่างโดดเด่นรับแรงส่งจากราคาปุ๋ยยูเรียที่พุ่งสูงและภาวะภัยแล้ง

ขณะที่ หนึ่งในเครื่องบ่งชี้ว่าภาวะเศรษฐกิจหยุดชะงักแต่ เงินเฟ้อสูงกำลังมาถึง คือการพุ่งขึ้นของ "ค่าระวางเรือ" ซึ่งสะท้อนปัญหาโลจิสติกส์ติดขัด แนะนำให้เริ่มทยอยสะสมหุ้นกลุ่มเดินเรือไว้ติดพอร์ต

เทิดศักดิ์ ทวีธีระธรรม กรรมการบริหาร บริษัท หลักทรัพย์ เอเซีย พลัส จำกัด กล่าวว่า ทิศทางหุ้นไทยประเมินกำไรของบริษัทจดทะเบียนไทย หรือ EPS ปีนี้คาดอยู่ที่ 95 บาทต่อหุ้น เติบโต 7% และกรอบดัชนีหุ้นไทยที่ 1,350-1,550 จุด หากปัจจัยสนับสนุนจากราคาสินค้าโภคภัณฑ์เข้ามาเพิ่มเติม

ตลท. ชู 'หุ้นปันผล-โครงการ JUMP+' สู้ SET INDEX ผันผวน ปมพิษ 'วิกฤติสงคราม'

สำหรับในเชิงกลยุทธ์ การลงทุนยังคงเน้นไปที่หุ้นในกลุ่มสินค้าโภคภัณฑ์และหุ้นที่มี "เงินปันผลสูง" ช่วยลดความผันผวนพอร์ต ขณะที่สินค้าเกษตรคาดปันผลสูงหุ้นในกลุ่มที่อิงเมื่อเข้าสู่ช่วงฤดูร้อนกลุ่มเครื่องดื่มมีแนวโน้มได้รับแรงหนุนจากช่วงไฮซีซัน รวมถึงกลุ่มธนาคารที่ยังได้ประโยชน์จากดอกเบี้ยในระดับสูง และหุ้นกลุ่มธนาคารยังคงมีความน่าสนใจ โดยเฉพาะธนาคารที่ให้ Yield ดี

และอีกหนึ่งประเด็นสำคัญที่ถูกจับตา "โครงการ JUMP+" ซึ่งถูกออกแบบมาเพื่อยกระดับศักยภาพการเติบโตของบริษัทจดทะเบียน ผ่านการนำเสนอแผนธุรกิจที่สามารถสร้างกำไรเพิ่มในอนาคต โดยมีนักวิเคราะห์เข้ามามีบทบาทในการประเมินความเป็นไปได้ และต้องผ่านการเห็นชอบจากคณะกรรมการบริษัท ทำให้แผนดังกล่าวมีความน่าเชื่อถือมากขึ้น โครงการนี้จึงถูกมองว่าเป็นกลไกในการสร้างโอกาสใหม่ให้กับนักลงทุนในการค้นหาหุ้นที่มีศักยภาพเติบโตในระยะยาว

ทิวา ชินธาดาพงศ์ นายกสมาคมนักลงทุนประเทศไทย กล่าวว่า ตลาดหุ้นไทย ปีนี้นักวิเคราะห์ประเมินไว้ที่ระดับ 95 บาทต่อหุ้น ใกล้เคียงกับช่วงปี 2565 ที่เศรษฐกิจมีเสถียรภาพ และยังมีโอกาสปรับเพิ่มขึ้นได้เล็กน้อย จากแรงหนุนกลุ่มสินค้าโภคภัณฑ์ สะท้อนหุ้นไทยยังมีศักยภาพเติบโต หากสามารถคัดเลือกหุ้นได้อย่างเหมาะสม

ตลท. ชู 'หุ้นปันผล-โครงการ JUMP+' สู้ SET INDEX ผันผวน ปมพิษ 'วิกฤติสงคราม'

นอกจากนี้ "โครงการ JUMP+" เป็นอีกหนึ่งกลไกที่น่าสนใจ เนื่องจากบริษัทที่เข้าร่วมจะต้องนำเสนอแผนธุรกิจต่อคณะกรรมการโดยตรง ทำให้การประเมินศักยภาพไม่ได้เป็นเพียงการตั้งเป้าหมายการเติบโตแบบลอยๆ แต่มีการพิจารณาเชิงลึกถึงที่มาที่ไปของธุรกิจ จึงมองว่า เป็นโครงการที่มีคุณภาพ และอาจเป็นแหล่งค้นหาหุ้นซ่อนมูลค่าที่มีโอกาสเติบโตในอนาคตสำหรับนักลงทุน

ขณะที่ ปัจจัยในประเทศยังต้องติดตามความชัดเจนของนโยบายภาครัฐ คาดว่าภายในต้นเดือนเม.ย. 2569 มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ เช่น "คนละครึ่งพลัส" และการเร่งเบิกจ่ายงบประมาณที่ค้างอยู่ 3-4 แสนล้านบาท อาจเข้ามาช่วยพยุงเศรษฐกิจฐานราก รวมถึงสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนต่างชาติ

ทั้งนี้ ยังเชื่อว่า ธีมการลงทุนหลังการเมืองมีเสถียรภาพ ซึ่งเคยดึงดูดเงินทุนต่างชาติยังคงมีอยู่ เพียงแต่ถูกบดบังด้วยปัจจัยสงครามในระยะสั้น หากสถานการณ์คลี่คลาย เงินทุนมีโอกาสไหลกลับเข้าสู่ตลาดหุ้นไทย โดยเฉพาะหุ้นที่มีอัตราผลตอบแทนเงินปันผลสูงซึ่งสามารถเป็นสินทรัพย์หลบภัยได้ในภาวะผันผวน

ธนเดช รังษีธนานนท์ ผู้บริหารสูงสุด ฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บริษัทหลักทรัพย์ พาย จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ความขัดแย้งระหว่างอิหร่านและอิสราเอลมีแนวโน้มจะยืดเยื้อไปตลอดทั้งปี จากเป็นการต่อสู้เพื่อความอยู่รอดเชิงโครงสร้างและศักดิ์ศรี ซึ่งจะส่งผลให้ราคาพลังงาน ทั้งน้ำมัน และก๊าซธรรมชาติ ยืนตัวในระดับสูงต่อเนื่อง

ตลท. ชู 'หุ้นปันผล-โครงการ JUMP+' สู้ SET INDEX ผันผวน ปมพิษ 'วิกฤติสงคราม'

ดังนั้น ปัจจัยดังกล่าวจะกดดันให้ประเทศไทยเข้าสู่ยุค Stagflation หรือภาวะที่เงินเฟ้อพุ่งสูงขึ้น ในขณะที่เศรษฐกิจเติบโตในระดับต่ำ

นอกจากนี้ ประเมินว่า ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) อาจไม่สามารถปรับขึ้นดอกเบี้ยตามเงินเฟ้อได้เพราะจะซ้ำเติมเศรษฐกิจ แต่อาจต้องแลกกับการที่เงินบาทมีแนวโน้มอ่อนค่าลงหากดอลลาร์สหรัฐยังแข็งค่าต่อเนื่องเป้าหมายดัชนีฯ เหมาะสมระดับ 1,450-1,500 จุด และมองจุดรับสำคัญกรณีเลวร้ายไว้ที่ 1,330 จุด

โดยกางกลยุทธ์ "Playbook" ลุย-รับ-ถอย เพื่อให้พอร์ตการลงทุนอยู่ "รอด" ในภาวะผันผวน 1. กลุ่มลุย/ยึดครอง เน้นหุ้นพลังงานต้นพร้อมจ่ายปันผลสม่ำเสมอ 5-6% 2. กลุ่มตั้งรับ ซึ่งเน้นหุ้นที่มีกระแสเงินสดแข็งแกร่งและจ่ายปันผลสูง "กลุ่มธนาคาร" แนะนำแบงก์ใหญ่ที่มีสำรองหนี้และเงินกองทุนสูงพร้อมควักเงินสะสมออกมาจ่ายปันผลเพิ่มหุ้นซึ่งคาดหวังปันผลได้กว่า 6% "กลุ่มสื่อสาร" แนะนำ ADVANC และ TRUE ในฐานะหุ้นที่มีกระแสเงินสดดีและมีความปลอดภัยสูงในภาวะตลาดผันผวน 3. กลุ่มที่ควรหลีกเลี่ยง กลุ่มที่ได้รับผลกระทบจากต้นทุนพลังงานและกำลังซื้อที่ลดลง

ดร.ปิยศักดิ์ มานะสันต์ หัวหน้านักวิจัยเศรษฐกิจ บริษัทหลักทรัพย์ อินโนเวสท์ เอกซ์ จำกัด กล่าวว่า มองเป้าดัชนีสิ้นปี 2569 อยู่ที่ 1,450-1,480 จุด หากเจรจาสหรัฐ-อิหร่าน ล้มเหลว อาจลดลงที่ 1,320 จุด หากสำเร็จอาจเพิ่มขึ้นแตะ 1,530 จุดได้ โดยแนะนำเน้นคัดเลือกหุ้นที่มีปันผลแกร่งและมีความทนทานต่อสภาวะเศรษฐกิจมีกระแสเงินสดอิสระสูงกว่า 5% รวมถึงมีกำไรทางบัญชีซึ่งต้องแปลงเป็นเงินสดได้รวดเร็วสูงกว่า 80%

ตลท. ชู 'หุ้นปันผล-โครงการ JUMP+' สู้ SET INDEX ผันผวน ปมพิษ 'วิกฤติสงคราม'

ขณะที่ ปัจจัยในประเทศคาดราคาน้ำมันดิบเฉลี่ยทั้งปี 2569 ปรับเพิ่มขึ้นมาที่ 85 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล และมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นเป็น 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลในไม่ช้า กระทบเศรษฐกิจของประเทศชะลอลงที่ 1.5% จากที่เคยคาดไว้ก่อนหน้านี้ที่ 1.7% และเงินเฟ้อที่มีแนวโน้มขยับขึ้นจาก 0.3% เป็น 1% ส่งผลให้ ธปท. มีข้อจำกัดในการลดดอกเบี้ยมากขึ้น โดยคาดว่าวัฏจักรดอกเบี้ยขาลงอาจสิ้นสุดแล้ว และมีโอกาสเห็นทิศทางดอกเบี้ยขาขึ้นภายในปีหน้าหากเงินบาทมีแนวโน้มอ่อนค่ามากเกินไป

สรพล วีระเมธีกุล ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ หัวหน้าทีมกลยุทธ์การลงทุน บริษัทหลักทรัพย์ กสิกรไทย จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า หัวใจสำคัญตลาดหุ้นไทย ในขณะนี้ขึ้นอยู่กับว่า ฟันด์โฟลว์ จะไหลกลับมาหรือไม่หลังจากจบวิกฤติ เนื่องจากหุ้นไทยมีความเสี่ยงรับผลกระทบจากปรากฏการณ์ที่นักลงทุนเทขายสินทรัพย์ในตลาดหุ้นเอเชียและหันไปลงทุนในตลาดสหรัฐ หรือเซลล์เอเชียจากวิกฤติความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ส่งผลต่อราคาพลังงานเพิ่มขึ้น

ตลท. ชู 'หุ้นปันผล-โครงการ JUMP+' สู้ SET INDEX ผันผวน ปมพิษ 'วิกฤติสงคราม'

ในช่วงที่ผ่านมาฟันด์โฟลว์ไหลออกจากตลาดหุ้นไทยแล้วกว่า 4 หมื่นล้านบาท จากเคยเข้ามา 6 หมื่นล้านบาทช่วงก่อนนี้สะท้อนผ่านเงินดอลลาร์ที่เริ่มแข็งค่าขึ้นสอดคล้องบอนด์ยีลด์ที่เพิ่มขึ้นตามความเสี่ยง จากนักลงทุนมองตลาดสหรัฐอาจได้รับผลกระทบด้านรายได้จากต้นทุนพลังงานที่เพิ่มขึ้นน้อยกว่าตลาดอื่นๆ สวนทางกับไทยที่ได้รับผลกระทบรุนแรงกว่า

ขณะที่ ได้แบ่งผลกระทบออกเป็น "3 ฉากทัศน์" (Scenarios) "กรณีจบภายใน 1 เดือน" เป้าหมายดัชนีฯ อยู่ที่ 1,480 จุด โดยมีจุดเข้าซื้อที่คุ้มค่าบริเวณ 1,410 จุด "กรณีลากยาว 3 เดือน" มีโอกาสเกิดขึ้นสูงที่สุดเป้าหมายดัชนีฯ จะลดลงเหลือ 1,385 จุด ควรพิจารณาเข้าซื้อที่ระดับ 1,320 จุด "กรณีบานปลาย 12 เดือน" เป็นสถานการณ์เลวร้ายที่สุดที่ต้องเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด

ดังนั้น ปรับกลยุทธ์ "Rotation" สู่กลุ่ม Investment และ War Hedging จากข้อจำกัดด้านหนี้สาธารณะและภาวะเงินเฟ้อขาขึ้น โดยแนะนำให้นักลงทุนปรับพอร์ตการลงทุนจากกลุ่มที่เน้นการบริโภคในประเทศ ไปสู่กลุ่มการลงทุนและหุ้นที่ทนทานต่อต้นทุนพลังงาน