บลจ. บัวหลวง ไขปริศนา 'หุ้นเอเชีย' เฟ้นหาขุมทรัพย์ ปั้นพอร์ตลงทุนโต

บลจ. บัวหลวง ไขปริศนา 'หุ้นเอเชีย' เฟ้นหาขุมทรัพย์ ปั้นพอร์ตลงทุนโต

บลจ. บัวหลวง และธนาคารกรุงเทพ ร่วมกับพันธมิตร จัดงาน BBLAM's Asia Plenary Fund Series ภายใต้แนวคิด Demystifying Asia's Growth Opportunities for 2024 and Beyond: ไขปริศนาโอกาสเติบโตของทวีปเอเชียในปี 2567 และอนาคตข้างหน้า

บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนรวม บัวหลวง จำกัด หรือ BBLAM และ ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) หรือ BBL ร่วมกับพันธมิตรที่มีความชำนาญการลงทุนในภูมิภาคเอเชีย ได้แก่ Allianz Global Investor, Invesco, Nomura Asset Management, Nippon Life India และ Kotak Mahindra จัดงาน BBLAM's Asia Plenary Fund Series ภายใต้แนวคิด Demystifying Asia's Growth Opportunities for 2024 and Beyond: ไขปริศนาโอกาสเติบโตของทวีปเอเชียในปี 2567 และอนาคตข้างหน้า เพื่อเป็นข้อมูล Insights, Investment Perspective ให้กับนักลงทุน

พีรพงศ์ จิระเสวีจินดา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บลจ.บัวหลวง (BBLAM) กล่าวว่า หลังโควิด-19 ผ่านพ้นไป ทุกอย่างกลับมาเป็นปกติ และตั้งแต่ต้นปีนี้ นักลงทุนยังเต็มเปี่ยมไปด้วยความหวังและมองโลกในแง่ดี แต่ไม่นานมานี้ จะได้ยินแต่คำว่า Lower for longer มาถึงวันนี้ ที่มีแต่ผู้คนพูดว่า "Higher for longer" เผชิญกับสิ่งที่ไม่คาดคิดมาก่อน "ภาวะเงินเฟ้อสูง ดอกเบี้ยสูงยาวนาน" และที่น่าตกใจ เมื่อเห็นอัตราผลตอบแทนของตราสารหนี้ (Bond Yield) ปรับขึ้นมาระดับสูงสุดในรอบ 16 ปี ต้องยอมรับว่า ณ วันนี้ ผลตอบแทนการลงทุน "ตลาดเอเชีย" ในหลายๆ ประเทศ ไม่ได้เป็นไปตามคาด ทำให้นักลงทุนผิดหวัง เต็มไปด้วยความผันผวน ความสับสน ความไม่แน่นอนมากมาย บางตลาดถึงขั้นปรับตัวลงเข้าสู่ Bear Market ทำให้เชื่อว่าการลงทุนในภูมิภาคเอเชียยังคงคำถามอีกมากมายอยู่ในใจนักลงทุน เช่น จีนยังลงทุนได้ไหม ? China Dream จบแล้วใช่ไหม ? ควรเพิ่มสัดส่วนลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยงหรือไม่ ? หุ้นกลุ่มเทคโนโลยี ยังให้ผลตอบแทนดีต่อไปในปีหน้าหรือไม่ ?  

อัตราผลตอบแทนที่นักลงทุนอยากได้จากการลงทุนในตราสารหนี้จะเพิ่มสูงขึ้นอีกไหม ? สงครามที่เกิดขึ้นในตะวันออกกลางระหว่างอิสราเอลกับกลุ่มฮามาส และสงครามระหว่างรัสเซียกับยูเครน จะจบลงในรูปแบบใดและเมื่อไหร่ ? แต่สำหรับ "นักลงทุนสถาบัน" และ "ผู้จัดการกองทุน" กลับมองว่าเป็นโอกาสหาไอเดียการลงทุนใหม่ๆ และแสวงหา Alpha ได้จากการลงทุนในภูมิภาคเอเชีย

เมื่อพระอาทิตย์ขึ้นที่เอเชีย

ดังนั้น การลงทุนใน "ภูมิภาคเอเชีย" นักลงทุนควรได้รับความเข้าใจอย่างถ่องแท้ จาก Investment Partners ถึงการเติบโตในอนาคตข้างหน้า รวมถึงทิศทางและจุดหมายของการลงทุนจะเป็นไปในทิศทางใดในปี 2567

ดร.มิ่งขวัญ ทองพฤกษา Chief Economist บลจ.บัวหลวง กล่าวว่า ปี 2023 เป็นปีที่ท้าทายสำหรับการลงทุนในเกือบทุกสินทรัพย์ เนื่องด้วยปัจจัยทางเศรษฐกิจมหภาคไม่เอื้ออำนวย เราไม่สามารถใช้ข้อมูลเชิง Macroeconomics ในการกำหนดกลยุทธ์การลงทุนได้ง่ายเท่าเมื่อก่อน เพราะจากปีนี้เป็นต้นไป ไม่มีสภาพคล่อง ไม่มีดอกเบี้ยต่ำ เป็นตัวหนุนการลงทุนอีกแล้ว นอกจากนั้น Event Risk เช่น สงคราม และความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ยังเป็นชนวนต่อความผันผวนในตลาด ซึ่งมีผลต่ออารมณ์ของนักลงทุนด้วย 

บลจ. บัวหลวง ไขปริศนา 'หุ้นเอเชีย' เฟ้นหาขุมทรัพย์ ปั้นพอร์ตลงทุนโต

เมื่อเราไม่สามารถเล่น "ท่าง่าย" ในการกำหนดจังหวะการลงทุน BBLAM จึงปรับเปลี่ยนมาใช้ "ท่ายาก" เพื่อเฟ้นหาโอกาสที่จะได้ผลตอบแทน ปีนี้เป็นปีที่ใช้ข้อมูลเชิงอุตสาหกรรมผนวกกับข้อมูลเชิงประเทศเป็นตัวกรองในชั้นที่ละเอียดขึ้น เพื่อเฟ้นหาอุตสาหกรรมในประเทศที่ยังเติบโตได้ดี เช่น อุตสาหกรรม Apparels ที่ดูเหมือนจะเป็นอุตสาหกรรมตะวันตกดิน หรือ Sunset Industry ในหลายๆ ประเทศ แต่อุตสาหกรรมนี้กลับเป็นอุตสาหกรรมตะวันขึ้น หรือ Sunrise Industry ในเวียดนาม กลุ่มของสิ่งทอ โดยเฉพาะกลุ่ม High - Fashion การเติบโตของ Sub - Industry นี้ สะท้อนการเติบโตของรายได้และความกินดีอยู่ดีของชาวเวียดนาม เราไม่ได้มองเวียดนามในฐานะของการเป็นประเทศฐานผลิตอีกต่อไป แต่เวียดนาม คือ ประเทศที่มีศักยภาพที่จะกลายเป็นผู้บริโภคหลักของภูมิภาคในอนาคต

"ในอดีตทุกปีจะมีประเทศในเอเชียอย่างน้อยหนึ่งประเทศ ไม่ว่าจะเป็น จีน อินเดีย และญี่ปุ่น ที่ให้ผลตอบแทนโดดเด่น ซึ่งด้วยตัวกรองที่ละเอียดขึ้น ทั้ง Cross - Industry ผนวกกับ Cross-Country นี้ BBLAM จะใช้เป็นปัจจัยในการกำหนด กลยุทธ์การลงทุนเพื่อเฟ้นหาอุตสาหกรรมในประเทศศักยภาพของเอเชียที่จะ Outperform ในปี 2024 และในปีต่อๆ ไป"

เคน ลิน หัวหน้าฝ่ายตัวกลางธุรกิจฮ่องกง และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ Invesco กล่าวถึง Asia 2567 - Where will the Dragon Soar ว่า ท่ามกลางความเสี่ยงไม่คาดคิดของปีนี้ แต่ยังเชื่อว่าระยะข้างหน้า "เศรษฐกิจภูมิภาคเอเชีย" เติบโตสูงสุด มาจากนโยบายต่างๆ ของหลากหลายประเทศ ออกมากระตุ้นเศรษฐกิจและการท่องเที่ยว ชนชั้นกลางมีรายได้สูงขึ้น สถานการณ์เงินเฟ้อในเอเชียยังต่ำ จะเป็นแรงหนุนการปรับตัวขึ้นของกำไรบริษัทจดทะเบียน (บจ.) ในเอเชีย

ขณะเดียวกัน "การลงทุนในวิกฤติ เป็นโอกาสที่ทำเงิน" และ "การลงทุนระยะยาวมีโอกาสให้ผลตอบแทนที่ดี" สะท้อนจากดัชนี MSCI AC Asia ex Japan ช่วง 25 ปีที่ผ่านมา (ปี 2541 - 2566) มีผลตอบแทน 5.8% และ Invesco Asian Equity Fund มีผลตอบแทนถึง 10.7% 

บลจ. บัวหลวง ไขปริศนา 'หุ้นเอเชีย' เฟ้นหาขุมทรัพย์ ปั้นพอร์ตลงทุนโต

ทั้งนี้ Invesco จะกำหนดนโยบายการลงทุนในเอเชียแบบเฉพาะเจาะจง มุ่งสร้างผลตอบแทนต่อปี ระดับ 10% ขึ้นไป เน้นการเฟ้นหาหุ้นที่มีราคาเหมาะสม ลงทุนระยะ 3-5 ปี และกระจายการลงทุนต่อเนื่อง ในพอร์ตจะมีหุ้นราว 50 - 60 ตัว

มีกลยุทธ์การจับจังหวะการลงทุน "ซื้อในราคาที่ต่ำ และขายในราคาที่สูง" มุมมองการลงทุนในเอเชียระยะข้างหน้า "ปรับเพิ่มน้ำหนักลงทุน" ใน อินเดีย เกาหลีใต้ จีน มีโอกาสเติบโต "ปรับลดน้ำหนักลงทุน" ในไต้หวัน อินโดนีเซีย หลังจากราคาหุ้นปรับตัวขี้นมากแล้ว

"หุ้น NASDAQ สหรัฐฯ ช่วงที่ผ่านมา แม้ยากลำบาก ยังให้ผลตอบแทนดีอยู่ แต่เมื่อเห็นเอเชียยังมีโอกาสหาหุ้นที่ดี นักลงทุนควรจะกระจายการลงทุนและเฟ้นหาแกะดำ ตัวที่ทำเงินให้ได้ด้วย"

เฟ้นหา "หุ้นจีน" ลดเสี่ยงพอร์ตลงทุน

แน่นอนว่า Invesco ยังคงชื่นชอบ "หุ้นจีน" มากที่สุด "เคน" มองว่า "หุ้นจีน" มีกลุ่มธุรกิจที่มีกำไรปรับตัวดี เช่น เทคโนโลยีอินเทอร์เน็ต ประกัน การบริโภค พลังงานกังหันลม และในระยะยาวยังน่าลงทุน จากมาตรการภาครัฐหนุนเศรษฐกิจเติบโตและงบการเงินของธุรกิจยังดูดี

"แม้หุ้นจีนตอนนี้ มีปัจจัยลบกระทบบรรยากาศการลงทุนอยู่ โดยเฉพาะปัญหาหนี้ภาคอสังหาริมทรัพย์ แต่เชื่อว่าทางการจีน รัฐบาลจีนจะพยายามหาแนวทางสร้างความสมดุลและการกระจายการเติบโตในส่วนต่างๆ ให้ดีขึ้นได้"

ซาร่าห์ เลียน ผู้ชำนาญการสินค้าอาวุโส Allianz Global Investors กล่าวว่า China's Innovation Pathway ว่า ตลาดหุ้นจีน ยังเป็นตลาดหลักของภูมิภาคเอเชีย และยังมีโอกาสในปี 2567 เพียงแต่ "ต้องเลือกให้แม่นยำขึ้น"

"สำหรับหุ้นจีนที่ยังมีราคาต่ำเป็นเพชรเม็ดงามน่าลงทุน ได้แก่ เฮลท์แคร์ ไอที โทรคมนาคม ที่ใช้กลยุทธ์ลงทุนเข้าซื้อในราคาต่ำ ขายราคาที่สูง ถึงแม้บอกไม่ได้ว่าจุดที่ราคาหุ้นต่ำอยู่ตรงส่วนไหน แต่เรามองว่าราคาหุ้นจีนในปัจจุบัน น่าเข้าลงทุนเพื่อผลตอบแทนที่สูงขึ้นในระยะข้างหน้า และที่สำคัญหุ้นจีนยังควรมีอยู่ในพอร์ตลงทุน เพื่อช่วยกระจายความเสี่ยงและลดความเสี่ยงของพอร์ตลงทุน เพราะว่าหุ้นจีนมีความหลากหลาย ไม่ว่าในภาวะที่ดีหรือไม่ดี และยังมีส่วนที่เชื่อมโยงกับสินทรัพย์การลงทุนส่วนอื่นๆ น้อยมาก"

"อินเดีย" แลนด์มาร์กใหม่การลงทุนระยะยาว

อังกิต สันเชติ ผู้จัดการการลงทุน กลยุทธ์การลงทุนหุ้น Kotak Mahindra Asset Management กล่าวถึง Incredible India: Finding Opportunities in the World's Leading Growth Market amidst Global Uncertainties ว่า อินเดียเป็นโอกาสลงทุนระยะยาวที่มาพร้อมกับการปฏิรูปเศรษฐกิจครั้งใหม่ ขณะที่การเลือกตั้งอินเดีย ที่จะเกิดขึ้นในปีหน้า อาจเป็นความเสี่ยงที่นักลงทุนกำลังจับตา หากไม่เป็นตามที่ตลาดคาด ทำให้ยังมีความผันผวนได้บ้าง แต่ยังมองการลงทุนหุ้นอินเดียเป็นการเล่นเกมระยะยาว และด้วยราคาหุ้นน่าจะยังไม่เปลี่ยนแปลงมาก หรือทรงตัวในปี 2567 โดยแนะนักลงทุน คว้าโอกาสนี้ไว้ "ปรับพอร์ต มีหุ้นอินเดียมาเป็นส่วนหนึ่ง" เพื่อสร้างผลตอบแทนระยะกลางถึงยาว มีธีมการลงทุนน่าสนใจระยะสั้น เช่น การเงิน ค้าปลีก ท่องเที่ยว การผลิตจากรายได้ต่อหัวประชาการที่ปรับเพิ่มขึ้นจากการเติบโตทางเศรษฐกิจ ส่วนระยะกลางถึงยาว จากปัจจัยหนุน เช่น การลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน (สนามบิน ระบบรางรถไฟ ถนน) เพื่อเชื่อมต่อระบบเมือง การพัฒนา ยานยนต์ไฟฟ้า มีแนวโน้มเข้าสู่ตลาดอีวีมากขึ้น และจะมีการลงทุนเพิ่มเติมอีกกว่า 1 หมื่นล้านดอลลาร์ ลงทุนในพลังงานทางเลือกและหมุนเวียน เช่น พลังงานน้ำ ทดแทนการพึ่งพาพลังงานจากต่างประเทศ

ขุดขุมทรัพย์ ใน "ตลาดหุ้นญี่ปุ่น"

เคน นากาโนะ หัวหน้าทีมกองทุนเชิงรุก กลุ่มธุรกิจกองทุนเชิงรุกญี่ปุ่น Nomura Asset Management กล่าวถึง The Land of Rising Stocks: Investing in Japan ว่า หุ้นญี่ปุ่น แม้จะไม่หมือนหุ้นสหรัฐแต่ยังเป็นหุ้นที่มีมูลค่า นักลงทุนมีแนวคิดลงทุนแบบเน้นคุณค่ามากกว่าราคา อย่าง "วอร์เรน บัฟเฟตต์" ยังตัดสินใจเข้ามาลงทุนเพิ่มสัดส่วนลงทุนในบริษัทเทรดดิ้งชั้นนำญี่ปุ่น หนุนราคาหุ้นกระโดดขึ้นเพิ่มเป็น 2 เท่า เราจึงมองการลงทุนในหุ้นญี่ปุ่น เสมือนเป็นการมองหาขุมทรัพย์ที่นักลงทุนควรกลับไปพิจารณา เพราะในโลกการลงทุนที่เปลี่ยนแปลงไป มูลค่าหุ้นญี่ปุ่น ได้รับการถูกปลดล็อกมากขึ้น จะทำให้การลงทุนหุ้นญี่ปุ่น มีผลตอบแทนคุ้มค่าชัดเจนมากขึ้นเช่นกัน

ดังนั้น มุมมองกลยุทธ์ลงทุน "ราคาคือสิ่งที่ต้องจ่าย และมูลค่าคือสิ่งที่จะได้"  หากลงทุนหุ้นญี่ปุ่นในปัจจุบันที่พีอียังน้อยกว่า 20 เท่า คาดว่าจะสามารถให้ ROE 12% หรือสูงกว่าในระยะข้างหน้า นับว่าการให้ผลตอบแทนหุ้นญี่ปุ่น สามารถเทียบเท่าดัชนี SP 500 สหรัฐด้วยราคาหุ้นญี่ปุ่นถูกกว่ามาก

"หุ้นอาเซียน" ไม่ควรมองข้าม 

ดนัย อรุณกิตติชัย ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ บลจ.บัวหลวง (BBLAM) กล่าวถึง Finding Investment Opportunities in Asian Equities ว่า ท่ามกลางแนวโน้มการชะลอตัวของเศรษฐกิจประเทศหลังในปี 2567 เศรษฐกิจอาเซียนยังค่อนข้างมีเสถียรภาพมากกว่า และในสถานการณ์ความขัดแย้งภูมิรัฐศาสตร์ในหลายประเทศ ฝั่งอาเซียนยังได้ประโยชน์ มีเม็ดเงินลงทุนโดยตรงเข้ามากระจายอย่างต่อเนื่อง ส่งผลดีต่อเศรษฐกิจในระยะยาว นอกจากนี้ยังมีปัจจัยสนับสนุนจากแรงกดดันเงินเฟ้อที่ลดลง

แม้ปัจจุบัน "หุ้นอาเซียน" ยังทำผลตอบแทนไม่ดี หรือไม่หวือหวาในปีนี้ แต่ระยะยาวยังคงมีความน่าสนใจ และระดับมูลค่าหุ้นในปัจจุบันที่ถูก โดยดัชนีหลักๆ อย่างเวียดนาม ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา มีผลตอบแทนใกล้เคียงหุ้นสหรัฐ และญี่ปุ่น 

"กลยุทธ์ลงทุนหุ้นอาเซียน เน้นเฟ้นหาธุรกิจที่ได้ประโยชน์ จากแนวโน้มการใช้โมบายแบงก์กิงเพิ่มขึ้นของคนอาเซียน และการย้ายฐานการผลิตมาในอาเซียนมีมุมมองปรับเพิ่มน้ำหนักการลงทุน ในหุ้นอินโดนีเซีย เวียดนาม และไทย กลุ่มอุตสาหกรรมที่น่าสนใจ ได้แก่ กลุ่มแบงก์ เทเลคอม ขณะที่ปรับลดน้ำหนักลงทุน ในหุ้นมาเลเซีย เพราะมีเศรษฐกิจเติบโตช้ากว่าประเทศอื่นในภูมิภาคอาเซียน พิจารณาการลงทุนระยะ 1 - 3 ปีข้างหน้า สามารถสร้างผลตอบแทนมากกว่าตลาด อย่างกองทุนเปิดบัวหลวงหุ้นอาเซียน (B - ASEAN) ทำผลตอบแทน (YTD) 4.2% มากกว่าดัชนีอ้างอิงที่ 2.1% กองทุนเปิดบัวหลวงหุ้นเวียดนาม (B-VIETNAM) ทำผลตอบแทน (YTD) 15.3% มากกว่าดัชนีอ้างอิงที่ 12.4% (ข้อมูล ณ สิ้นกันยายน 2566)"

บลจ. บัวหลวง ไขปริศนา 'หุ้นเอเชีย' เฟ้นหาขุมทรัพย์ ปั้นพอร์ตลงทุนโต