เม็ดเงิน AI ไหลเข้า Memory Chip ทั่วโลก บลจ.แอสเซท พลัส เปิดกองทุน ASP-MEM เจาะหุ้นผู้นำชิปหน่วยความจำ รับโอกาสเติบโตระยะยาว
การเติบโตอย่างก้าวกระโดดของ เทคโนโลยี AI กำลังทำให้ชิปหน่วยความจำ (Memory Chip) กลายเป็นหนึ่งในธุรกิจที่ได้รับความสนใจมากที่สุดในโลก เพราะการทำงานของ AI ไม่ได้อาศัยเพียงชิปประมวลผลที่ทรงพลังเท่านั้น แต่ยังต้องพึ่งพาหน่วยความจำที่สามารถรับ ส่ง และจัดเก็บข้อมูลมหาศาลได้อย่างรวดเร็ว หากหน่วยความจำไม่เพียงพอหรือทำงานได้ช้า ประสิทธิภาพของระบบ AI ทั้งหมดก็จะลดลงทันที
ด้วยเหตุนี้ Memory จึงไม่ได้เป็นเพียงชิ้นส่วนประกอบของคอมพิวเตอร์เหมือนในอดีต แต่ทว่ากำลังก้าวขึ้นมาเป็นโครงสร้างพื้นฐานสำคัญของยุค AI ตั้งแต่ดาต้าเซ็นเตอร์ขนาดใหญ่ไปจนถึงชิปประมวลผลรุ่นใหม่ที่ต้องใช้หน่วยความจำเพิ่มขึ้นหลายเท่าตัว
แนวโน้มดังกล่าวทำให้ Memory กลายเป็นหนึ่งใน “กลุ่มผู้นำของ AI Trade รอบนี้” โดยผลตอบแทนของ Global Memory Index (SOLMEMOP) ตั้งแต่ต้นปีปรับขึ้น 226.3% โดดเด่นกว่าดัชนีหุ้นกลุ่มเซมิคอนดักเตอร์ที่ปรับขึ้น 101.1% และ MSCI ACWI ที่เพิ่มขึ้น 10.4% (ผลตอบแทน ณ วันที่ 30 มิ.ย. 69) สะท้อนว่านักลงทุนกำลังจับตา Memory ในฐานะกลุ่มที่ได้รับอานิสงส์โดยตรงจากการลงทุนด้าน AI
อีกหนึ่งปัจจัยที่สนับสนุนการเติบโตของอุตสาหกรรม Memory มาจากโครงสร้างตลาดที่มีการกระจุกตัวสูง โดยตลาดชิปหน่วยความจำ DRAM ทั่วโลกถูกครอบครองโดยผู้ผลิตรายใหญ่เพียง 3 บริษัท ได้แก่ Samsung Electronics ครองส่วนแบ่งตลาดราว 35%, SK Hynix 30% และ Micron Technology 25% รวมกันคิดเป็นกว่า 90% ของกำลังการผลิตทั้งหมด ส่งผลให้ผู้ผลิตมีอำนาจต่อรองด้านราคา สูงขึ้น เมื่อความต้องการจากอุตสาหกรรม AI เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว
ขณะเดียวกัน Memory กำลังกลายเป็น “ผู้ชนะของ AI Capex Cycle” เมื่อเม็ดเงินลงทุนด้าน AI ของกลุ่ม Hyperscalers เช่น Amazon, Google, Meta, Microsoft และ Oracle ก็กำลังไหลเข้าสู่ธุรกิจหน่วยความจำเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ โดยสัดส่วนงบลงทุนที่ใช้กับ Memory เพิ่มจากประมาณ 7.8% ในปี 2023 และ 7.7% ในปี 2024 เป็น 13.5% ในปี 2025 ก่อนคาดว่าจะพุ่งเป็น 30% ในปี 2026 และแตะ 36.2% ในปี 2027 สะท้อนว่า Memory กำลังก้าวขึ้นมาเป็นหัวใจสำคัญของโครงสร้างพื้นฐาน AI และเป็นหนึ่งในกลุ่มที่ได้รับอานิสงส์โดยตรงจากวัฏจักรการลงทุนครั้งใหม่นี้
ทั้งนี้ การเติบโตของ AI กำลังผลักดันความต้องการชิปหน่วยความจำเพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดด โดยเฉพาะ HBM (High Bandwidth Memory) ที่กลายเป็นหัวใจสำคัญของระบบ AI ยุคใหม่ ตัวอย่างเช่น ชิป AI รุ่นใหม่อย่าง Nvdia R200 Rubin ต้องใช้ HBM มากขึ้นอย่างก้าวกระโดด เพิ่มขึ้นราว 7 เท่าจากรุ่น A100 ในปี 2020 ขณะที่ระบบเซิร์ฟเวอร์และคลัสเตอร์สำหรับฝึก AI ก็ต้องใช้หน่วยความจำเพิ่มขึ้นหลายสิบถึงหลายพันเท่า สะท้อนว่าความต้องการ Memory กำลังเติบโตเร็วกว่าศักยภาพการผลิตของอุตสาหกรรม
อย่างไรก็ตาม ผู้ผลิตชิปหน่วยความจำรายใหญ่ของโลกอย่าง Samsung, SK Hynix และ Micron ต่างส่งสัญญาณตรงกันว่า ภาวะขาดแคลนชิป Memory ไม่ใช่ปัญหาระยะสั้น มีแนวโน้มยืดเยื้อไปจนถึงปี 2030 หลังความต้องการจากพอุตสาหกรรม AI เติบโตเร็วกว่าการขยายกำลังการผลิต จึงคาดว่าตลาด ชิป Memory จะตึงตัวมากขึ้นในปี 2027 ส่งผลให้ราคาอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ มีแนวโน้มทรงตัวในระดับสูงต่อเนื่อง
อย่างไรก็ตามผู้ผลิตชิปรายใหญ่ยังเร่งปรับโมเดลธุรกิจจากการขายแบบสินค้าโภคภัณฑ์ไปสู่การทำ สัญญาซื้อขายระยะยาว 3-5 ปี เพื่อรับประกันทั้งปริมาณการส่งมอบและราคา โดย Samsung, SK Hynix และ Micron ต่างอยู่ระหว่างการทำข้อตกลงกับลูกค้ารายใหญ่อย่าง Microsoft, Google และ AMD การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวช่วยลดความผันผวนของรายได้ เพิ่มอำนาจการกำหนดราคา และสะท้อนว่าอุตสาหกรรม Memory กำลังก้าวเข้าสู่รอบการเติบโตเชิงโครงสร้างที่ได้รับแรงหนุนจากการลงทุนด้าน AI ในระยะยาว
สำหรับกำไรต่อหุ้น (EPS) ของกลุ่ม Memory ในปี 2026 มีแนวโน้มเติบโตสูงถึง 384% เมื่อเทียบกับปีก่อน สูงกว่ากลุ่มเซมิคอนดักเตอร์โดยรวมที่คาดว่าจะเติบโต 98% และสูงกว่าตลาดหุ้นโลก ซึ่งคาดว่าจะเติบโตเพียง 18% สะท้อนถึงอานิสงส์โดยตรงจากความต้องการชิปหน่วยความจำที่เพิ่มขึ้นตามการขยายตัวของ AI และดาต้าเซ็นเตอร์ทั่วโลก
อย่างไรก็ตาม แม้ราคาหุ้นกลุ่ม Memory จะปรับตัวขึ้นอย่างโดดเด่นในช่วงที่ผ่านมา แต่ทว่าระดับมูลค่ายังถือว่าไม่สูงเมื่อเทียบกับศักยภาพการเติบโต โดยในปี 2026 หุ้น Samsung Electronics มีค่า P/E คาดการณ์อยู่ที่ 8.1 เท่า ขณะที่ SK Hynix อยู่ที่ 9.5 เท่า ซึ่งยังต่ำกว่าดัชนีหุ้นกลุ่มเซมิคอนดักเตอร์ SOXX ที่มีค่า P/E สูงถึง 32.1 เท่า สะท้อนว่าหุ้นกลุ่ม Memory ยังมี Discount เมื่อเทียบกับอัตราการเติบโตของกำไร (ข้อมูล ณ วันที่ 22 มิ.ย. 69)
เพื่อรองรับโอกาสการเติบโตดังกล่าวบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน แอสเซท พลัส จำกัด ได้จัดตั้งกองทุนเปิด แอสเซทพลัส เมมโมรี่ ชิป อิควิตี้ ห้ามขายผู้ลงทุนรายย่อย (ASP-MEM) ซึ่งกลยุทธ์ของกองทุนถูกออกแบบให้รองรับรอบขาขึ้นเชิงโครงสร้างของอุตสาหกรรมหน่วยความจำโดยจัดสรรเงินลงทุนในกองทุนหลักสัดส่วน 80–100% และคัดเลือกหุ้นเพื่อลงทุนตรงสัดส่วนไม่เกิน 20% เพื่อให้สามารถเข้าร่วมการเติบโตของธีม AI และหน่วยความจำได้อย่างเต็มที่ และเพิ่มโอกาสสร้างผลตอบแทนได้
กองทุนหลักที่ ASP-MEM เข้าไปลงทุน คือ Roundhill Memory ETF (Ticker: DRAM) ซึ่งเป็น Active ETF ที่มุ่งลงทุนในบริษัทผู้ผลิตชิปหน่วยความจำชั้นนำ ผ่านการคัดเลือกบริษัทที่มีรายได้หรือกำไรอย่างน้อย 50% มาจากธุรกิจ Memory ทำให้เป็นกองทุนลักษณะ Pure Play ที่เปิดโอกาสให้นักลงทุนเข้าถึงธีมการเติบโตของอุตสาหกรรม Memory ได้โดยตรง
ในด้านการกระจายการลงทุน กองทุนมีลักษณะค่อนข้างกระจุกตัวสูง โดยเน้นลงทุนในกลุ่ม Information Technology เป็นหลัก ขณะที่การลงทุนรายประเทศกระจุกตัวอยู่ในประเทศผู้นำอุตสาหกรรมชิปหน่วยความจำของโลกได้แก่ เกาหลีใต้ 49.0%, สหรัฐอเมริกา 39.5%, ญี่ปุ่น 4.4% และอื่นๆ7.1% สะท้อนว่ากองทุนมุ่งลงทุนในศูนย์กลางการผลิตและพัฒนาเทคโนโลยี Memory ระดับโลกเป็นหลัก (ข้อมูล ณ วันที่ 30 มิ.ย. 26)
สำหรับหลักทรัพย์ที่กองทุนให้น้ำหนักสูงสุด ได้แก่ Micron สัดส่วน 25.81%, Samsung Electronics 25.04%, SK Hynix 23.99%, Sandisk 5.21% และ Kioxia Holdings 4.36%, นอกจากนี้ยังลงทุนในบริษัทชั้นนำของอุตสาหกรรมอย่าง Seagate, Western Digital, Giga Device และ Nanya Technology หลัก (ข้อมูล ณ วันที่ 30 มิ.ย. 26) ซึ่งล้วนเป็นผู้เล่นสำคัญในห่วงโซ่อุปทานของอุตสาหกรรมชิปหน่วยความจำ และได้รับอานิสงส์โดยตรงจากการเติบโตของเทคโนโลยี AI และการลงทุนด้านดาต้าเซ็นเตอร์ทั่วโลก
โดยภาพรวม ธีม Memory ไม่ได้เป็นเพียงส่วนหนึ่งของอุตสาหกรรมเทคโนโลยีอีกต่อไป แต่กำลังก้าวขึ้นมาเป็น “แกนหลักของ AI Economy” จากบทบาทสำคัญในการรองรับการประมวลผลและการจัดเก็บข้อมูลของ AI ในระดับโลก ขณะที่ ASP-MEM ถูกออกแบบมาเพื่อสะท้อนการเปลี่ยนผ่านเชิงโครงสร้างครั้งนี้ ผ่านการลงทุนในผู้นำธุรกิจชิปหน่วยความจำที่มีแนวโน้มได้รับประโยชน์จากรอบการเติบโตระยะยาวของ AI
คำเตือน: ผลการดำเนินงานในอดีต มิได้เป็นสิ่งยืนยันถึงผลการดำเนินงานในอนาคต
ผู้ลงทุน "โปรดทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทนและความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุน"
กองทุนนี้เสนอขายเฉพาะผู้ลงทุนสถาบัน ผู้ลงทุนรายใหญ่ (High Net Worth) และผู้ลงทุนรายใหญ่พิเศษ (Ultra High Net Worth) เท่านั้น
กองทุนนี้ลงทุนกระจุกตัวในหมวดอุตสาหกรรม Information Technology จึงมีความเสี่ยงที่ผู้ลงทุนอาจสูญเสียเงินลงทุนจำนวนมาก กองทุนมีนโยบายป้องกันความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนตามดุลยพินิจผู้จัดการกองทุน ผู้ลงทุนอาจขาดทุนหรือได้รับกำไรจากอัตราแลกเปลี่ยนหรือได้รับเงินคืนต่ำกว่าเงินลงทุนเริ่มแรกได้


