background-default

วันพฤหัสบดี ที่ 15 มกราคม 2569

Login
Login

InterGOLD วิเคราะห์ราคาทองครึ่งปีหลัง แนวโน้มจะรุ่งหรือร่วง

InterGOLD วิเคราะห์ราคาทองครึ่งปีหลัง แนวโน้มจะรุ่งหรือร่วง

"เศรษฐวัชร์ พุทธทิพย์" นักวิเคราะห์ทองคำ บริษัท อินเตอร์โกลด์ โกลด์เทรด จำกัด เขียนบทความ "InterGOLD วิเคราะห์ราคาทองครึ่งปีหลัง แนวโน้มจะรุ่งหรือร่วง" โดยมีรายละเอียดดังนี้

ในช่วงต้นปีที่ผ่านมา ถือเป็นปรากฏการณ์ที่ไม่ได้เจอกันบ่อยๆ ในตลาดการ ลงทุนทองคำ เมื่อ ราคาทองคำ เกิดความผันผวนอย่างหนัก โดยราคาวิ่งจาก 33,000 บาท/บาททอง ในช่วงต้นปี ไปจนถึงจุดสูงสุดที่ 42,000 บาท/บาททอง ภายในเวลาแค่ไม่ถึง 2 เดือน และที่สำคัญยังเริ่มเห็นภาพการยืนอย่างแข็งแกร่งเหนือราคา 40,000 บาท/บาททอง มาตลอดครึ่งปีแรกเลยทีเดียว

คำถามที่หลายคนสงสัยกันก็คือ นี่คือฐานใหม่ของราคาทองคำ? หรือในท้ายที่สุดมันคือการขึ้นระยะสั้นราคาทองคำ ที่อาจจะมีการพักตัวแรงหลุด 40,000 บาท/บาททอง มาอีกครั้ง บทความนี้ อินเตอร์โกลด์ จะชวนมาหาคำตอบไปพร้อมๆ กัน

นักวิเคราะห์จากอินเตอร์โกลด์ มองว่า ในครึ่งปีหลังนี้จะเป็นช่วงที่ค่อนข้างท้าทายต่อราคาทองคำและนักลงทุนทองคำเป็นอย่างมาก ถึงแม้ว่าในช่วงก่อนสิ้นปีจะมีสัญญาณดีที่ว่า ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) จะลดอัตราดอกเบี้ยอย่างน้อย 1 ครั้ง แต่ก็ต้องเดาใจตลาดกันอีกทีว่า ลด 1-2 ครั้ง มันน้อยไปหรือไม่ ถ้าออกมาเป็นทางน้อยไปและ เงินเฟ้อ ก็ยังไม่ลงราคาทองคำก็อาจจะโดนทุบได้ แต่ถ้าตลาดมองว่าการลด 1-2 ครั้ง เหมาะสมแล้ว ราคาทองคำก็สามารถยืนฐาน 40,000 บาท/บาททอง ได้อยู่และวิ่งขึ้นต่อได้ไม่ยากเช่นกัน

InterGOLD วิเคราะห์ราคาทองครึ่งปีหลัง แนวโน้มจะรุ่งหรือร่วง

สิ่งที่ต้องติดตามในช่วงครึ่งปีหลัง 2567

1. ปัจจัยด้านอัตราดอกเบี้ยของสหรัฐ

ปัจจัยด้านนี้ กล่าวได้ว่าเป็นปัจจัยที่สำคัญที่สุดก็คงจะไม่ผิดอะไร และนอกจากจะกระทบกับ ราคาทองคำ แล้ว ก็ยังกระทบกระแสเงินทั่วโลก หรือพูดง่ายๆ ว่าสินทรัพย์ทั่วทั้งโลกต่างวิ่งขึ้นลงตามอัตราดอกเบี้ยของสหรัฐ และปัจจัยนี้เองที่นักลงทุนควรยึดเป็นหลักเพราะเป็นสิ่งที่ติดตามได้ง่ายที่สุด

เนื่องจากนโยบายดอกเบี้ยจะประกาศมาเป็นตัวเลขที่เป็นการคาดการณ์ โดยอย่างล่าสุดในเดือนมิถุนายน สิ่งที่รู้ก่อนเลยก็คือดอกเบี้ยยังคงที่อยู่ที่ระดับ 5.25 - 5.5% ไม่มีการลดอัตราดอกเบี้ยอะไร แต่เฟดก็ได้ออกมาคาดการณ์อัตราดอกเบี้ยผ่าน Economic Projection หรือ Fed Dot Plot ซึ่งข่าวนี้เองที่ทำให้สามารถรู้ได้ว่าก่อนสิ้นปี 2567 ดอกเบี้ยจะอยู่ที่ประมาณ 5.1% กล่าวคือเฟดจะลดดอกเบี้ยเพียงแค่ 1 ครั้งเท่านั้นในปีนี้

ต่างจากในช่วงเดือนมีนาคมอย่างมาก เพราะในตอนนั้นการคาดการณ์ของเฟดออกมาที่ 4.8% นั่นคือเฟดต้องลดอัตราดอกเบี้ยอย่างน้อย 3 ครั้งในปีนี้ การคาดการณ์ดอกเบี้ย ณ สิ้นปีที่ต่างกันขนาดนี้ อย่างไรก็ไม่เป็นผลดีต่อทองคำแน่นอน ทำให้ราคาทองคำในช่วงครึ่งปีหลัง ไม่ได้รับแรงสนับสนุนจากข่าวใหญ่อย่างดอกเบี้ยเท่ากับในช่วงครึ่งปีแรก ทำให้จากปัจจัยแรกนี้มองว่าทองคำช่วงครึ่งปีหลังน่าจะไม่ได้หวือหวามากแล้ว

2. แนวโน้มเงินเฟ้อ

เงินเฟ้อ เป็นตัวเลขที่ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ใช้ในการดำเนินนโยบายดอกเบี้ย เราได้เห็นแนวโน้มเงินเฟ้อที่ค่อยๆ ลดลง แต่ก็ยังลดลงไม่มากพอตามที่เฟดต้องการ ทำให้เห็นท่าทีของเฟดหรือการคาดการณ์ของเฟดออกมาในเชิงกังวลเงินเฟ้อจะปรับตัวสูงขึ้นหากลดอัตราดอกเบี้ยเร็วเกินไป ตัวเลขเงินเฟ้อที่ออกประจำทุกๆ สัปดาห์ที่ 2 ของเดือน จึงเป็นตัวที่นักลงทุนไม่ว่าจะเป็นระยะสั้นถึงยาวต่างต้องติดตาม 

3. การเลือกตั้งสหรัฐ

ปัจจัยที่เสี่ยงสุดในช่วงครึ่งปีหลังนี้คงหนีไม่พ้น การเลือกตั้งสหรัฐ เพราะด้านของเส้นทางการลดดอกเบี้ยของเฟด คนในตลาดก็เห็นเค้าโครงคร่าวๆ แล้วตามข้อที่ 1  

ตลาดน่าจะเตรียมแผนรับมือได้ทันหากมีการเปลี่ยนแปลงอะไร แต่การเลือกตั้งสหรัฐนี่สิที่น่ากังวล เพราะในอดีตไม่นานนี้ หากมีการย้ายขั้วมาเป็นฝั่งรีพับลิกัน ส่วนมาก ราคาทองคำ มักจะโดนกดและตลาดหุ้นมันจะได้รับผลบวก 

ยิ่งการเลือกตั้งครั้งนี้มีหัวหอกเป็นนายโดนัลด์ ทรัมป์ ซึ่งใครที่อยู่ในวงการทองคำมานานพอ ก็น่าจะทราบกันดีถึงอดีตกาลที่ทรัมป์ชนะการเลือกตั้งทำให้ราคาทองคำหักหัวลงอย่างแรง ด้วยนโยบาย Make America Great Again ซึ่งเป็นการโปรคนอเมริกันอย่างมาก เพราะในสมัยก่อนนักการเมืองจะมาในรูปแบบ World Peace สันติสุขของโลก เป็นรัฐบาลของโลกที่คอยแก้ปัญหาหรือเป็นคนกลางให้หากเกิดความขัดแย้ง แต่พอทรัมป์มาสายไม่สน ขอเอาคนอเมริกันเป็นอย่างแรกก่อน ทำให้เงินที่ต้องเสียไปกับการสร้างสันติสุขของโลก ถูกเอาไปใช้ในประเทศเสียมากกว่า ซึ่งอันนี้นี่เองเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้สหรัฐช่วงนั้นเศรษฐกิจพุ่ง ตลาดหุ้นทะยาน เพราะทุกคนต่างมองว่าสหรัฐใช้เงินอย่างถูกจุดแล้ว

4. การลดซื้อทองคำของจีนเป็นเกมหรือของจริง

อีกกระแสหนึ่งที่หยุดการขึ้นของทองคำในรอบล่าสุดช่วงกลางปี คงหนีไม่พ้นข่าวการหยุดซื้อทองคำมาเป็นทุนสำรองของจีน ข่าวนี้มาในจังหวะที่ประจวบเหมาะกับราคาทองที่เริ่มชะลอการขึ้น จากที่ขึ้นแรงๆ ขึ้นเป็นเทรนด์ เริ่มโดนเทขายบ้างอะไรบ้าง พอข่าวการหยุดซื้อทองคำของจีนออกมาทำให้ปัจจัยบวกของทองคำแทบไม่เหลือแล้วในตอนนี้ 

ผลก็คือ ราคาทองคำ ก็เริ่มพักตัวและวิ่งออกข้างอยู่ในกรอบ 40,000-41,000 บาท/บาททอง หรือถ้าเป็นราคา Gold Spot ก็อยู่ที่ 2,275-2,350 ดอลลาร์ 

ที่กล่าวไปข้างต้นเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นไปแล้ว แต่หากมาวิเคราะห์ในเชิงของเกมการเงินก็มีโอกาสเป็นไปได้สูงที่จีนจะพยายามทุบราคาทองคำ หรืออย่างน้อยขายทำกำไรในโซนนี้ ซึ่งหากเป็นเกมการเงินจริงๆ การที่เห็นราคาทองคำพักตัวเพียง 100 ดอลลาร์ ถือว่าน้อยเกินไป หากจีนอยากปรับต้นทุนการซื้อทองหรืออยากทุบทองจริงๆ และช้อนในราคาต่ำๆ ตัวเลขระดับ 200-300 ดอลลาร์ มีโอกาสเป็นไปได้สูงมากกว่า นั่นหมายความว่าเป้าการพักตัวของทองคำจริงๆ อาจอยู่ที่ 2,100-2,200 ดอลลาร์ หรือช่วง 37,000-38,500 บาท/บาททอง จะเป็นจุดที่เหมาะสมในการช้อนหรือเริ่มกลับมาซื้อทองของจีนอีกครั้ง ซึ่งนี่เป็นเพียงความคิดเห็นส่วนตัวของผู้เขียนเท่านั้น

ทั้งหมดนี้ จะเห็นว่าในช่วงครึ่งปีหลังนั้นไม่ได้มีปัจจัยบวกใดๆ กับราคาทองคำมากนัก เราจะไม่พูดถึงความเสี่ยงที่จะเกิดสงคราม จะเกิดวิกฤติการเงิน เพราะสิ่งนี้มีโอกาสเกิดขึ้นอยู่แล้ว แต่เราไม่รู้ว่าจะเกิดเมื่อไร ทำให้หากนักลงทุนมองเรื่องความเสี่ยงที่ยังไม่เกิดขึ้นเป็นสิ่งที่น่ากังวล การถือทองคำไม่ว่าจะระดับราคาใดก็ตามก็ถือเป็นสิ่งที่ควรจะถือควรจะมีทองเก็บไว้ในพอร์ตการลงทุน แต่หากถามถึงเรื่องของจังหวะเวลา

อาจกล่าวได้ว่าก่อนที่จะสิ้นปีนี้ หรือตั้งแต่เดือน 6 ไปจนถึงเดือน 9 ไม่ใช่จังหวะเวลาที่ทองกลับมาเป็นขาขึ้นรุนแรงอีกครั้งในระดับทะลุ 2,400++ หรือ เหนือ 42,000 บาท/บาททองขึ้นไป น่าจะยังไม่เห็นเร็วๆ นี้ ส่วนเรื่องของการพักตัวของ ราคาทองคำ เป้าการพักคงเกาะอยู่ในช่วง 40,000 บาท/บาททอง และต่ำสุดน่าจะอยู่ในช่วงของ 38,000 บาท/บาททอง อย่างไรก็ตามบริเวณราคา 40,000 บาท นั้น ถือเป็นราคาที่ดีสำหรับนักลงทุนระยะกลางถึงระยะยาวขึ้นไป

InterGOLD วิเคราะห์ราคาทองครึ่งปีหลัง แนวโน้มจะรุ่งหรือร่วง

ผู้เขียน : เศรษฐวัชร์ พุทธทิพย์ นักวิเคราะห์ทองคำ บริษัท อินเตอร์โกลด์ โกลด์เทรด จำกัด

ติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ เว็บไซต์