ท่ามกลางความท้าทายของโลกที่ซับซ้อนขึ้นทุกวัน ทั้งวิกฤติสิ่งแวดล้อม เศรษฐกิจ และสังคมที่ถาโถมพร้อมกัน ด้วยเหตุนี้ ESG Symposium 2025 กลับมาพร้อมภารกิจสร้างพลังความร่วมมือจากทุกภาคส่วน เพื่อขับเคลื่อนประเทศไทยสู่อนาคตที่ยั่งยืน
งาน ESG Symposium 2025 ปีนี้จัดขึ้นภายใต้แนวคิด "Green Breakthrough amid the Perfect Storm – เร่งด้วยกรีน รอดด้วยกัน" ตอกย้ำว่า การเปลี่ยนผ่านสู่ เศรษฐกิจสีเขียว ไม่ใช่ทางเลือก แต่เป็นทางรอดของสังคมไทย พร้อมชูแนวทางการดำเนินธุรกิจตามหลัก ESG ที่สามารถ "แข่งขันได้ เข้าถึงง่าย และขับเคลื่อนได้จริง" โดยมีผู้เข้าร่วมกว่า 300 คนจากภาครัฐ เอกชน ภาคประชาสังคม และผู้เชี่ยวชาญทั้งในและต่างประเทศ ร่วมแลกเปลี่ยนแนวคิดและแนวทางปฏิบัติ เพื่อเร่งขับเคลื่อนประเทศไทยสู่ เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ และเสริมความแข็งแกร่งให้ประเทศรับมือกับความเปลี่ยนแปลงของโลกในอนาคต
เร่งด้วยกรีน รอดด้วยกัน
ธรรมศักดิ์ เศรษฐอุดม กรรมการผู้จัดการใหญ่ เอสซีจี กล่าวว่า ESG Symposium ปีนี้เน้น 3 วาระสำคัญ ได้แก่ 1. การเร่งเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด (Energy Transition) 2. การยกระดับ SMEs สู่ธุรกิจคาร์บอนต่ำครบวงจรและเป็นธรรม (Just Transition for SMEs) และ 3. การเตรียมพร้อมรับมือโลกรวน (Climate Adaptation) เพื่อเสริมขีดความสามารถแข่งขันระดับสากล รับมือความผันผวนทั้งโลกรวน และเศรษฐกิจโลกอย่างทันท่วงที
"ถ้าดูจากภาพรวมที่ผ่านมา เราจะเห็นได้ว่าประเทศไทยเคยมีอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจ (GDP Growth) สูงถึงกว่า 10% แต่ลดลงเหลือ 7% เหลือ 5% และปัจจุบันเหลือเพียง 2% เท่านั้น เพราะเราขาดเครื่องยนต์ขับเคลื่อนเศรษฐกิจตัวใหม่ (Economic Engine)"
การที่จะพัฒนา GDP ให้เพิ่มขึ้นได้ ธรรมศักดิ์ บอกว่า ต้องอาศัยการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน (Energy Transition) เป็นฐานสำคัญ เพราะเศรษฐกิจยุคใหม่ ไม่ว่าจะเป็น Data Center, AI หรืออุตสาหกรรมสีเขียว ล้วนต้องใช้ "พลังงานสะอาด" เป็นหัวใจ และสิ่งที่สำคัญคือการเปิดสิทธิ์การเชื่อมต่อระบบโครงข่ายไฟฟ้า (Third Party Access - TPA) เพื่อให้ทุกภาคส่วนเข้าถึงพลังงานสะอาดได้อย่างเป็นธรรม เรื่องนี้ไม่ใช่ปัญหาทางเทคนิคอีกต่อไป แต่เป็นเรื่องของ "เจตจำนงและกฎหมาย" ที่เราต้องเร่งผลักดัน
"ในมุมของ SCG เราตั้งใจจะเดินให้เห็น (walk the talk) ว่า การเปลี่ยนผ่านพลังงานทำได้จริง เราใช้เทคโนโลยีล้ำสมัยอย่าง Deep Tech, AI และพลังงานสะอาด ตั้งแต่โซลาร์ ไปจนถึงระบบกักเก็บพลังงานประสิทธิภาพสูง (High-Efficiency Heat Storage) ที่เราพัฒนาเอง เพื่อพิสูจน์ว่าอุตสาหกรรมสีเขียวสามารถสร้างกำไรและเติบโตอย่างยั่งยืนได้จริง"
นอกจากนั้น SCG ยังให้ความสำคัญกับ AI และ Robotics ที่จะช่วยเพิ่มขีดความสามารถของภาคอุตสาหกรรมไทย และผลักดันให้ SMEs ปรับตัวสู่ Net Zero ผ่านโครงการ Net Zero Accelerator Program ที่ให้ความรู้เรื่อง Carbon Footprint และการจัดการความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ พร้อมกับโครงการ Go Together ที่เราเปิดบ้านให้เรียนรู้จากของจริง ไม่ว่าจะเป็นการติดตั้งโซลาร์ การใช้ AI หรือการปรับระบบอัตโนมัติในโรงงาน เพื่อให้ทุกคนสามารถนำไปต่อยอดได้
ธรรมศักดิ์ กล่าวด้วยว่า สิ่งที่น่ากังวลมากขึ้นคือเรื่อง Climate Adaptation หรือการปรับตัวรับมือโลกรวน ซึ่งหลายคนอาจคิดว่าเป็นเรื่องไกลตัว อีกตั้ง 25 ปีกว่าจะเห็นผล แต่ถ้าเราไม่เริ่มวันนี้ โครงการเหล่านี้ไม่มีทางสำเร็จใน 10 ปีแน่นอน และหากถึงเวลานั้น กรุงเทพฯ หรือพื้นที่เศรษฐกิจหลักจมน้ำ เครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่ที่เราสร้างไว้ก็อาจพังทลายหมด
"เราจึงอยากใช้เวที ESG Symposium แห่งนี้ เป็นพื้นที่ร่วมมือกันระดมความคิด ระหว่างภาครัฐ เอกชน และสังคม เพื่อเร่งการเปลี่ยนผ่านและการปรับตัวอย่างแท้จริง ต้องขอบคุณทุกภาคส่วนที่มาร่วมมือกัน เพราะอนาคตที่ยั่งยืนจะเกิดขึ้นได้ ก็ต่อเมื่อเราลุกขึ้นมาทำไปด้วยกัน"
ระเบิดสองลูกคุกคามไทย
ดร.อารีพร อัศวินพงศ์พันธ์ นักวิชาการนโยบายพลังงาน สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) ชี้ว่า ณ ปัจจุบัน ประเทศไทยมีสัดส่วนการผลิตไฟฟ้าพลังงานสะอาด เพียง 10-15% เท่านั้น ในขณะที่เป้าหมายความเป็นกลางทางคาร์บอน (Carbon Neutrality) ในปี ค.ศ. 2050 กำหนดให้ต้องผลิตไฟฟ้าพลังงานสะอาดให้ได้ถึง 74%
การขาดแคลนพลังงานสะอาดในระบบกำลังสร้าง "ระเบิดสองลูก" ที่คุกคามเศรษฐกิจไทย ประกอบด้วย
- ลูกที่ 1 : ภาคส่งออกกำลังได้รับผลกระทบจากมาตรการปรับราคาคาร์บอนข้ามพรมแดน (CBAM)
- ลูกที่ 2 : กลุ่มบริษัทเทคโนโลยีขนาดใหญ่และกลุ่ม RE100 (กลุ่มบริษัทชั้นนำระดับโลกที่มุ่งมั่นใช้พลังงานหมุนเวียน 100% ภายในปี 2030) อาจลดหรือย้ายฐานการลงทุน หากไทยไม่สามารถจัดสรรไฟฟ้า พลังงานสะอาด ให้เพียงพอ
"สิ่งที่ภาคธุรกิจต้องการไม่ใช่แค่ไฟฟ้าที่สะอาด แต่ต้องเป็นไฟฟ้าที่เสถียรด้วย ดังนั้น หากภาครัฐยังไม่เร่งการเปลี่ยนผ่านพลังงาน และเพิ่มกำลังการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานสะอาด ขณะเดียวกันยังต้องการรักษาฐานธุรกิจศูนย์ข้อมูลไว้ ก็เท่ากับว่ามีความเสี่ยงสูงที่ภาคอุตสาหกรรมจะหันกลับไปใช้ไฟฟ้าจากพลังงานฟอสซิล ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ และยิ่งทำให้การปล่อยก๊าซเรือนกระจกเพิ่มขึ้นในระยะยาว"
ดร.อารีพร กล่าวด้วยว่า การที่ภาครัฐยังไม่เร่งเปิด Third Party Access หรือการเปิดให้ภาคเอกชนเข้ามามีส่วนร่วมในการขับเคลื่อน เศรษฐกิจสีเขียว อาจกลายเป็นอุปสรรคสำคัญในสังคมด้วย เพราะประเทศไทยมีตำแหน่งงานสีน้ำตาล สูงถึง 11 ล้านตำแหน่ง ขณะที่งานสีเขียว หรืออาชีพที่เกี่ยวข้องกับพลังงานสะอาดเติบโตขึ้นเพียง 1% ในช่วงสิบปีที่ผ่านมา สวนทางกับแนวโน้มของยุโรปที่สามารถสร้างงานสีเขียวใหม่เพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน
"หากภาครัฐยังไม่เร่งสร้างแรงจูงใจให้ภาคธุรกิจเข้ามามีส่วนร่วมในการสร้างงานสีเขียว ไม่เพียงแต่อัตราการว่างงานจะเพิ่มขึ้นเท่านั้น แต่ความเหลื่อมล้ำทางรายได้ก็จะยิ่งรุนแรงขึ้น เพราะในทุกระดับการศึกษา งานสีเขียวให้รายได้สูงกว่างานสีน้ำตาลอย่างมีนัยสำคัญ ดังนั้น การพัฒนาเศรษฐกิจสีเขียว ซึ่งไม่ใช่เพียงทางเลือกอีกต่อไป แต่เป็นทางรอดของประเทศในยุคโลกรวน"
ข้อเสนอเชิงกลยุทธ์
ดร.อารีพร กล่าวถึง ข้อเสนอเชิงกลยุทธ์เพื่อเร่งการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของไทย ที่ TDRI และ SCG เห็นพ้องต้องกันแบ่งออกเป็น 3 ระยะสำคัญ ได้แก่
- ระยะสั้น : ภาครัฐควรเร่งปรับโครงสร้างค่าไฟให้สะท้อนต้นทุนจริง เปิดสิทธิ์เชื่อมต่อโครงข่ายไฟฟ้า (TPA) ด้วยค่าธรรมเนียมที่เป็นธรรม และจัดตั้ง "ช่องทางด่วนสีเขียว" สำหรับโครงการลดก๊าซเรือนกระจก พร้อมทบทวนกฎระเบียบที่เป็นอุปสรรคต่อพลังงานสะอาด
- ระยะกลาง : จัดทำ "แผนพลังงานชาติ" ที่บูรณาการทุกหน่วยงาน ร่วมกำหนดเป้าหมายเดียวกัน เพื่อขับเคลื่อนการเปลี่ยนผ่านพลังงานอย่างมีประสิทธิภาพและแข่งขันได้
- ระยะยาว : ให้ทุกนโยบายพลังงานสอดคล้องกับแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ รวมถึงแผนลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกระยะยาว (NDC 3.0) เพื่อเดินหน้าสู่เป้าหมายความเป็นกลางทางคาร์บอนอย่างยั่งยืน
ทั้งนี้ สิ่งที่ภาคเอกชน ภาคประชาชน และภาคอุตสาหกรรมต่างต้องการอย่างเร่งด่วนที่สุด คือ การเปิด Third Party Access ดังนั้น TDRI ได้เสนอขั้นตอนดำเนินการในแต่ละเฟส ดังนี้
- เฟสที่ 1 (ภายในปี 2030) เปิด Third Party Access สำหรับภาคส่งออก และภาคอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ ซึ่งรวมกันใช้ไฟฟ้ากว่า 40% ของทั้งประเทศ เพื่อรักษาความสามารถในการแข่งขันและมูลค่าทางเศรษฐกิจของประเทศ
- เฟสที่ 2 (ภายในปี 2037) ขยายสิทธิ์ให้ครอบคลุมถึงอุตสาหกรรมขนาดกลางและขนาดเล็ก เพื่อช่วยให้ประเทศไทยบรรลุเป้าหมายตามร่างแผน PDP 2024 ที่กำหนดให้พลังงานสะอาดผลิตไฟฟ้าได้ 51%
- เฟสที่ 3 (ภายในปี 2050) เปิด Third Party Access ครอบคลุมทุกภาคอุตสาหกรรมทั่วประเทศ เพื่อมุ่งสู่เป้าหมายความเป็นกลางทางคาร์บอน (Carbon Neutrality) และเพิ่มสัดส่วนการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานสะอาดให้ได้ถึง 74%
นอกจากนี้ เรื่องเทคโนโลยีโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ขนาดเล็ก (SMR) ซึ่งสามารถให้ไฟฟ้าที่สะอาดและเสถียร โดยมีต้นทุนไม่แพง อย่างไรก็ตาม การนำ SMR มาใช้ในประเทศไทยนั้นต้องเผชิญกับโจทย์ใหญ่คือ การสร้างความเข้าใจและความเชื่อมั่นด้านความปลอดภัย กับภาคประชาชน
หาทางออกเพื่อคนตัวเล็ก 3 ล้านราย
ดร.ณพพงศ์ ธีระวร ประธานสมาพันธ์ SME ไทย เผยถึงโครงสร้าง SME ที่แท้จริงว่า ประกอบด้วยผู้ประกอบการรายย่อย (MSME) มากกว่า 3 ล้านราย โดยแบ่งเป็น Micro จำนวน 2.75 ล้านราย (84.5%) และ Small อีก 420,000 ราย (13%)
"ความท้าทายหลัก คือ ผู้ประกอบการกลุ่ม Micro และ Small ส่วนใหญ่ (รวมกันกว่า 3.1 ล้านราย) ไม่สามารถเข้าถึงแหล่งทุนและมาตรการช่วยเหลือของรัฐได้ สาเหตุหลักมาจากการที่สถาบันการเงินต้องบริหารความเสี่ยงภายใต้กฎเกณฑ์ที่เข้มงวด ทำให้ผู้ประกอบการที่ไม่มีความพร้อม เช่น ไม่มีการจัดทำบัญชีหรืองบการเงินถูกปฏิเสธ"
ดร.ณพพงศ์ เน้นย้ำว่า มาตรการเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำ (Soft Loan) มักจะถูกปล่อยผ่านกลไกธนาคาร ซึ่งจะไปถึงผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดเล็กที่มีความพร้อมเท่านั้น ดังนั้น ต้องมีการตั้งกลไกการเงินที่ไม่ผ่านระบบธนาคาร โดยอาจใช้รูปแบบกองทุนที่สามารถให้กู้ได้แม้ผู้ประกอบการจะเป็น NPL แต่ต้องถอดผู้แทนธนาคารออกจากการพิจารณา
"ปัจจุบัน ผู้ประกอบการกลุ่มไมโครต้องพึ่งพานาโนและพิโกไฟแนนซ์ ซึ่งมีดอกเบี้ยสูงถึง 30% ต่อปี ในขณะที่ Soft Loan เสนอดอกเบี้ยเพียง 3-5% หากยังปล่อยให้คนกลุ่มนี้แบกรับต้นทุนสูง เศรษฐกิจไทยจะยังคงติดหล่ม"
ทั้งนี้ SCG จะจัดทำข้อสรุปทั้งหมดออกมาเป็น White Paper เพื่อนำเสนอต่อรัฐบาลและนายกรัฐมนตรีท่านใหม่ เพื่อผลักดันให้เกิดการดำเนินการเชิงนโยบายอย่างเร่งด่วนต่อไป การตัดสินใจของภาครัฐในเรื่อง Third Party Access และการช่วยเหลือผู้ประกอบการรายย่อยอย่างตรงจุด จึงเป็นปัจจัยชี้ขาดอนาคตทางเศรษฐกิจและสังคมของประเทศอย่างแท้จริง





