วันพฤหัสบดี ที่ 26 มีนาคม 2569

Login
Login

'อนุรักษ์ได้ กินอยู่ดี' ฟื้นฟูโลกทะเลและชายฝั่ง ด้วยนวัตกรรมที่ยั่งยืน

'อนุรักษ์ได้ กินอยู่ดี' ฟื้นฟูโลกทะเลและชายฝั่ง ด้วยนวัตกรรมที่ยั่งยืน

"อนุรักษ์ได้ กินอยู่ดี" ฟื้นฟูโลกทะเลและชายฝั่ง ด้วยนวัตกรรมที่ยั่งยืน โดย ดร.ธีระพล ถนอมศักดิ์ยุทธ ประธานคณะผู้บริหารด้านความยั่งยืนองค์กร และการพัฒนากลยุทธ์ เครือเจริญโภคภัณฑ์

การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ส่งผลกระทบต่อทะเลและชายฝั่งอย่างรุนแรง โดยเฉพาะการสูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพและทรัพยากร สัตว์ทะเล ส่งผลต่อแหล่งอาหารของมนุษย์ การฟื้นฟูทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งจึงเป็นสิ่งสำคัญในการรักษาความสมดุลของระบบนิเวศและความยั่งยืน

คาดกันว่า แม้อุณหภูมิของโลกจะเพิ่มขึ้นแค่ 1-2 องศาเซลเซียส สิ่งมีชีวิตใต้ท้องทะเลและชายฝั่งจะได้รับผลกระทบอย่างใหญ่หลวง ปะการังจะเกิดการฟอกขาว หรือภาวะสูญเสียสาหร่าย ซึ่งเป็นแหล่งอาหารสำคัญ และอาจทำให้ปะการังตายได้ ดังเหตุการณ์เกรตแบร์ริเออร์รีฟ (Great Barrier Reef) พืดหินปะการังที่ยาวที่สุดในโลกกว่า 2,000 กิโลเมตร  ตั้งอยู่ทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศออสเตรเลีย สูญเสียปะการังถึง 2 ใน 3 เมื่ออุณหภูมิน้ำทะเลสูงขึ้น 1-2 องศาเซลเซียส 

เช่นเดียวกับการสูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพ โดยจะสูญเสียปริมาณสัตว์น้ำในทะเลมากขึ้น 0.8-1.5% และอาจสูงถึง 15% หากอุณหภูมิเพิ่มขึ้น 3 องศาเซลเซียส ส่งผลให้เกิดการขาดแคลนแหล่งอาหารมนุษย์ (Food Safety) ซึ่งทำให้ตัวเลขผู้หิวโหยอาจทะลุ 870 ล้านคน 

สำหรับภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ข้อมูลจากกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม ระบุว่า ภูมิภาคเราเป็น 1 ใน ภูมิภาคที่เปราะบางที่สุดต่อภาวะโลกรวน (Climate Change) โดยเฉพาะชายฝั่งประเทศไทยที่อาจเจอภัยพิบัติรุนแรง

ทะเลและชายฝั่งเป็นแหล่งทรัพยากรที่สำคัญของมนุษย์ ทั้งในด้านห่วงโซ่อาหาร เศรษฐกิจ การค้า การป้องกันภัยธรรมชาติ และการรักษาความหลากหลายทางชีวภาพ การตระหนักถึงคุณค่าของทรัพยากรทางทะเล และชายฝั่ง จึงส่งผลต่อความยั่งยืนของชีวิตมนุษย์ และสิ่งแวดล้อม

เป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (Sustainable Development Goals : SDGs) ชุดเป้าหมายการพัฒนาระดับโลกที่ได้รับการรับรองจาก 193 ประเทศสมาชิกขององค์การสหประชาชาติ ได้กำหนดให้การอนุรักษ์และใช้ประโยชน์จากมหาสมุทร ทะเล และทรัพยากรทางทะเลอย่างยั่งยืน เป็นเป้าหมายที่ 14 (Conserve and sustainably use the oceans, seas and marine resources for sustainable development) ที่ทุกประเทศต้องเดินหน้าร่วมกันเพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน

เป้าหมายที่ 14 ยังระบุเป้าหมายย่อยที่ให้ความสำคัญกับทรัพยากรทางทะเล และชายฝั่ง เพื่อเป็นตัวชี้วัดการพัฒนา อาทิ การลดและติดตามภาวะความเป็นกรดในมหาสมุทร การยุติการประมงแบบผิดกฎหมาย ไม่มีการรายงาน และควบคุม (IUU) หรือการเพิ่มพื้นที่อนุรักษ์ทางทะเล และชายฝั่งให้ได้ร้อยละ 10

สิ่งที่น่าสนใจเป็นอย่างมาก คือ ในเป้าหมายย่อย 14A หรือการเพิ่มความรู้ทางวิทยาศาสตร์ พัฒนาขีดความสามารถวิจัย และถ่ายเทคโนโลยีทางทะเล ได้รับการตอกย้ำให้เป็นหนึ่งในกุญแจสำคัญเพื่อรักษาคุณภาพของทะเล และชายฝั่ง โดยเฉพาะบทบาทของภาคเอกชน ที่อาจหนุนเสริมองค์ความรู้ด้านเทคโนโลยีต่อภาครัฐ และทำงานร่วมกับเครือข่ายพันธมิตร เพื่อนำเทคโนโลยีไปประยุกต์ใช้ อาทิ เทคโนโลยีการตรวจสอบและติดตามสภาพทะเล (Marine Monitoring Technologies) เพื่อติดตามและประเมินความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นกับสิ่งแวดล้อมทางทะเล เช่น มลพิษ น้ำทะเลร้อนขึ้น หรือสภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลงไป เป็นต้น หรือ เทคโนโลยีการฟื้นฟูแนวปะการัง (Coral Reef Restoration Technologies) อาทิ การเพาะเลี้ยงปะการังในห้องปฏิบัติการ และการปลูกในธรรมชาติเพื่อฟื้นฟูแนวปะการังที่เสื่อมโทรม และเทคโนโลยีการประมงยั่งยืน (Sustainable Fishing Technologies) อาทิ การใช้เครื่องมือประมงที่เลือกจับเฉพาะพันธุ์ที่สามารถทดแทนได้และการใช้เทคโนโลยีจับปลาอัตโนมัติที่ลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม เป็นต้น 

"SEACOSYSTEM เพื่อทะเลไทยที่ยั่งยืน" เป็นหนึ่งในโครงการฟื้นฟูทรัพยากรทางทะเล และชายฝั่งที่เครือเจริญโภคภัณฑ์ (ซีพี) สานต่อ ทั้งนี้เพื่อเป็นไปตามนโยบายการฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติ และพัฒนาชุมชนทั้งด้านสังคม และเศรษฐกิจไปพร้อมกัน โดยปัจจุบันได้ดำเนินการแบบบูรณาการร่วมกับพันธมิตร ครอบคลุมทั้งอ่าวไทยและอันดามัน 10 จังหวัด เช่น การสนับสนุนชุมชนชาวประมงใช้นวัตกรรมธนาคารสัตว์น้ำ (Seaco Incubator) พร้อมทั้งทำซั้งบ้านปลาเพื่อเป็นแหล่งอนุบาลสัตว์น้ำ หรือพัฒนา "กลุ่มชาวประมงต้นแบบด้านการอนุรักษ์" เพื่อยกระดับสร้างความเข้มแข็งของกลุ่มประมงชาวบ้าน มีทุนหมุนเวียนสำหรับรณรงค์ใช้เครื่องมือประมงที่เหมาะสม จนทำให้มีชาวประมงพื้นบ้านมีรายได้เลี้ยงตัวเองมากกว่า 2,500 บาทต่อวัน ได้รับประโยชน์มากกว่า 5,500 ครัวเรือน 

เครือเจริญโภคภัณฑ์ โดย บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือ CPF ยังได้ร่วมมือกับ SeaBOS (Seafood Business for Ocean Stewardship) ดำเนินโครงการนำร่องเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ โดยไม่ใช้ยาต้านจุลชีพ และสารเร่งเจริญเติบโต สินค้าจึงสามารถตรวจสอบย้อนกลับความโปร่งใสได้ นอกจากนี้ยังถ่ายทอดวิธีการทำประมงกุ้งแบบยั่งยืนให้กับกลุ่มเกษตรกรพันธมิตรด้วยเช่นกัน  

ในด้านต่างประเทศ เครือเจริญโภคภัณฑ์ เวียดนาม ร่วมกับพันธมิตร ปรับปรุงประมงอวนลากสำหรับสัตว์น้ำหลากหลายสายพันธุ์ทางชายฝั่งด้านตะวันออกของเวียดนาม ที่ผ่านการอนุมัติจากคณะกรรมการของ MarinTrust องค์กรสากลด้านมาตรฐานปลาป่น และน้ำมันปลา ทำให้สามารถตรวจสอบย้อนกลับความโปร่งใสการผลิตปลาป่นได้ 100% นับเป็นการต่อแบ่งปันความรู้ของหน่วยธุรกิจระหว่างประเทศ เพื่อสนับสนุนการทำประมงแบบยั่งยืน 

การอนุรักษ์ทะเลและชายฝั่ง เป็นเรื่องสำคัญที่ไม่เพียงช่วยรักษาความหลากหลายทางชีวภาพ แต่ยังเสริมสร้างความยั่งยืนให้กับเศรษฐกิจและชีวิตของชุมชนชายฝั่ง ท่ามกลางความท้าทายจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เทคโนโลยีและโครงการฟื้นฟูต่างๆ เช่น การฟื้นฟูปะการัง การจัดการขยะทะเล และการประมงยั่งยืน จึงมีบทบาทสำคัญในการสร้างสมดุลระหว่างการใช้ทรัพยากรและการอนุรักษ์ เพื่อให้แน่ใจว่า "อนุรักษ์ได้ กินอยู่ดี" เป็นแนวทางที่สามารถช่วยปกป้องสิ่งแวดล้อมและส่งเสริมคุณภาพชีวิตของชุมชนอย่างยั่งยืน