วันอังคาร ที่ 29 กันยายน 2569

Login
Login

เจาะโครงสร้างราคาน้ำมันโลก เมื่อ 'ภาษี' คือตัวกำหนดความต่าง

แม้ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกจะเป็นปัจจัยสำคัญ แต่ราคาน้ำมันหน้าสถานีบริการไม่ได้กำหนดจากราคาน้ำมันดิบโดยตรง เนื่องจากราคาน้ำมันที่ผู้บริโภคใช้คือ "ราคาน้ำมันสำเร็จรูป" ซึ่งมีราคาที่สะท้อนภาวะอุปสงค์-อุปทานของตลาดน้ำมันสำเร็จรูปในแต่ละภูมิภาค ก่อนนำมารวมกับภาษี นโยบายรัฐ และต้นทุนการจำหน่าย

สถานการณ์พลังงานโลก ในปี 2569 เผชิญความผันผวนอย่างรุนแรงจากการ ปิดช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมัน 20% ของโลก ส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบและน้ำมันสำเร็จรูปพุ่งสูงและสร้างแรงกดดันต่อดุลการคลังของหลายประเทศ 

ท่ามกลางวิกฤตินี้ ประเด็นที่สังคมให้ความสนใจสูงสุดคือ "ทำไมราคาน้ำมันหน้าปั๊มแต่ละประเทศจึงต่างกัน" และ "เหตุใดรัฐบาลส่วนใหญ่จึงเลือกปรับลดภาษีมากกว่าการควบคุมค่าการกลั่น" ซึ่งสามารถวิเคราะห์ผ่านมิติต่างๆ ได้ ดังนี้

ทำไมราคาน้ำมันหน้าปั๊มแต่ละประเทศจึงต่างกัน

ต้นทุนเนื้อน้ำมันสำเร็จรูปเป็นต้นทุนของผลิตภัณฑ์น้ำมันสำเร็จรูปที่อ้างอิงจากราคาตลาดในแต่ละภูมิภาค ซึ่งสะท้อนภาวะอุปสงค์และอุปทานของผลิตภัณฑ์ น้ำมันสำเร็จรูปในตลาดโลก โดยแต่ละภูมิภาคจะมีตลาดอ้างอิง (Benchmark) ที่แตกต่างกัน เช่น ตลาดสิงคโปร์ (Mean of Platts Singapore: MOPS) สำหรับภูมิภาคเอเชีย ตลาด Northwest Europe (NWE) หรือ Amsterdam-Rotterdam-Antwerp (ARA) สำหรับยุโรป และ US Gulf Coast (USGC) สำหรับสหรัฐอเมริกา ทั้งนี้ ราคาตลาดอ้างอิงดังกล่าวสะท้อนภาวะการแข่งขัน ความสมดุลของอุปสงค์และอุปทาน รวมถึงสถานการณ์การค้าของผลิตภัณฑ์ น้ำมันสำเร็จรูป ในแต่ละภูมิภาค ณ ช่วงเวลานั้น

ทำไมหลายประเทศเลือกปรับภาษี มากกว่าควบคุม "ค่าการกลั่น"

เมื่อ ราคาน้ำมันพุ่งสูง มักมีกระแสเรียกร้องให้รัฐเข้าควบคุม ค่าการกลั่น (Refining Margin) แต่ในเชิงเศรษฐศาสตร์มหภาค รัฐบาลส่วนใหญ่มักเลือกการปรับลดภาษีชั่วคราว (เช่น เวียดนาม ฟิลิปปินส์ และออสเตรเลีย) ด้วยเหตุผลสำคัญ คือ

  • ค่าการกลั่นไม่ใช่กำไรสุทธิ: ค่าการกลั่นเป็นส่วนต่างระหว่างราคาน้ำมันสำเร็จรูปกับต้นทุนวัตถุดิบ ซึ่งต้องนำไปหักค่าใช้จ่ายต่างๆ เช่น ค่าเชื้อเพลิง ค่าสารเคมี ค่าแรง ค่าบำรุงรักษา ค่าเสื่อมราคา และต้นทุนทางการเงิน ก่อนจะสะท้อนเป็นผลประกอบการจริงของโรงกลั่น การบีบ ค่าการกลั่น ให้ต่ำกว่ากลไกตลาดโลกจะทำให้โรงกลั่นขาดทุนจนต้องหยุดเดินเครื่อง ส่งผลให้เกิดการขาดแคลนน้ำมันทางกายภาพทันที 
  • การรักษากลไกการแข่งขัน (Import Parity): ช่วยให้ราคาน้ำมันสำเร็จรูปในประเทศสะท้อนภาวะตลาดภูมิภาค และทำให้ผู้ผลิตในประเทศสามารถแข่งขันกับการนำเข้าได้ ขณะที่การใช้ระบบ Cost-Plus ซึ่งกำหนดราคาจากต้นทุนและผลตอบแทน อาจลดบทบาทของกลไกตลาดในการกำหนดราคา และอาจส่งผลต่อแรงจูงใจในการเพิ่มประสิทธิภาพของผู้ประกอบการในระยะยาว 
  • ประสิทธิภาพทางการคลัง: การลดภาษีน้ำมันเป็นมาตรการที่สามารถส่งผ่านไปยังราคาขายปลีกได้รวดเร็ว และเป็นเครื่องมือที่รัฐสามารถบริหารจัดการได้โดยตรง อย่างไรก็ตาม มาตรการดังกล่าวอาจมีข้อจำกัดด้านความตรงเป้าหมาย เนื่องจากผู้ใช้น้ำมันทุกกลุ่มได้รับประโยชน์ในลักษณะเดียวกัน

เจาะโครงสร้างราคาน้ำมันโลก เมื่อ 'ภาษี' คือตัวกำหนดความต่าง

จากการอุดหนุนแบบ "เหมาเข่ง" สู่ "มุ่งเป้า"

บทเรียนจากวิกฤติ ปี 2569 ชี้ให้เห็นว่าการอุดหนุนแบบทั่วไป (Universal Subsidies) สร้างภาระทางการคลังที่ยืดเยื้อ หลายประเทศจึงเริ่มปรับโครงสร้างสู่การอุดหนุนแบบระบุเป้าหมาย (Targeted Subsidies) โดยใช้ระบบดิจิทัลตรวจสอบสิทธิ์ เช่น โครงการ BUDI95 ในมาเลเซียที่กำหนดโควตาน้ำมันราคาถูกผ่านบัตรประชาชน  

"การปล่อยให้ ราคาพลังงาน สะท้อนความเป็นจริงควบคู่กับการช่วยเหลือ กลุ่มเปราะบาง โดยตรง จึงเป็นแนวทางที่ยั่งยืนที่สุดในการรักษา ความมั่นคงทางพลังงาน และวินัยทางการคลังในระยะยาว"