วันพุธ ที่ 6 พฤษภาคม 2569

Login
Login

วิกฤติโครงสร้างราคาพลังงาน 'โรงกลั่น' กลายเป็นจำเลยท่ามกลางส่วนต่างกำไรเบาบาง

วิกฤติโครงสร้างราคาพลังงาน 'โรงกลั่น' กลายเป็นจำเลยท่ามกลางส่วนต่างกำไรเบาบาง

เจาะลึกโครงสร้างราคาพลังงาน เขย่า GRM "โรงกลั่น" กลางแรงกดดันรัฐ สะเทือนทั้งห่วงโซ่ธุรกิจน้ำมัน กลายเป็น "จำเลย" ท่ามกลางส่วนต่างกำไรไม่มากนัก

การตัดสินใจของภาครัฐในการปรับลดค่าการกลั่น (GRM : Gross Refinery Margin) ลงถึง 2 บาทต่อลิตรในครั้งแรก และเพิ่มเป็น 5 บาทในวันที่ 23 เม.ย. 2569 เพื่อพยุงราคาดีเซลและชดเชยภาระกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง กำลังกลายเป็น "จุดเปลี่ยน" สำคัญของโครงสร้างอุตสาหกรรมพลังงานไทย เมื่อมาตรการที่มุ่งแก้ปัญหาระยะสั้น อาจกำลังสร้างแรงสั่นสะเทือนต่อทั้งห่วงโซ่คุณค่า (Value Chain) ตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ

ข้อมูลเชิงลึกจากอุตสาหกรรมสะท้อนภาพที่ "สวนทาง" อย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะเมื่อพิจารณากำไรที่แท้จริงของธุรกิจโรงกลั่น ซึ่งอยู่ในระดับเพียง 0.3–0.7 บาทต่อลิตร (ไม่รวมกำไรสต็อกและการทำ Hedging) เทียบกับแรงกดดันจากรัฐที่เรียกเก็บทันที 2 บาทต่อลิตร สะท้อนภาระที่สูงกว่ากำไรจากการดำเนินงานปกติหลายเท่าตัว

"โรงกลั่น" ลงทุนสูง แต่กำไรต่ำสุดในห่วงโซ่

โครงสร้าง ธุรกิจน้ำมันไทย เผยให้เห็นความเหลื่อมล้ำเชิงเศรษฐศาสตร์อย่างชัดเจน ธุรกิจโรงกลั่นถูกจัดอยู่ในกลุ่มอุตสาหกรรมที่ใช้เงินลงทุนสูง (Capital Intensive) ต้องแบกรับภาระ CAPEX มูลค่ามหาศาล ทั้งการก่อสร้างหน่วยกลั่น ระบบควบคุมคุณภาพ และการปรับปรุงเทคโนโลยีให้ได้มาตรฐานสากล

นอกจากนี้ยังต้องรับภาระต้นทุนทางการเงินและเงินทุนหมุนเวียนในระดับสูงจากการนำเข้าน้ำมันดิบ ขณะที่อัตราผลตอบแทนต่อสินทรัพย์ (ROA) และผลตอบแทนต่อเงินลงทุน (ROIC) กลับอยู่ในระดับจำกัด

ในทางกลับกัน ธุรกิจปลายน้ำ เช่น คลังน้ำมัน และสถานีบริการน้ำมัน (Retail) ใช้เงินลงทุนต่ำกว่าอย่างมีนัยสำคัญ แต่กลับสามารถสร้างผลตอบแทนต่อหน่วยการลงทุนได้สูงกว่า อีกทั้ง "ค่าการตลาด" ยังทรงตัวอยู่ในระดับที่จูงใจ สะท้อนความไม่สมดุลในโครงสร้างรายได้ตลอด Value Chain

ประเด็นนี้จึงนำไปสู่คำถามสำคัญในอุตสาหกรรมว่า เหตุใดมาตรการแทรกแซงราคาจึง "เลือกกด" เฉพาะธุรกิจต้นน้ำ ขณะที่ส่วนอื่นของห่วงโซ่ยังคงรักษาระดับกำไรไว้ได้

ความเสี่ยงไม่เท่ากัน "โรงกลั่น" แบกสต็อก-ซื้อล่วงหน้า

นอกเหนือจากโครงสร้างกำไร ความแตกต่างด้าน "ความเสี่ยง" ยิ่งตอกย้ำความเปราะบางของ ธุรกิจโรงกลั่น โรงกลั่นจำเป็นต้องจัดซื้อน้ำมันดิบล่วงหน้า (Forward Purchase) และบริหารจัดการสต็อกในปริมาณมหาศาล ทำให้ต้องเผชิญกับความผันผวนของราคาตลาดโลกโดยตรง

หาก ราคาน้ำมัน ปรับลดลงอย่างรวดเร็ว ต้นทุนวัตถุดิบที่ซื้อไว้ล่วงหน้าอาจสูงกว่าราคาตลาดทันที ส่งผลให้ "กำไรสต็อก" กลายเป็น "ขาดทุนสต็อก" ในเวลาอันสั้น

ในทางตรงกันข้าม ผู้ค้าน้ำมันและกลุ่ม Jobber ใช้โมเดลการซื้อขายแบบรายวัน (Spot) อิงราคาตลาด ทำให้สามารถบริหารความเสี่ยงได้ดีกว่า และไม่ต้องแบกรับภาระต้นทุนสต็อกในระดับเดียวกัน

ยิ่งไปกว่านั้น โรงกลั่นยังต้องเผชิญ "ต้นทุนแฝง" ที่ไม่ถูกสะท้อนในโครงสร้างราคา เช่น ค่าระวางเรือที่ปรับสูงขึ้นจากการเปลี่ยนเส้นทางหลีกเลี่ยงพื้นที่ความขัดแย้ง ค่าประกันภัยที่เพิ่มขึ้น รวมถึงพรีเมียมน้ำมันดิบจากการแข่งขันในตลาดโลก

วิกฤติโครงสร้างราคาพลังงาน 'โรงกลั่น' กลายเป็นจำเลยท่ามกลางส่วนต่างกำไรเบาบาง

เปิดปมราคาโลก vs ราคาไทย: กลไกที่ไม่สมมาตร

แม้ในช่วงที่ผ่านมา ราคาน้ำมัน ในตลาดโลกจะปรับตัวลดลงอย่างต่อเนื่อง แต่ราคาขายปลีกในประเทศไทยกลับปรับลดลงในอัตราที่ "ช้ากว่า" และ "น้อยกว่า" อย่างเห็นได้ชัด

กลไกสำคัญอยู่ที่โครงสร้างราคาภายในประเทศ ซึ่งไม่ได้ขึ้นกับราคาหน้าโรงกลั่นเพียงอย่างเดียว แต่ยังรวมถึงภาระกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงที่ยังคงจัดเก็บเงินเพิ่มเพื่อชดเชยหนี้สะสม ภาษีสรรพสามิต ภาษีมูลค่าเพิ่ม รวมถึงส่วนต่างกำไรของธุรกิจปลายน้ำที่ไม่ได้ปรับลดลงในสัดส่วนเดียวกัน

กล่าวอีกนัยหนึ่ง แม้โรงกลั่นจะปรับราคาลงตามตลาดโลก "ทันที" แต่ราคาที่ผู้บริโภคจ่ายจริงยังถูกกำหนดโดยองค์ประกอบอื่นในระบบที่ไม่ได้เคลื่อนไหวสอดคล้องกัน

เสี่ยง "De-rating" อุตสาหกรรม กระทบเชื่อมั่นลงทุน

นักวิเคราะห์ประเมินว่า หากมาตรการลดค่าการกลั่น 2 บาทต่อลิตร มีผลต่อเนื่องเป็นเวลา 3 เดือน จะกระทบกำไรสุทธิของกลุ่มโรงกลั่นเฉลี่ยถึง 32% ของกำไรทั้งปี หรือคิดเป็นมูลค่ารวมกว่า 11,000 ล้านบาท

แม้มาตรการดังกล่าวจะช่วยบรรเทาภาระค่าครองชีพในระยะสั้น แต่ในระยะยาวอาจสร้างผลกระทบเชิงโครงสร้าง ทั้งการบิดเบือนกลไกตลาด การลดแรงจูงใจในการลงทุน และการเพิ่มความเสี่ยงด้านนโยบาย (Policy Risk) ซึ่งอาจนำไปสู่การ "De-rating" ของอุตสาหกรรมในสายตานักลงทุน

ในบริบทที่อุตสาหกรรมพลังงานต้องใช้เงินลงทุนระยะยาวและมีความอ่อนไหวต่อเสถียรภาพนโยบาย ความไม่แน่นอนที่เกิดขึ้นอาจส่งผลต่อการตัดสินใจลงทุนใหม่ และกระทบความสามารถในการแข่งขันของประเทศในระยะยาว

ท่ามกลางแรงกดดันด้านค่าครองชีพและความผันผวนของพลังงานโลก คำถามสำคัญจึงไม่ใช่เพียง "จะลดราคาอย่างไร" แต่คือ "จะออกแบบโครงสร้างราคาอย่างไรให้สมดุลทั้งระบบ" โดยไม่สร้างภาระซ้ำซ้อนให้กับผู้เล่นเพียงบางส่วนในห่วงโซ่ และไม่บั่นทอนเสถียรภาพของอุตสาหกรรมในระยะยาว

กลุ่ม ปตท. กลั่นน้ำมันกว่า 58% ของประเทศ

จากข้อมูลสถานการณ์พลังงานไทย ณ วันที่ 9 เม.ย. 2569 โรงกลั่นน้ำมัน ในประเทศไทย มีกำลังการกลั่นรวมของประเทศไทยอยู่ที่ 1,150,000 บาร์เรลต่อวัน ซึ่งในจำนวนนี้เป็นการดำเนินงานโดยโรงกลั่นใน กลุ่ม ปตท. (ไทยออยล์, ไออาร์พีซี, จีซี) ถึง 58% หรือประมาณ 680,000 บาร์เรลต่อวัน ขณะที่สัดส่วนที่เหลืออีก 42% มาจากโรงกลั่นนอกกลุ่ม ปตท. (ได้แก่ กลุ่ม BCP และ SPRC)

นอกจากนี้ จากการรวบรวมสถิติตัวเลขการผลิตเพื่อตอบสนองความต้องการน้ำมันของประเทศไทยในช่วงวันที่ 16-31 มี.ค. 2569 มีรายละเอียดตัวเลขการกลั่นน้ำมันแยกตามประเภท ดังนี้

  • น้ำมันดีเซล: ประเทศไทยมีความต้องการใช้สูงถึง 82.4 ล้านลิตรต่อวัน โดยกลุ่ม ปตท. มีสัดส่วนการผลิตอยู่ที่ประมาณ 65% หรือคิดเป็น 53.7 ล้านลิตรต่อวัน
  • น้ำมันเบนซิน: ความต้องการใช้ของประเทศอยู่ที่ 31.5 ล้านลิตรต่อวัน โดยกลุ่ม ปตท. รับหน้าที่ผลิตในสัดส่วนประมาณ 40% หรือคิดเป็น 12.7 ล้านลิตรต่อวัน 
  • น้ำมันอากาศยาน (Jet Fuel): มีความต้องการใช้ที่ 20.3 ล้านลิตรต่อวัน ซึ่งกลุ่ม ปตท. สนับสนุนการผลิตอยู่ที่ประมาณ 65% หรือคิดเป็น 13.1 ล้านลิตรต่อวัน