วันพฤหัสบดี ที่ 26 มีนาคม 2569

Login
Login

สร้าง 'คนคลัง' ยุค AI ความท้าทายใหม่ 'เทคโนโลยีดิจิทัล'

สร้าง 'คนคลัง' ยุค AI ความท้าทายใหม่ 'เทคโนโลยีดิจิทัล'

"กระทรวงการคลัง" เดินหน้ายกระดับนวัตกรรม มุ่งสร้าง "คนคลัง" ยุค AI ท่ามกลางความท้าทายใหม่ "เทคโนโลยีดิจิทัล"

ปัจจุบัน โลกกำลังเข้าสู่ยุคดิจิทัลอย่างสมบูรณ์ ทุกภาคส่วนต้องปรับตัวเพื่อความอยู่รอด กระทรวงการคลัง ซึ่งทำหน้าที่ดูแลเงินรายได้และรายจ่ายของประเทศก็เผชิญกับความท้าทายใหม่ๆ มากมาย ไม่ว่าจะเป็น คนเปลี่ยนพฤติกรรมการซื้อขาย ธุรกรรมที่ซับซ้อนขึ้น และข้อมูลที่มีปริมาณมหาศาล ทำให้กระทรวงต้องหาทางแก้ปัญหาใหม่

นายลวรณ แสงสนิท ปลัดกระทรวงการคลัง ให้แนวคิดว่า จากนี้ไป กระทรวงการคลังจะเป็นองค์กรดิจิทัลสมบูรณ์แบบ เราจะใช้เทคโนโลยีเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการจัดเก็บภาษี และบริการประชาชนให้ดีขึ้น โดยให้ข้อมูลเป็นตัวขับเคลื่อนองค์กร และสร้างคนคลังให้เหมาะกับยุคดิจิทัล

กระทรวงการคลัง จับมือกับ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เปิดหลักสูตรปริญญาโทเฉพาะด้าน เรื่อง "การบริหารจัดเก็บภาษี และการยกระดับนวัตกรรม" เพื่อพัฒนา "คนคลัง" รุ่นใหม่ให้มีความพร้อม

คนคลังรุ่นใหม่นี้ต้องมีความรู้และทักษะด้านเทคโนโลยี สามารถวิเคราะห์ข้อมูล และเข้าใจโลกดิจิทัลได้เป็นอย่างดี นอกจากนี้ยังต้องมีการฝึกอบรมเพิ่มเติม (Upskill & Reskill) อย่างต่อเนื่อง และที่สำคัญคือ ต้องสร้างวัฒนธรรมองค์กรใหม่ที่เปิดรับการเปลี่ยนแปลง ใช้ข้อมูลในการตัดสินใจ และดึงดูดคนเก่งด้านเทคโนโลยีเข้ามาทำงานในภาครัฐ

สำหรับการลงทุนในเทคโนโลยีและพัฒนาคน คือก้าวสำคัญที่จะนำ "การคลังไทย" ไปสู่การบริหารจัดการที่ทันสมัย มีประสิทธิภาพ และพร้อมรับอนาคต โดยการปฏิรูปครั้งนี้ไม่ได้จำกัดแค่กรมใดกรมหนึ่ง แต่เป็นการปรับปรุงระบบการทำงานทั้งหมด โดยแต่ละกรมมีความก้าวหน้า ดังนี้

กรมสรรพากร: ระบบจัดเก็บภาษีดิจิทัลเต็มรูปแบบ

กรมสรรพากรเป็นผู้นำในการใช้เทคโนโลยี เพื่ออำนวยความสะดวกให้ผู้เสียภาษีและเพิ่มประสิทธิภาพการจัดเก็บ โดยระบบที่นำมาใช้ไม่เพียงทำให้การจัดเก็บภาษีมีประสิทธิภาพและโปร่งใสขึ้น แต่ยังช่วยลดภาระและค่าใช้จ่ายของผู้เสียภาษีด้วย ประกอบด้วย

  • ยื่นแบบและชำระภาษีออนไลน์ - ทำได้ทุกที่ทุกเวลา ไม่ต้องเดินทาง
  • ใบกำกับภาษีอิเล็กทรอนิกส์ - ลดการใช้กระดาษ ป้องกันการปลอมแปลง
  • ใบรับอิเล็กทรอนิกส์ - ตรวจสอบข้อมูลได้รวดเร็วและถูกต้อง

กรมสรรพสามิต: เทคโนโลยีคุมเข้มสินค้าพิเศษ

กรมสรรพสามิต ดูแลการจัดเก็บภาษีจากสินค้าพิเศษ เช่น เหล้า บุหรี่ น้ำมัน รถยนต์ สินค้าฟุ่มเฟือย ซึ่งมักมีปัญหาการลักลอบและหลีกเลี่ยงภาษี รวมทั้งกรมศุลกากรเป็นด่านหน้าสำคัญในการควบคุมสินค้านำเข้า - ส่งออก การใช้เทคโนโลยีจึงมีความจำเป็นอย่างยิ่ง โดยระบบที่นำมาใช้ประกอบด้วย

  • QR Code บนสินค้า - เจ้าหน้าที่สามารถตรวจสอบที่มา การชำระภาษี และรายละเอียดอื่นๆ ได้ทันที
  • ระบบติดตามห่วงโซ่อุปทาน - ป้องกันสินค้าผิดกฎหมายและลดการหลีกเลี่ยงภาษี

กรมศุลกากร: ยกระดับการตรวจการณ์ชายแดน

กรมศุลกากรได้ยกระดับการตรวจการณ์ชายแดนและการสืบสวน กรมศุลกากรเป็นด่านหน้าสำคัญในการควบคุมการนำเข้า - ส่งออกสินค้า การนำเทคโนโลยีมาใช้จึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งเพื่ออำนวยความสะดวกทางการค้าที่ถูกต้อง และเทคโนโลยีที่นำมาใช้ ประกอบด้วย

  • เครื่องเอกซเรย์ขนาดใหญ่ - ตรวจสอบสินค้าในตู้คอนเทนเนอร์ได้อย่างรวดเร็ว โดยไม่ต้องเปิดตรวจทั้งหมด
  • ระบบวิเคราะห์ความเสี่ยง - ประเมินความเสี่ยงของสินค้าแต่ละเที่ยว ทำให้ตรวจสอบได้แม่นยำ
  • ระบบฐานข้อมูลสืบสวน - ติดตาม วิเคราะห์ข้อมูล เพื่อจับกุมผู้กระทำผิด

กรมธนารักษ์: บริหารที่ราชพัสดุอย่างมีระบบ

กรมธนารักษ์บริหารที่ราชพัสดุ กรมธนารักษ์มีภารกิจในการบริหารจัดการที่ราชพัสดุจำนวนมหาศาลทั่วประเทศ การนำเทคโนโลยีสารสนเทศมาใช้เป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งในการจัดการข้อมูลที่ดิน อาคาร สัญญาเช่า การใช้ประโยชน์ และการประเมินมูลค่า โดยมีที่ดินกรมธนารักษ์บริหารจัดการ แบ่งเป็นที่ราชพัสดุที่ใช้ในราชการ 9.6 ล้านไร่ และที่ราชพัสดุที่นำมาจัดหาประโยชน์ 0.919 ล้านไร่

สำหรับการพัฒนาระบบฐานข้อมูล ช่วยให้การบริหารจัดการที่ราชพัสดุเป็นไปอย่างมีระบบ ตรวจสอบได้ ลดความซ้ำซ้อน และเพิ่มประสิทธิภาพในการนำที่ราชพัสดุไปใช้ประโยชน์ให้เกิดมูลค่าสูงสุด ประกอบด้วย

  • ฐานข้อมูลที่ดิน อาคาร - จัดการข้อมูลอย่างเป็นระบบ
  • ระบบสัญญาเช่าและการใช้ประโยชน์ - ตรวจสอบได้ ลดความซ้ำซ้อน
  • ระบบประเมินมูลค่า - นำที่ราชพัสดุไปใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด

ความท้าทายใหม่ในยุคดิจิทัล โดยมีการติดตามรายได้จากธุรกรรมออนไลน์ยาก การซื้อขายสินค้าและบริการบนแพลตฟอร์มออนไลน์ ทั้งในประเทศและต่างประเทศ ทำให้ยากต่อการติดตาม ผู้ประกอบการรายย่อยที่ไม่จดทะเบียน การขายของผ่านโซเชียลมีเดีย หรือรายได้จากแพลตฟอร์มต่างประเทศ ล้วนเป็นช่องทางหลีกเลี่ยงภาษี

ในขณะที่ธุรกิจรูปแบบใหม่ซับซ้อน ธุรกิจดิจิทัลมีความหลากหลายและเปลี่ยนแปลงเร็ว เช่น แพลตฟอร์มบริการต่างๆ การแบ่งปันทรัพย์สิน (Sharing Economy) สินทรัพย์ดิจิทัล (เหรียญดิจิทัล, NFT) การจัดเก็บภาษีจากแหล่งเหล่านี้ต้องการความเข้าใจลึกซึ้งและกฎหมายที่ทันสมัย

นอกจากนี้ ข้อมูลมหาศาลกระจัดกระจาย โดยธุรกรรมดิจิทัลสร้างข้อมูลจำนวนมหาศาล (Big Data) ซึ่งกระจัดกระจายอยู่ตามแพลตฟอร์มต่างๆ สถาบันการเงิน หน่วยงานรัฐอื่นๆ การรวบรวม เชื่อมโยง และวิเคราะห์ข้อมูลเหล่านี้เป็นงานที่ท้าทายมาก รวมทั้งมีการการหลีกเลี่ยงภาษีข้ามพรมแดน เพราะผู้ประกอบการดิจิทัลตั้งฐานอยู่ประเทศใดก็ได้ และให้บริการลูกค้าทั่วโลก ทำให้ยากต่อการระบุและบังคับใช้กฎหมายภาษี โดยเฉพาะผู้ให้บริการที่ไม่มีสำนักงานถาวรในไทย

  • AI เข้ามาช่วยเพิ่มประสิทธิภาพ ท่ามกลางความท้าทายเหล่านี้ ปัญญาประดิษฐ์ (AI) ถูกมองว่าเป็นเครื่องมือสำคัญที่จะช่วยปฏิรูปกระบวนการจัดเก็บภาษีและเพิ่มประสิทธิภาพการจัดเก็บรายได้
  • AI ตรวจช่วยจับผู้หลีกเลี่ยงภาษี AI สามารถวิเคราะห์แพทเทิร์นและระบุพฤติกรรมน่าสงสัย หรือธุรกรรมที่อาจเกี่ยวข้องกับการหลีกเลี่ยงภาษี หรือการคืนภาษีปลอมได้อย่างมีประสิทธิภาพ ช่วยให้เจ้าหน้าที่สามารถเน้นไปที่กลุ่มเสี่ยงได้อย่างแม่นยำ
  • AI ช่วยประเมินความเสี่ยง AI สามารถจัดลำดับความเสี่ยงของผู้เสียภาษีแต่ละราย หรือกลุ่มธุรกิจ เพื่อให้เจ้าหน้าที่สามารถจัดสรรกำลังคนและทรัพยากรในการตรวจสอบได้อย่างเหมาะสมและคุ้มค่าที่สุด