ธ.ก.ส. เปิดตัว “BAAC Matching” แพลตฟอร์มเชื่อมเกษตรกร–ผู้ซื้อโดยตรง แก้ปัญหาราคาถูกกดดัน หนุนรายได้ยั่งยืนในเกมการค้าที่เป็นธรรม
รู้หรือไม่ สถิติจากสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร เปิดเผยถึง การค้าสินค้าเกษตรไทยบนเวทีโลกในปี 2568 ระบุว่า ไทยมีมูลค่า สินค้าเกษตร รวมทั้งสิ้น 1.66 ล้านล้านบาท แม้จะเจอความท้าทายจากคู่แข่งต่างชาติ แต่สินค้าเกษตรไทยก็ยังเติบโตอย่างแข็งแกร่ง
ทว่า มูลค่ามหาศาลขนาดนี้ แต่เกษตรกรจำนวนมากกลับเผชิญกับปัญหาในการเข้าถึงตลาด ทำการเกษตรได้ผลผลิตมาแล้วแต่ไม่รู้จะไปขายที่ใคร และขายที่ไหนจึงได้ราคาที่เหมาะสม
แล้วปัญหานี้จะถูกแก้ไขอย่างไร ทำไมจึงเป็นเช่นนั้น “กรุงเทพธุรกิจ” ชวนรู้จัก “BAAC Matching” แพลตฟอร์มที่จะเข้ามาเป็นตัวกลางเชื่อมต่อระหว่าง “ผู้ขาย” หรือเกษตรกรผู้ผลิต และ “ผู้ซื้อ” แบบที่ไม่ต้องผ่านคนกลางเหมือนในอดีตที่ผ่านมา
เกษตรกรไทยเก่ง แต่โดนบีบด้วยระบบ ต้องมี “ตัวเชื่อม” คนอยากขาย-อยากซื้อตัวเลขจากสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร ระบุว่า รายได้เงินสดสุทธิของครัวเรือนเกษตรปี 2567 อยู่ที่ 308,294 บาท เพิ่มขึ้นจากปีก่อนหน้าราว 1.9% ส่วนรายงานดัชนีเศรษฐกิจการเกษตร ชี้ให้เห็นว่า ดัชนีเศรษฐกิจการเกษตรในเดือนสิงหาคม ปี 2568 ลดลง 11.73% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า โดยสาเหตุหลักมาจาก “ราคาสินค้าเกษตร” เป็นตัวฉุดรั้ง
ไม่เพียงเท่านั้น แต่ตัวเลขดัชนีราคาสินค้าเกษตร จากสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ หรือ สภาพัฒน์ ในไตรมาสที่ 3 ปี 2568 ลดลงจากปีก่อนหน้าถึง 12.8% ตัวเลขทั้งหมดนี้กำลังบอกกับเราว่า แม้ผลผลิตบางอย่างเพิ่มขึ้น แต่ราคาโดยเฉลี่ยกลับลดลง รายได้ของเกษตรกรจำนวนมากถูกบีบให้ลดลงไปอีก โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อสินค้าเหล่านี้ต้องพึ่งพาพ่อค้าคนกลางเป็นหลัก
แม้เกษตรไทยจะทำการเกษตรออกดอกออกผลดีแค่ไหน แต่ถ้าต้องเข้าสู่กระบวนการแบบเดิม ราคาขายไม่ได้สะท้อนถึงคุณภาพ ไม่สอดคล้องกับแรงที่ลงไปจริง ปัญหาดังกล่าวก็จะยังไม่ได้รับการแก้ไข จะทำอย่างไรให้การซื้อขายสินค้าเกษตรสอดคล้องต้องกันระหว่างความต้องการขายและความต้องการซื้อระหว่างผู้ปลูกและผู้บริโภค
นั่นจึงเป็นจุดเริ่มต้นของ “BAAC Matching” จากธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร หรือ “ธ.ก.ส.”
“BAAC Matching” อุดช่องโหว่ ผลิตเท่าไหร่ ขายที่ไหน ใครต้องการสินค้าหลังจาก “BAAC Matching” เปิดให้ใช้งาน เกษตรกรและวิสาหกิจรายย่อยสามารถนำสินค้าวางจำหน่ายบนแพลตฟอร์ม พบว่า เริ่มมีกลุ่มลูกค้าคนเมือง ลูกค้าต่างจังหวัด และกลุ่มลูกค้าที่กำลังมองหาสินค้าชนิดนั้นๆ เข้ามาจับจ่ายมากขึ้น ผลลัพธ์คือเกษตรกรเริ่มเห็นลู่ทาง รู้ว่าสินค้าแบบไหนเป็นที่ต้องการของตลาด ลดการพึ่งพาพ่อค้าคนกลาง ที่สำคัญ ผู้บริโภคก็ได้สินค้าดีในราคาเป็นธรรม รู้ที่มาการผลิต และรู้ว่า เงินที่จ่ายไปจะส่งถึงมือใคร
ทั้งนี้ จุดเด่นที่น่าสนใจของ “BAAC Matching” คือบทบาทของ ธ.ก.ส. ที่ไม่ได้เป็นคนขาย ไม่ได้ตั้งราคา และไม่ได้เป็นเจ้าของสินค้า แต่ทำหน้าที่เป็น “ผู้เชื่อมเกม” ใน 4 มิติ ดังนี้
- เชื่อมเกษตรกรสู่ตลาดที่ไม่เคยเข้าถึง จากเดิมที่ขายได้แค่ในพื้นที่หรือผ่านพ่อค้าคนกลาง กลายเป็นเข้าถึงตลาดออนไลน์ที่กว้างขึ้น และขายตรงถึงผู้บริโภคได้โดยไม่ต้องรอคนมารับซื้อ
- เชื่อมผู้บริโภคสู่แหล่งผลิตโดยตรง ทำให้การซื้อไม่ใช่แค่ได้ของ แต่ได้รู้ที่มา เห็นผู้ผลิต และรู้สึกว่า การจับจ่ายของตัวเองมีส่วนสนับสนุนเศรษฐกิจชุมชน
- เชื่อมธุรกิจในแบบ B2B ให้เข้าถึงเกษตรกรรายย่อยและวิสาหกิจชุมชน เป็นจุดนัดพบให้โรงงาน ร้านอาหาร และผู้ประกอบการ เห็นสินค้า เห็นแหล่งผลิต และต่อยอดสู่ตลาด B2B และการซื้อขายระยะยาว
- เชื่อมโอกาส จากรายได้ครั้งเดียว สู่รายได้ที่ยั่งยืน เมื่อเกษตรกรรู้ความต้องการตลาด ผู้บริโภคได้ของที่มีคุณค่า และธุรกิจมีซัพพลายที่เชื่อถือได้ ทุกฝ่ายจึงได้เล่นในเกมเดียวกัน ด้วยกติกาที่เป็นธรรมมากขึ้น และเมื่อเกมแฟร์ขึ้น คนตัวเล็กก็มีโอกาสตั้งหลักได้จริง
สำหรับตัวอย่างสินค้าเด่นบน “BAAC Matching” มีหลายรายการด้วยกัน ยกตัวอย่างเช่น “ข้าวหอมมะลิ” พร้อมทาน ตรา “อุ่นอิ่ม” ข้าวพร้อมทาน ส่งตรงจากเกษตรกร เก็บได้นานถึง 18 เดือนโดยไม่ต้องแช่เย็น “คุกกี้ปูนา” ตรา ปูนาแสนสวย@คอนสาร ชัยภูมิ มีส่วนผสมของ มันปูนาแท้ 100% ไม่ใส่สารแต่งกลิ่น และ “น้ำสับปะรดพร้อมดื่ม” ตรา ชัวร์จูส คั้นสดจากเนื้อสับปะรดเต็มลูก ไม่เติมน้ําตาล ไม่แต่งกลิ่น
นี่คือตัวอย่างการยกระดับคุณภาพชีวิต ที่ไม่ได้เกิดจากการแจกเงิน แต่เกิดจากให้โอกาสเกษตรกรได้เข้าถึงตลาดมากขึ้น





