"โอสถสภา" เดินหน้าจัดการบรรจุภัณฑ์หมุนเวียน ผลักดันเก็บกลับต่อเนื่อง สร้างความพร้อมก่อนพ.ร.บ.บรรจุภัณฑ์
ภายใต้สถานการณ์การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่ทวีความรุนแรงขึ้นภาครัฐได้ให้ความสำคัญกับการยกระดับ การบริหารจัดการสิ่งแวดล้อม ในเชิงระบบโดยมองว่าการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและการใช้ทรัพยากรอย่างไม่มีประสิทธิภาพเป็นความท้าทายสำคัญของประเทศ หนึ่งในประเด็นที่เชื่อมโยงโดยตรงกับทั้งการใช้ทรัพยากรและผลกระทบด้านสภาพภูมิอากาศ คือปัญหาขยะบรรจุภัณฑ์ ซึ่งเพิ่มขึ้นจากพฤติกรรมการบริโภคที่เน้นความสะดวกและสินค้าพร้อมใช้โดยเฉพาะบรรจุภัณฑ์ใช้ครั้งเดียว ขณะที่ระบบการเก็บกลับและรีไซเคิลของประเทศยังมีข้อจำกัด ส่งผลให้ขยะจำนวนมากไม่ถูกนำกลับเข้าสู่ระบบอย่างเหมาะสม
ในปี พ.ศ. 2567 ประเทศไทยมีปริมาณขยะมูลฝอยมากกว่า 74,529 ตันต่อวัน หรือเฉลี่ย 1.15 กิโลกรัมต่อคนต่อวัน โดยมีเพียงประมาณร้อยละ 38 ที่ได้รับการจัดการอย่างถูกต้อง สะท้อนข้อจำกัดเชิงโครงสร้างของระบบการจัดการขยะในปัจจุบัน ภายใต้บริบทดังกล่าว ภาครัฐได้มีการผลักดันร่างพระราชบัญญัติการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Change Act) และร่างพระราชบัญญัติการจัดการบรรจุภัณฑ์อย่างยั่งยืน ภายใต้หลักการ Extended Producer Responsibility (EPR) มาใช้เป็นกลไกสำคัญในการกำกับดูแลให้ภาคธุรกิจมีส่วนร่วมในการลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมอย่างเป็นระบบ
ในฐานะที่โอสถสภาเป็นผู้ผลิตสินค้าอุปโภคบริโภครายใหญ่ ที่ต้องใช้บรรจุภัณฑ์เป็นส่วนสำคัญหลักการ EPR ย่อมส่งผลต่อการดำเนินธุรกิจอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ โดยผลกระทบทางตรงครอบคลุมถึงความรับผิดชอบที่เพิ่มขึ้นในการบริหารจัดการบรรจุภัณฑ์ใช้แล้ว เช่น ต้นทุนด้านการเก็บกลับ การรีไซเคิล หรือการสนับสนุนระบบจัดการขยะ เป็นต้น ขณะที่ผลกระทบทางอ้อมอาจสะท้อนผ่านความจำเป็นในการปรับรูปแบบบรรจุภัณฑ์และห่วงโซ่อุปทานให้สอดคล้องกับมาตรฐานด้านสิ่งแวดล้อมที่สูงขึ้น ตลอดจนความคาดหวังของผู้บริโภคและนักลงทุน และความสามารถในการแข่งขันภายใต้กรอบนโยบายด้านสิ่งแวดล้อมที่เข้มข้นขึ้นในระยะยาว
สาโรจน์ อินทพันธุ์ Head of External Affairs and Sustainability กล่าวว่า ธุรกิจของโอสถสภาเกี่ยวข้องกับระบบ EPR ทั้งทางตรงและทางอ้อมอย่างแน่นอน เราตระหนักดีว่าความรับผิดชอบของผู้ผลิตในปัจจุบันไม่ได้สิ้นสุดเพียงการส่งมอบสินค้า แต่ครอบคลุมถึงการบริหารจัดการบรรจุภัณฑ์ใช้แล้วไปตลอดวงจรชีวิตผลิตภัณฑ์ เราจึงดำเนินงานด้านบรรจุภัณฑ์เชิงรุกมาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2562 ผ่านการจัดทำแผนงาน การพัฒนาระบบ และการกำกับดูแลอย่างเป็นรูปธรรม เพื่อให้การจัดการบรรจุภัณฑ์เกิดผลลัพธ์ที่ยั่งยืน เป็นการเตรียมความพร้อมล่วงหน้าก่อนที่ พ.ร.บ. EPR จะมีผลบังคับใช้ในอนาคตอันใกล้นี้
โอสถสภากำหนดให้ "บรรจุภัณฑ์ยั่งยืน" เป็นหนึ่งในประเด็นสำคัญด้านความยั่งยืนขององค์กร ภายใต้เป้าประสงค์ในการมุ่งสู่ "Zero Packaging Waste" โดยบริษัทฯ มุ่งพัฒนาระบบการจัดการบรรจุภัณฑ์อย่างรับผิดชอบตลอดวงจรชีวิต ตั้งแต่การออกแบบ การเลือกใช้วัสดุ ไปจนถึงการจัดการหลังการบริโภค ตามแนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียน จากความเชื่อที่ว่า “ทุกผลิตภัณฑ์ที่ผลิตขึ้นมา 1 ชิ้น ย่อมสร้างขยะอย่างน้อย 1 ชิ้นตามมาเสมอ” โอสถสภาจึงให้ความสำคัญกับการออกแบบบรรจุภัณฑ์ให้ใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่า ลดการใช้วัสดุที่ไม่จำเป็น และเพิ่มการใช้วัสดุที่สามารถรีไซเคิลหรือย่อยสลายตามธรรมชาติได้ และส่งเสริมให้เกิดการคัดแยกอย่างจริงจัง แนวทางดังกล่าวได้นำไปสู่การปรับปรุงบรรจุภัณฑ์ในกลุ่มผลิตภัณฑ์หลักอย่างเป็นรูปธรรม โดยปัจจุบันขวดแก้วเครื่องดื่มบำรุงกำลังสามารถรีไซเคิลได้ 100% และมีน้ำหนักลดลงจาก 140 กรัม เหลือประมาณ 120 กรัม หรือคิดเป็น 15% โดยยังคงมาตรฐานด้านความแข็งแรงและความปลอดภัย ทั้งนี้ บริษัทฯ ตั้งเป้าหมายให้บรรจุภัณฑ์ทั้งหมดสามารถนำกลับมารีไซเคิลหรือย่อยสลายเองตามธรรมชาติได้ 100% ภายในปี 2573
เพื่อให้แนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียนเกิดขึ้นอย่างครบวงจร โอสถสภายังให้ความสำคัญกับการบริหารจัดการบรรจุภัณฑ์ใช้แล้วอย่างเป็นระบบ โดยดำเนินงานด้วยเจตนารมณ์ที่มุ่งลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมอย่างแท้จริง ผ่านการกำหนดแผนงาน เป้าหมาย และตัวชี้วัดที่ชัดเจน หนึ่งในโครงการสำคัญคือ Bottle-to-Bottle ที่เน้นการจัดให้มีระบบเก็บกลับขวดแก้ว โดยไม่จำกัดผู้ผลิต เพื่อนำเข้าสู่กระบวนการรีไซเคิล ภายใต้แนวคิด "ขาย 1 เก็บ 1 หรือมากกว่า" ซึ่งบริษัทได้ดำเนินการมาอย่างต่อเนื่อง พร้อมมีการบันทึกและติดตามผลการดำเนินงานอย่างเป็นระบบ และสามารถบรรลุเป้าหมายที่ตั้งไว้ได้ในทุกปีตั้งแต่เริ่มดำเนินโครงการ แนวทางนี้ไม่เพียงช่วยลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและเพิ่มประสิทธิภาพการใช้ทรัพยากร แต่ยังสะท้อนถึงความพร้อมขององค์กรในการปรับตัวและบริหารจัดการบรรจุภัณฑ์อย่างมีความรับผิดชอบ และเป็นการเตรียมความพร้อมล่วงหน้าก่อนที่กฎหมาย EPR จะมีผลบังคับใช้อย่างเป็นทางการ
"พ.ร.บ. EPR ไม่ใช่ข้อจำกัดหรือภาระด้านต้นทุน แต่เป็นกรอบคิดเชิงกลยุทธ์ที่ช่วยให้องค์กรบริหารความเสี่ยงควบคู่กับการสร้างโอกาสในระยะยาว ทั้งต่อสิ่งแวดล้อม สังคม และการเติบโตของธุรกิจ การเตรียมความพร้อมเชิงระบบนี้ ไม่เพียงเพิ่มความยืดหยุ่นต่อการเปลี่ยนแปลงด้านนโยบาย แต่ยังเสริมขีดความสามารถในการแข่งขัน โอสถสภามั่นใจว่าสามารถดำเนินธุรกิจได้อย่างราบรื่นและสอดคล้องกับข้อกำหนดของพ.ร.บ. EPR ที่จะประกาศใช้ในอนาคต และเป็นส่วนสำคัญที่จะยกระดับอุตสาหกรรมการผลิตของประเทศไทย" สาโรจน์ กล่าวเพิ่มเติมว่า
อย่างไรก็ตาม โอสถสภาเชื่อว่าการจัดการบรรจุภัณฑ์อย่างยั่งยืนไม่อาจขับเคลื่อนได้โดยภาคส่วนใดภาคส่วนหนึ่งเพียงลำพัง แต่ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน โดยเฉพาะบทบาทของผู้บริโภคในการคัดแยกขยะอย่างถูกต้องตั้งแต่ต้นทาง เพื่อช่วยนำวัสดุกลับเข้าสู่ระบบอย่างมีประสิทธิภาพ ลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่า และร่วมกันสร้างระบบการจัดการขยะที่ยั่งยืนในระยะยาว
การขับเคลื่อนบรรจุภัณฑ์ยั่งยืนภายใต้หลักการ EPR ไม่ได้เป็นเพียงการแก้ปัญหาขยะปลายทาง แต่เป็นกลไกสำคัญในการลดการใช้ทรัพยากรใหม่ เพิ่มอัตราการรีไซเคิล และลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกตลอดห่วงโซ่คุณค่า ซึ่งมีบทบาทสำคัญต่อการรับมือกับความท้าทายด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในระยะยาว





