"สยามพิวรรธน์" มองวิกฤติเป็นตัวกระตุ้นให้เกิดการเปลี่ยนแปลง ที่พร้อมเปลี่ยน! ในทุกวิกฤติ สร้างโอกาสใหม่ "ไอคอนสยามโมเดล" ถือเป็นโชว์เคสระดับประเทศพลิกเกมย่านธนบุรี และธุรกิจริมแม่น้ำเจ้าพระยาสู่ "ต้นแบบระดับโลก"
สยามพิวรรธน์ ไม่ได้เป็นเพียงผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์เพื่อการค้าปลีก และไม่ได้แค่สร้าง "ศูนย์การค้า" หากแต่การเดินทางตลอดระยะเวลากว่า 67 ปี สู่ทศวรรษที่ 7 พร้อมสร้างสรรค์ความแปลกใหม่ สะท้อนถึงการไม่หยุดนิ่ง และความกล้าที่จะสร้างสิ่งใหม่ๆ ให้โลกได้เห็น สานพันธกิจมุ่งสร้าง "โครงการต้นแบบ" รองรับอุตสาหกรรมท่องเที่ยวและเศรษฐกิจสมัยใหม่ของประเทศไทย พร้อมนำไทยสู่เวทีโลก
อย่างปรากฏการณ์ "ไอคอนสยามโมเดล" เป็นโชว์เคสระดับประเทศพลิกเกมย่านธนบุรี และธุรกิจริมแม่น้ำเจ้าพระยาสู่ "ต้นแบบระดับโลก" หรือแม้ในห้วงแห่งวิกฤติ! ของประเทศไทย หลายครั้งเป็นวิกฤติหนัก และไม่ซ้ำรูปแบบ เป็นช่วงเวลาที่หลายอย่างอาจหยุดนิ่ง แต่ "สยามพิวรรธน์" มองวิกฤติเป็นตัวกระตุ้นให้เกิดการเปลี่ยนแปลง ที่พร้อมเปลี่ยน! ในทุกวิกฤติ สร้างโอกาสใหม่ และชัยชนะตามมา
ด้วยวิสัยทัศน์แห่ง "การสร้างคุณค่าร่วม" และการสร้างเวทีระดับโลก "แพลตฟอร์มแห่งโอกาส" ที่เชื่อมโยงธุรกิจ ผู้คน ชุมชน และโลกเข้าไว้ด้วยกัน ผ่านแนวคิด "วิถีสยามพิวรรธน์" วันนี้พิสูจน์ชัดความแข็งแกร่งของสยามพิวรรธน์ในฐานะ Game Changer ตัวจริง!
ชฎาทิพ จูตระกูล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มบริษัทสยามพิวรรธน์ กล่าวย้ำว่า ความสามารถในการเป็นผู้เปลี่ยนเกม ได้รับการพิสูจน์อย่างชัดเจนในช่วงวิกฤติการณ์ต่างๆ สิ่งที่สยามพิวรรธน์ทำได้ดีที่สุดคือการบริหารความเปลี่ยนแปลงและการนำพาคู่ค้าทั้งหมดผ่านทุก crisis ได้อย่างสง่างาม
ผู้บริหารและพนักงานทุกคนใช้คำว่า Game Changer เป็นหลักยึดในการรับมือกับวิกฤติ การจะเอาชนะวิกฤติได้นั้น ต้องไม่ใช่วิธีการแบบเดิมๆ แต่ต้อง "สร้างแผน คิดใหม่ ทำใหม่" เพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในวงการ ที่จะสามารถกระจายประโยชน์ ที่เรียกว่า Shared Value ให้เกิดขึ้นได้กับทุกคน
การออกจากวิกฤติ หรือการต่อสู้กับวิกฤติ สยามพิวรรธน์ ใช้ประโยคเดียวคือคำว่า Game Changer เพราะทุกครั้งที่มี Crisis หากจะออกจาก Crisis แบบเดิมๆ "ไม่ชนะ" แน่นอน และทุกครั้งที่ผ่านวิกฤติ "สยามพิวรรธน์" จะทำการลงทุน มีโปรดักต์ใหม่ออกมา และทำการตลาดอย่างรุนแรง ซึ่งทำให้ตัวเลขการเติบโตของบริษัทฯ ก้าวกระโดดขึ้นอย่างต่อเนื่อง
ดังนั้น คำว่า Game Changer ของสยามพิวรรธน์ ไม่ได้มาแค่การ "บริหารความเปลี่ยนแปลง" แต่คือทุกอย่างที่ "เมื่อเปลี่ยน" แล้ว "ต้องได้" หรือสร้างต้นแบบ (Prototype) ใหม่ๆ และต้องประสบความสำเร็จ เป็นไปตามแนวคิดที่ว่า "Make the Impossible Possible" (ทำให้สิ่งที่เป็นไปไม่ได้กลายเป็นไปได้) เป็น Mindset ที่ผลักดันให้เกิดโครงการที่ได้รับการยอมรับระดับโลกนั่นเอง
ฝ่าทุกวิกฤติสำเร็จยาวนานกว่า 6 ทศวรรษ
หากมองย้อนกลับไป "สยามพิวรรธน์" มีบทบาทสำคัญในการเป็นผู้บุกเบิกการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์เชิงพาณิชย์ของไทยอย่างแท้จริง โดยเริ่มจากการสร้าง "สยามเซ็นเตอร์" ศูนย์การค้าแห่งแรกของประเทศ ที่วางรากฐานวงการค้าปลีกและสร้างโอกาสให้ผู้ประกอบการไทยแจ้งเกิด "แบรนด์ไทย" และอุตสาหกรรมแฟชั่น
ตามมาด้วยโครงการต้นแบบต่างๆ เช่น สยามทาวเวอร์ อาคารสำนักงานยุคแรกต้นแบบโครงการมิกซ์ยูสคอมเพล็กซ์ และโรงแรม Intercontinental ซึ่งทำให้โรงแรมหรูระดับโลกกล้าลงทุนในเมืองไทย
พร้อมต่อยอดแจ้งเกิดเมกะโปรเจกต์ระดับโลก "สยามพารากอน" ที่ดึงดูดแบรนด์ลักชัวรี เป็นแม่เหล็กสำคัญที่ผลักดันให้ประเทศไทยเป็นจุดหมายปลายทางการลงทุนและการท่องเที่ยวระดับโลก
การสร้างและปรับ "สยามดิสคัฟเวอรี" ให้เป็น hybrid retail หรือการสร้างแลนด์มาร์กริมเจ้าพระยาอย่าง "ไอคอนสยาม" ทั้งหมดนี้สะท้อนจิตวิญญาณของ Game Changer ที่ทำให้ สยามพิวรรธน์ ไม่เพียงเป็นนักพัฒนาโครงการ แต่เป็นแรงบันดาลใจที่เปลี่ยนโฉมวงการค้าปลีกไทย ยกระดับภาพลักษณ์ประเทศไทยสู่เวทีโลก
ไอคอนสยามโมเดล เปลี่ยนเกมย่านธนบุรี
ไอคอนสยาม เป็นบทพิสูจน์ของการเป็น Game Changer ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดครั้งหนึ่ง! โดยเป็นการลงทุนที่สูงที่สุดในประเทศไทยในขณะนั้นด้วยวงเงินกว่า 50,000 ล้านบาท จากการวางแผนที่ดี และการทำงานร่วมกับผู้คนรอบข้าง จึงเป็นโครงการที่ทำให้สยามพิวรรธน์ได้รับการยกย่องว่าเป็นต้นแบบอสังหาริมทรัพย์เพื่อการค้าปลีกของโลก
หัวใจสำคัญของ "ไอคอนสยามโมเดล" คือ การ "สร้างเมือง" และพลิกภาพฝั่งธนบุรี โครงการนี้เกิดขึ้นบนผืนดินฝั่งธนบุรี โดยมีความเชื่อว่าความยิ่งใหญ่ของเมืองต้องสร้างจากการมีส่วนร่วมของคนในพื้นที่ ซึ่งสยามพิวรรธน์ได้ลงพื้นที่พูดคุยกับ 13 ชุมชนริมแม่น้ำ ผู้ประกอบการท้องถิ่น และภาคธุรกิจริมเจ้าพระยา เพื่อทำให้คนฝั่งธนภูมิใจในที่อยู่ของตนเอง จนสามารถสร้าง Address ที่มีคุณค่าไม่แพ้ใจกลางกรุงเทพฯ
ไอคอนสยามโมเดล เป็นต้นแบบกระบวนการพัฒนาโครงการที่ครบวงจร ตั้งแต่การสร้างแบรนด์ การวางโรดแมป ไปจนถึงบริการหลังเปิดดำเนินการ โดยร่วมมือกับผู้เช่าและผู้ประกอบการ สร้างความแตกต่างอย่างแท้จริง ไม่ว่าจะเป็นการผลักดันให้แบรนด์ลักชัวรีร่วมงานกับศิลปินและช่างฝีมือไทย หรือการรวบรวมทีม "The Maker" จากกว่า 10 ประเทศ 4 ทวีป ทำงานบนหลักคิด Co-Creation โดยยึดผลประโยชน์ของผู้คน ชุมชน คู่ค้า และสังคมร่วมกัน ไม่เพียงแค่พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ แต่สร้าง "เมือง" ที่ผู้คนรู้สึกเป็นส่วนหนึ่ง
สิ่งที่สะท้อนความสำเร็จของไอคอนสยามอย่างชัดเจนคือ การดึงดูดแบรนด์ลักชัวรีระดับโลก ซึ่งในอดีตแบรนด์เหล่านี้เลือกเปิดสาขาในฝั่งกรุงเทพฯ เท่านั้น แต่ปัจจุบันพาเหรดมาปักหมุดที่ไอคอนสยาม เพราะเชื่อมั่นว่า "ธนบุรี" กับ "กรุงเทพฯ" เท่าเทียมกันแล้ว และการลงทุนของแบรนด์ลักชัวรีเหล่านี้มีมูลค่าสูงมากต่อสาขา ซึ่งถือเป็นการสร้างความเชื่อมั่นและสร้างงานให้คนไทย
"ไอคอนสยามถูกสร้างให้เป็น Global Destination เป็นแลนด์มาร์กริมแม่น้ำเจ้าพระยา มีการลงทุนเพื่อสร้างสิ่งดึงดูดระดับโลก"
ไม่ว่าจะ True Icon Hall ที่ดึงดูดการประชุมระดับโลก สร้างรายได้หมุนเวียน River Park พื้นที่สาธารณะ 5 ไร่ริมแม่น้ำที่เปิดให้ชุมชนใช้พื้นที่ และการแสดงน้ำพุที่ยาวที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ที่กลายเป็นของขวัญสำหรับคนริมแม่น้ำ ช่วยยกระดับโรงแรมโดยรอบ สุขสยาม เป็นเวทีให้ Local Heroes ได้ก้าวสู่การเป็น Global Heroes ทั้งในแง่ผู้ประกอบการ ศิลปิน และผู้สร้างสรรค์วัฒนธรรมท้องถิ่น เป็น Global Attraction ที่สามารถดึงดูดนักท่องเที่ยวทั่วโลกให้เข้ามาสัมผัสความเป็นไทยอย่างแท้จริง ไอคอนสยามทำให้ประเทศไทยได้รับการยกย่องจาก CNN ว่าเป็น 1 ใน 3 จุดหมายปลายทางของคืนข้ามปีที่ดีที่สุดในโลก
แรงบันดาลใจจากคำปรามาสว่าจะเจ๊ง!
กว่าจะสร้างเมืองไอคอนสยามให้เป็นแลนด์มาร์กระดับโลก ชฎาทิพ ผ่านคำปรามาส ว่า สยามพิวรรธน์จะเจ๊งเมื่อข้ามแม่น้ำ! ประโยคนี้เองเป็นแรงบันดาลใจที่ยิ่งใหญ่และแจ้งเกิดไอคอนสยาม
"ไอคอนสยาม" เปิดมา 1 ปีเจอบทพิสูจน์จากวิกฤติโควิด-19 แต่ก็ก้าวข้ามโควิดออกมาได้
"การที่เราใส่เงินเข้าไป 50,000 ล้านบาท เมื่อ 12 ปีก่อน ซึ่งเป็นการลงทุนที่แพงที่สุดในไทย ตอนเปิดตัวใช้เงิน 1,000 ล้านบาท มี apple store ร้านแรกเปิดที่นี่ ทุกอย่างมาหมดเราต้องให้ทั้งโลกรู้ว่า นี่คือแลนด์มาร์ก! ที่จะทำให้คนทั้งโลกหันกลับมามองประเทศไทยอีกครั้งคืออะไร ซึ่งเราทำให้การเปิดตัวของไอคอนสยามคือ Global ทีวีทุกประเทศในเอเชียฉายภาพออกหมด"
Vision ที่ชัดเจน และไม่ถอยหลังตัวเองไปเป็นศูนย์การค้าทำให้ "ไอคอนสยาม" อยู่ในใจผู้คน ไอคอนสยามยังเป็นโครงการเดียวในโลกที่เป็น the winner of all คว้ารางวัลชนะเลิศรวม 10 รางวัลในทุกประเภท รวมถึงรางวัล MAPIC Awards Best Shopping Center 2019 (ศูนย์การค้าที่ดีที่สุดในโลก) และความภาคภูมิใจล่าสุด คือการได้รับคัดเลือกเป็น Finalist เพียงหนึ่งเดียวจากไทย ในรางวัล Most Influential Retail Property Project of the Past 30 Years ของ MAPIC Award 2025 ซึ่งถูกขนานนามว่าเป็นคานส์ของวงการ Retail โครงการนี้จึงเป็น prototype ที่ผู้ประกอบการทั่วโลกต้องศึกษา ด้วยแนวคิด Preserve and Promote เป็นโครงการที่เกิดขึ้นจากความร่วมมือและผลประโยชน์ร่วมกัน หรือ Co-Creation and Shared Value ทั้งการอนุรักษ์วิถีชีวิตชุมชน การเชื่อมโยงศาสนาและวัฒนธรรมหลากหลาย และวางรากฐานทางเศรษฐกิจที่แข็งแรง
"วันนี้ ไอคอนสยาม ตัวเลขเติบโตอย่างก้าวกระโดดทั้ง traffic และรายได้ในไตรมาสสุดท้ายนี้ ที่จะมีแบรนด์ใหม่เปิดเพิ่มขึ้นถึง 52 ร้านค้า ตั้งแต่ลักชัวรีแบรนด์ร้านแรกในประเทศไทย ถือว่าเป็นปรากฏการณ์เพราะ ลักชัวรีแบรนด์ที่จะเข้ามาไทยสมัยก่อนจะเลือกเปิดฝั่งกรุงเทพฯ แต่ตอนนี้ทุกคนเลือกมาแล้วบอกว่าเปิดไอคอนสยาม เพราะว่าธนบุรีกับกรุงเทพฯ เท่าเทียมกันแล้ว ประโยคนี้สำคัญ เพราะคือความเชื่อมั่น"
แม้ตั้งแต่ปีที่ 2567 ที่ธุรกิจเหนื่อยยาก จากกำลังซื้อถดถอย แต่ผู้ประกอบการก็ยังเลือกเปิดร้านกับไอคอนสยาม รวมกัน 52 แบรนด์ สร้างเม็ดเงินสะพัดกว่า 1,500 ล้านบาทให้กับฝั่งธนบุรีที่จะเป็นแรงส่งที่ดีต่อเนื่องในอนาคต ชฎาทิพ เชื่อเช่นนั้น
สร้างความสำเร็จส่งต่อ "คุณค่าร่วม"
ตลอดเส้นทางการดำเนินธุรกิจกว่า 67 ปี สยามพิวรรธน์ไม่ได้มุ่งเน้นเพียงแค่ผลกำไรของตนเอง แต่ยึดมั่นในหลักการ Co-Creation and Shared Value (การสร้างคุณค่าร่วม) และความเท่าเทียม
พันธกิจหลักประการหนึ่งของสยามพิวรรธน์คือการสร้างคุณค่าร่วมแก่สังคมและชุมชนและต้องทำให้งานที่ทำนั้นเอื้อประโยชน์ให้ทุกคนไม่ใช่แค่คิดถึงกำไรของตัวเอง และต้องยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้คนที่อยู่รายล้อมให้ได้
ยกตัวอย่างชัดเจนจากเวทีสร้าง Global Heroes อย่างสุขสยาม เป็นหัวใจสำคัญที่ทำให้ไอคอนสยามไม่ใช่แค่ศูนย์การค้า และสุขสยาม 15,000 ตร.ม. คือ Global Attraction ที่เปิดพื้นที่ให้กับผู้คนจาก 77 จังหวัดทั่วประเทศ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเป็นเวทีให้ Local Heroes ได้ก้าวสู่การเป็น Global Heroes
สุขสยามทำหน้าที่เป็น "Academy" ที่สร้างผู้ประกอบการรุ่นใหม่จากภูมิปัญญาท้องถิ่น เพื่อป้องกันไม่ให้ภูมิปัญญาเสื่อมถอยไป ซึ่งการสร้างความสำเร็จให้กับผู้ประกอบการรายย่อยเหล่านี้ ทำให้เกิดการกระจายประโยชน์ และเป็นการ embrace (โอบอุ้ม) คนทุกคน โดยยึดหลัก equality (ความเท่าเทียม)
"ประเพณี 77 จังหวัด ที่มาอยู่ในสุขสยาม เป็น lost leaders ฝรั่งถามทำไมเอามาอยู่กลางฟลอร์ เป็นความตั้งใจของเรา เพราะสุขสยาม represent วิถีชีวิตของคนไทย local heroes คือคนเก่งที่สุดในแต่ละชุมชน แต่หากไม่มีโอกาสเข้ามาค้าขายในกรุงเทพฯ ภูมิปัญญาจะเสื่อมถอยไป เพราะลูกหลานไม่อยากค้าขาย เราสร้าง entrepreneur ที่แท้จริง เปิดประตูให้เป็น Global Heroes"
เส้นทางของสยามพิวรรธน์คือบทพิสูจน์ "วิสัยทัศน์ ความกล้า ความศรัทธา" สามารถเปลี่ยนความฝันให้กลายเป็นจริงได้ ทุกโครงการไม่เพียงสร้างความสำเร็จให้แก่บริษัท แต่ยังสร้างผลลัพธ์เชิงบวกให้แก่สังคม ชุมชน และประเทศ ด้วยเป้าหมายสุดท้ายคือการ "นำไทยไปชนะในเวทีโลก" และ "ทำให้คนทั้งโลกอยากมาประเทศไทย" เพราะธุรกิจของเรา ซึ่งนี่คือบทพิสูจน์ของ "ผู้เปลี่ยนเกม" ที่ไม่เพียงขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย แต่ยังทำให้ประเทศไทยเป็นที่จับตามองบนเวทีโลก Win the World for Thailand

