ปตท. เผย ฝ่าทุกวิกฤติดันกำไรโตต่อเนื่องถึงผลดำเนินงานรอบ 6 เดือนแรก (ม.ค.- มิ.ย. 2568) มีกำไรสุทธิ 44,848 ล้านบาท เทียบกับกำไรสุทธิของทั้งปี 67 อยู่ที่ 90,072 ล้านบาท ทำให้มั่นใจได้ว่า "กลยุทธ์มาถูกทาง"
ดร.คงกระพัน อินทรแจ้ง ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) ฉายภาพถึงผลดำเนินงานรอบ 6 เดือนแรก (ม.ค. - มิ.ย. 2568) ว่า ปตท. มีกำไรสุทธิ 44,848 ล้านบาท เทียบกับกำไรสุทธิของทั้งปี 67 อยู่ที่ 90,072 ล้านบาท ทำให้มั่นใจได้ว่า "กลยุทธ์มาถูกทาง" แม้ว่า จะมีความท้าทายจากปัจจัยภายนอกต่างๆ อาทิ สถานการณ์เศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัว ราคาน้ำมันดิบโลกที่ปรับตัวลดลงส่งผลให้มีส่วนต่างของกำไรขาดทุนจากสต็อกน้ำมัน ประกอบกับ Spread ของผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียม และปิโตรเคมีที่ลดลง สำหรับทิศทางการดำเนินงานช่วงครึ่งปีหลัง (ก.ค. - ธ.ค. 2568) คาดว่า ราคาน้ำมันดิบจะไม่ได้ปรับขึ้นมากนัก ขณะที่มาร์จิ้นโรงกลั่นและปิโตรเคมียังทรงตัว แต่กลุ่ม ปตท. เชื่อว่าจะสามารถดำเนินโครงการต่างๆ ตามกลยุทธ์เพื่อเพิ่มกำไรก่อนดอกเบี้ย ภาษี ค่าเสื่อมราคาและค่าตัดจำหน่าย (EBITDA) ตามเป้าหมาย
อย่างไรก็ตาม ภาพรวมเศรษฐกิจ และปัจจัยภายนอกคงจะไม่ได้แย่ลง ราคาน้ำมันและราคาก๊าซธรรมชาติจะไม่ปรับตัวสูงขึ้นมากนัก โดยมาร์จิ้นธุรกิจโรงกลั่น และปิโตรเคมียังคงทรงตัว แต่จากการที่ปตท.มีโครงการที่เรียกว่า EBITDA Uplift จากแผนระยะสั้น คือ
1.) การบริหารความร่วมมือด้าน Supply Chain และ Marketing ของตลาดทั้งในและต่างประเทศ ผ่านโครงการ D1 และ Project One (P1) เพื่อยกระดับ Synergy ภายในกลุ่ม ปตท. ปีนี้ตั้งเป้า 4,325 ล้านบาท ซึ่งครึ่งปีแรกทำได้แล้ว 2,383 ล้านบาท
2.) ทำเรื่อง Operational Excellence (MissionX) ปรับปรุงกระบวนการทำงานให้มีประสิทธิภาพ (Lean Process) ควบคู่ไปกับการทำ Change Management และ Best Practice Sharing เพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงที่ยั่งยืน โดยในส่วนของ MissionX วางเป้าเพิ่ม EBITDA ปีนี้รวม 10,000 ล้านบาท โดยครึ่งแรกของปีนี้ทำได้แล้ว 4,700 ล้านบาท จากนั้นปี 2570 ตั้งเป้าขึ้นมาอยู่ที่ระดับ 30,000 ล้านบาท
3.) ขับเคลื่อน Digital Transformation (Axis) โดยผลักดันให้เกิดการพัฒนา Use Cases สนับสนุนธุรกิจกลุ่ม ปตท. พร้อมทั้งพัฒนา Infrastructure และศักยภาพพนักงาน วางเป้าเพิ่ม EBITDA ปีนี้รวม 200 ล้านบาท โดยครึ่งแรกของปีนี้ทำได้แล้ว 60 ล้านบาท จากนั้นปี 2572 ตั้งเป้าขึ้นมาอยู่ที่ระดับ 12,000 ล้านบาท
4.) Asset Monetization (A1) การบริหารสินทรัพย์เพื่อเกิดประโยชน์สูงสุดของกลุ่ม ปตท. เพิ่ม Asset Optimization & Synergy และปรับโครงสร้างสินทรัพย์ให้เหมาะสม ซึ่ง A1 จะเพิ่มผลการดำเนินงานและมีความมั่นคงในระยะยาว ตั้งเป้าเพิ่มกระแสเงินสดในช่วง 2 ปีนี้ (ปี 2568-2569 ) กว่า 100,000 ล้านบาท แบ่งเป็นปี 2568 จะสร้างกระแสเงินได้ 38,000ล้านบาท และปี 2569 จำนวน 77,000 ล้านบาท และเพิ่ม ROIC ขึ้นจากเดิมอีก 5-10%
5.) Financial Excellence (F1) เสริมสร้างความแข็งแกร่งและวินัยทางการเงินเพื่อการเติบโตอย่างยั่งยืน และการสร้างผลตอบแทนจากการลงทุนที่ดีให้แก่นักลงทุน สอดคล้องพันธกิจสร้างความมั่นคงทางพลังงานและขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ รวมถึงลักษณะธุรกิจของบริษัทไม่ใช่ธุรกิจที่เน้นการเติบโตสูง บริษัทจึงเน้นความมั่นคงและความสม่ำเสมอในการจ่ายเงินปันผล เพื่อให้นักลงทุนพึงพอใจ
ทั้งนี้ ปตท. ได้ตระหนักถึงความคาดหวังและข้อเสนอแนะจากผู้ถือหุ้นและนักลงทุนเกี่ยวกับเงินปันผล และจะนำอัตราผลตอบแทนเงินปันผลในตลาด (yield) และความคาดหวังของนักลงทุนมาพิจารณาประกอบ โดยทั่วไปแล้วนักลงทุนคาดหวังว่าการจ่ายเงินปันผลจะไม่ต่ำกว่าเดิมแต่บริษัทจะมีการพิจารณาโดยคำถึงนึงกระแสเงินสดควบคู่ไปด้วย
สำหรับแผนทั้งหมดที่ปตท. เดินหน้า เป็นไปตามวิสัยทัศน์ของปตท. "แข็งแรงร่วมกับสังคมไทยและเติบโตในระดับโลกอย่างยั่งยืน" ซึ่ง ปตท.ในฐานะบริษัทพลังงานชาติ เราจะเน้นพันธกิจในการสร้างความมั่นคงทางพลังงานให้กับประเทศ สร้างการเติบโตควบคู่กับการลดก๊าซเรือนกระจก พร้อมดูแลผู้มีส่วนได้ส่วนเสียอย่างสมดุลและยั่งยืน ปตท.เตรียมประชุมคณะกรรมการ (บอร์ด) พิจารณาการจ่ายเงินปันผลระหว่างกาล (ผลดำเนินงานครึ่งปีแรก ปี 2568) คาดว่าจะสามารถประกาศออกมาในช่วงไตรมาส ปี 2568 ซึ่งปตท. ให้ความสำคัญกับความสม่ำเสมอในการจ่ายเงินปันผล เนื่องจากนักลงทุนจะชอบความสม่ำเสมอในสถานการณ์ปัจจุบัน
"ปตท. ได้ตั้งเป้าหมายมุ่งสู่การเป็น Global LNG Player สร้างการเติบโต ขยาย LNG Portfolio สู่เป้าหมาย 10 ล้านตันต่อปี ภายในปี 2573 และ 15 ล้านตันต่อปี ภายในปี 2578 โดยลงนามข้อตกลงร่วมศึกษาการจัดหา LNG ระยะยาวกับบริษัท 8 Star Alaska, LLC ประเทศสหรัฐอเมริกา" ดร.คงกระพัน กล่าว
ส่วนธุรกิจนอน - ไฮโดรคาร์บอน มีความก้าวหน้าที่ดี เดินตามแผนกลยุทธ์ปรับพอร์ตการลงทุน โดยธุรกิจ Life Science ได้ร่วมกับพันธมิตรที่เชี่ยวชาญ สร้างการเติบโตแบบพึ่งพาตนเอง โดยปตท.มีแผนในการนำบริษัทอินโนบิก (เอเซีย) จำกัด เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ซึ่งอยู่ระหว่างการศึกษาหาธุรกิจใหม่เพิ่มเติม เพื่อสร้างความแข็งแกร่งให้กับอินโนบิก อย่างไรก็ตาม ที่ผ่านมา ปตท. ได้อนุมัติการขายหุ้นบริษัท Lotus Pharmaceutical Company Limited (Lotus) ไม่เกิน 2% ของจํานวนหุ้นที่ออกและจําหน่ายแล้วทั้งหมดผ่านตลาดหลักทรัพย์ไต้หวัน (TWSE) ส่งผลให้อินโนบิกถือหุ้นใน Lotus อยู่ไม่ต่ำกว่า 36% เพื่อให้ Lotus สามารถจัดหาแหล่งเงินทุนเองในการขยายธุรกิจยา
ด้านความคืบหน้าการหาพันธมิตรร่วมทุนในกลุ่มธุรกิจปิโตรเคมีและการกลั่น (R&P) นั้น ขณะนี้ปตท. อยู่ระหว่างการเจรจาคาดว่าจะสรุปคัดเลือกพันธมิตรได้ภายในปลายปีนี้ และตั้งเป้าดำเนินธุรกรรมให้แล้วเสร็จในปี 2569 แม้ว่าจะดึงพันธมิตรร่วมทุนเข้าถือหุ้นในธุรกิจปิโตรเคมีและการกลั่น แต่ปตท. จะยังคงเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ สำหรับบริษัท Flagship ในกลุ่มธุรกิจปิโตรเคมีและการกลั่น ประกอบด้วย บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) หรือ PTTGC, บริษัท ไทยออยล์ จำกัด (มหาชน) หรือ TOP และบริษัท ไออาร์พีซี จำกัด (มหาชน) หรือ IRPC แม้ยังไม่ได้ตกลงสัดส่วนการเข้าถือหุ้นของพันธมิตรร่วมทุน ซึ่งการดึงพันธมิตรใหม่เข้าร่วมถือหุ้นจะต้องสร้างความแข็งแกร่งให้กับกลุ่มปตท.ในระยะยาว
ตอกย้ำว่ากลยุทธ์มาถูกทาง ปตท. ได้รับการจัดอันดับให้เป็นแบรนด์ที่มีมูลค่าสูงสุดในประเทศไทยต่อเนื่องเป็นปีที่ 5 (ตั้งแต่ปี 2021-2025) จาก Brand Finance บริษัทที่ปรึกษาด้านการประเมินมูลค่าแบรนด์ชั้นนำของโลก ด้วยมูลค่าแบรนด์ 9.2 พันล้านดอลลาร์เติบโตขึ้นจากปีที่ผ่านมาถึง 11% ตอกย้ำความแข็งแกร่งในฐานะผู้นำด้านพลังงานของประเทศที่ได้รับการสนับสนุนจากทุกภาคส่วน ส่งผลให้มีการเติบโตทางธุรกิจอย่างต่อเนื่อง โดยยึดหลักการทำงานด้วยความโปร่งใสและมีธรรมาภิบาล ควบคู่กับการดูแลผู้มีส่วนได้ส่วนเสียอย่างสมดุล
นอกจากนี้ ปตท. ยังได้รับการจัดอันดับในประเภทต่างๆ ประกอบด้วย
- แบรนด์ที่มีผลดัชนีการรับรู้ด้านความยั่งยืน (Sustainability Perceptions Index 2025) สูงที่สุดในประเทศติดต่อกันเป็นปีที่ 2 และเป็นแบรนด์ไทยเพียงแบรนด์เดียวที่มีผลดัชนีการรับรู้ด้านความยั่งยืนอยู่ใน 500 อันดับแรกของโลก โดยมีค่าการรับรู้ด้านความยั่งยืนที่ 792 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
- แบรนด์ที่มีมูลค่าสูงเป็นอันดับที่ 12 ของโลก ในกลุ่มธุรกิจ Oil&Gas และเป็นแบรนด์จากไทยเพียงแบรนด์เดียวที่อยู่ใน 50 อันดับแบรนด์ Oil&Gas แรกของโลก
นอกจากรางวัลขององค์กรแล้วด้านผู้นำทัพ ปตท. ดร.คงกระพัน ติดอันดับ 4 ใน Energy Brand Guardians 2025 จากการจัดอันดับผู้นำองค์กรด้านพลังงานของโลก เนื่องจากมีความโดดเด่นในเรื่องวิสัยทัศน์และกลยุทธ์ที่มุ่งเน้นคุณค่าระยะยาว บนหลักการยั่งยืนอย่างสมดุล





