"การบินไทย" เตรียมเทคออฟเข้าตลาดหลักทรัพย์ฯ 4 ส.ค. 68 นี้ มุ่งยกระดับการดำเนินงานและการให้บริการเพื่อสร้างการเติบโตที่มั่นคงอย่างยั่งยืน ผ่านการปรับปรุงฝูงบิน เพิ่มเส้นทางและความถี่เที่ยวบิน มอบประสบการณ์ที่ดียิ่งขึ้นและยืนหยัดในเส้นทางการบินอย่างแข็งแกร่ง
บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) พร้อมเทคออฟสู่การเติบโตที่มั่นคงอย่างยั่งยืน หลังศาลล้มละลายกลาง มีคำสั่ง ยกเลิกการฟื้นฟูกิจการ เมื่อวันที่ 16 มิถุนายน 2568 นับเป็นอีกหนึ่งความสำเร็จสำคัญหลังบริษัทฯ ต้องเผชิญวิกฤติขาดทุนสะสมมาหลายปี ประกอบกับการได้รับผลกระทบจากสถานการณ์โควิด-19 ตั้งแต่ปี 2563 ที่ส่งผลให้ การบินไทย ต้องเดินหน้าเข้าสู่กระบวนการฟื้นฟูกิจการตั้งแต่ปี 2564 และติดเครื่องหมาย SP พักการซื้อขายหุ้น THAI ในตลาดหลักทรัพย์เป็นการชั่วคราว พร้อมทั้งแปรสภาพจาก "รัฐวิสาหกิจ" สู่การต่อสู้ แข่งขันในแบบ "เอกชน" อย่างเต็มตัว
ตลอดระยะเวลากว่า 4 ปีที่ผ่านมา การบินไทย เดินหน้าปรับโครงสร้างการดำเนินธุรกิจที่สำคัญ หลากหลายด้าน อาทิ
- การปรับโครงสร้างและขนาดองค์กรให้มีความเหมาะสม
- การปรับโครงสร้างฝูงบินและจำนวนเครื่องบินให้มีประสิทธิภาพ
- การขยายเส้นทางและความถี่ในการบินเพื่อมุ่งสู่การเป็น regional network airline
- การปรับปรุงบริการห้องโดยสารและช่องทางการขายเพื่อยกระดับความพึงพอใจของลูกค้า
- การนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาใช้ในทุกกระบวนการทำงานเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ
- การปรับโครงสร้างทุนผ่านการแปลงหนี้เป็นทุน และการเสนอขายหุ้นสามัญเพิ่มทุน ตามแผนฟื้นฟูกิจการ เป็นต้น
ภายใต้การบริหารจัดการอย่างมีประสิทธิภาพ โดยคณะผู้บริหารแผนฟื้นฟูกิจการและผู้บริหารที่มีความเชี่ยวชาญและประสบการณ์ในธุรกิจการบิน ส่งผลให้ การบินไทย สามารถพลิกฟื้นกิจการและสร้างผลการดำเนินงานที่แข็งแกร่งตลอดช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา โดยบริษัทฯ สามารถทำกำไรจากการดำเนินงานได้อย่างต่อเนื่องทุกไตรมาสตั้งแต่ปี 2566 รวมทั้งยังเป็นสายการบินที่มีอัตรากำไรจากการดำเนินงานสูงสุด 3 อันดับแรกของโลกติดต่อกันในช่วง 2 ไตรมาสล่าสุด จากการจัดทำข้อมูลโดย Airline Weekly ซึ่งเป็นหลักฐานที่ชัดเจนว่าการบินไทยกลับมายืนได้อย่างแข็งแรงอีกครั้ง
ในวันนี้การบินไทย ได้ดำเนินการตามเงื่อนไขของแผนฟื้นฟูกิจการครบทั้ง 4 ข้อแล้ว ได้แก่
- การจดทะเบียนเพิ่มทุนจดทะเบียนของบริษัทฯ เพื่อรองรับการปรับโครงสร้างทุน
- การดำเนินการตามแผนฟื้นฟูกิจการ โดยไม่เกิดเหตุผิดนัด
- การมี EBITDA หลังหักค่าเช่าเครื่องบินตามงบเฉพาะกิจการย้อนหลัง 12 เดือน ประมาณ 40,308 ล้านบาท (เดือนเมษายน ปี 2567 ถึงมีนาคม ปี 2568) ซึ่งสูงกว่าที่แผนฟื้นฟูกิจการกำหนดไว้ที่ 20,000 ล้านบาท และมีส่วนของผู้ถือหุ้นตามงบการเงินเฉพาะกิจการของบริษัทฯ เป็นบวกจากการปรับโครงสร้างทุน
- เสร็จสิ้นกระบวนการแต่งตั้งคณะกรรมการชุดใหม่และจดทะเบียนเปลี่ยนแปลงกรรมการต่อกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ เมื่อวันที่ 22 เมษายน 2568 ทำให้เมื่อวันที่ 16 มิถุนายน 2568 ศาลล้มละลายกลางจึงมีคำสั่งยกเลิกการฟื้นฟูกิจการของการบินไทยเรียบร้อยแล้ว
นอกจากนี้ การบินไทย ได้ดำเนินการแต่งตั้งประธานกรรมการ คณะกรรมการตรวจสอบ และคณะกรรมการสรรหาและกำหนดค่าตอบแทน โดยมีมติแต่งตั้ง "นายลวรณ แสงสนิท" ให้ดำรงตำแหน่ง ประธานกรรมการบริษัทการบินไทย โดยปัจจุบัน บริษัทฯ อยู่ระหว่างการดำเนินการตามขั้นตอนของ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย โดยมีนำหุ้น THAI กลับเข้าซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยอีกครั้งในวันที่ 4 สิงหาคม 2568
ถึงแม้ว่าจะเป็นการเสร็จสิ้นกระบวนการฟื้นฟูกิจการ แต่นี่ไม่ใช่จุดสิ้นสุดของการพัฒนา แต่เป็นจุดเริ่มต้นของการเติบโตอีกครั้งอย่างมั่นคงและยั่งยืนและต่อจากนี้การบินไทยกำลังจะก้าวต่อไปอย่างมั่นคงในฐานะ "บริษัทเอกชน" เต็มรูปแบบ โดยยืนยันว่าการเดินหน้าองค์กรด้วยการเป็นเอกชน ทำให้มีความคล่องตัวในการตัดสินใจและสามารถปรับตัวได้อย่างรวดเร็วต่อภาวะการแข่งขันของอุตสาหกรรมการบินที่เปลี่ยนแปลงตลอดเวลา ซึ่งคือรากฐานของการเติบโตแบบใหม่ ที่มุ่งพัฒนาในทุกมิติเพื่อยกระดับคุณภาพการบริการอย่างต่อเนื่อง และทำให้การบินไทยไปสู่เป้าหมาย "หนึ่งในสายการบินแนวหน้าของโลก" ที่คนไทยภาคภูมิใจ
การกลับมาเติบโตอย่างมั่นคงและยั่งยืนครั้งนี้ การบินไทยจะเดินหน้าสร้างการเติบโตผ่านกลยุทธ์หลายด้านไม่ว่าจะเป็นการให้ความสำคัญกับการปรับปรุงฝูงบิน การเพิ่มเส้นทางและความถี่ในการให้บริการและการยกระดับมาตรฐานการบินในทุกด้าน
โดยวางแผนเพิ่มจำนวนเครื่องบินเป็น 93 ลำภายในปี 2026 และตั้งเป้าหมายระยะยาวที่ 150 ลำภายในปี 2033 ซึ่งคาดว่าจะมีเพียง 4 แบบเครื่องบิน (จากเดิม 8 รุ่นก่อนเข้าแผนฟื้นฟูฯ) และ 5 ประเภทเครื่องยนต์ (จากเดิม 9 ประเภทเครื่องยนต์) โดยเป้าหมายในการขยายฝูงบินดังกล่าวจะเป็นการสร้างโอกาสในการเติบโตของส่วนแบ่งทางการตลาด และสร้างรายได้เพิ่มเติมในอนาคต รวมทั้งยังสามารถควบคุมต้นทุนในการบริหารจัดการและซ่อมบำรุงให้มีประสิทธิภาพมากขึ้นในอนาคต
- ด้านการสร้างประสบการณ์ การบินไทยจะเดินหน้าปรับปรุงการให้บริการในทุกมิติ อาทิ การปรับปรุง Royal Silk Class บนเครื่องบิน Airbus A320 และเปิดตัว Airbus A321neo ที่มีที่นั่งในชั้น Royal Silk Class แบบ Flat Bed นอกจากนี้ยังติดตั้งระบบความบันเทิงที่ทันสมัย และบริการอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงบนเครื่องบิน นำเสนอประสบการณ์ด้านอาหารและรสชาติภายใต้แนวคิด "Good Taste for a Good Cause" และการสร้างสรรค์ชุด Amenity Kit ที่สะท้อนวัฒนธรรมไทย
- ด้านนวัตกรรม การบินไทยนำเสนอนวัตกรรมดิจิทัลที่ออกแบบมาให้ "ผู้ใช้เป็นศูนย์กลาง" (Customer Centric) ทั้งบนเว็บไซต์และแอปพลิเคชันมือถือ รวมถึงการยกระดับกระบวนการภายในองค์กรด้วยเทคโนโลยีและนวัตกรรม พร้อมเตรียมปรับปรุง Booking engine ใหม่ที่คาดว่าจะเปิดตัวในเดือนสิงหาคมนี้ เพื่อทำให้บริการการจองบัตรโดยสาร การใช้งานสิทธิประโยชน์ต่างๆ ไปจนถึงบริการระหว่างเดินทางให้ผู้โดยสารได้รับความสะดวก
- ด้านผลประกอบการ เพื่อตอกย้ำการเติบโตอย่างยั่งยืน ผลการดำเนินงานสะท้อนให้เห็นแล้วว่าวันนี้การบินไทยเดินหน้าอย่างแข็งแกร่ง มีผลประกอบการที่ฟื้นตัวอย่างต่อเนื่อง โดยผลการดำเนินงานสำหรับปีสิ้นสุดวันที่ 31 ธันวาคม 2567 บริษัทฯ มีรายได้รวม (ไม่รวมรายการที่เกิดขึ้นครั้งเดียว) 187,989 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 16.7% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน และในไตรมาส 1 ปี 2568 บริษัทฯ มีรายได้รวม (ไม่รวมรายการที่เกิดขึ้นครั้งเดียว) ทั้งสิ้น 51,625 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 12.3% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยมีกำไรจากการดำเนินงานก่อนต้นทุนทางการเงิน (ไม่รวมรายการที่เกิดขึ้นครั้งเดียว) 13,661 ล้านบาท หรือคิดเป็นอัตรากำไร (EBIT Margin) 26.5% ขณะที่ส่วนของผู้ถือหุ้นเท่ากับ 55,439 ล้านบาท และอัตราส่วนหนี้สินที่มีภาระดอกเบี้ยต่อส่วนของผู้ถือหุ้น (Interest Bearing Debt to Equity) 2.23 เท่า ซึ่งดีขึ้นอย่างมากจากก่อนเข้าสู่การฟื้นฟูกิจการ ณ สิ้นปี 2562 ที่ 12.52 เท่า อันเป็นผลมาจากการปฏิรูปธุรกิจและการปรับโครงสร้างทุนตามแผนฟื้นฟูกิจการในช่วงที่ผ่านมา โดยสิ่งเหล่านี้คือเครื่องยืนยันว่าการบินไทยมีสถานะทางการเงินและโครงสร้างทุนที่แข็งแรงและมีความพร้อมที่จะต่อยอดสร้างการเติบโตทางธุรกิจได้อย่างมั่นคงและยั่งยืนในอนาคตผ่านการกำกับดูแลกิจการที่โปร่งใส การบริหารจัดการโดยคณะผู้บริหารที่มากด้วยประสบการณ์ ตลอดจนการมีนโยบายการบริหารจัดการความเสี่ยงทั้งการดำเนินงานและทางการเงินที่มีประสิทธิภาพ เพื่อให้แน่ใจได้ว่า การบินไทย มีความพร้อมที่จะเข้าเป็นหนึ่งในบริษัทจดทะเบียนชั้นนำที่มีคุณภาพใน ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย โดยคำนึงถึงประโยชน์สูงสุดต่อบริษัทและผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทุกฝ่าย





