"ธนาคารพาณิชย์ไร้สาขา" พร้อมยกระดับการเข้าถึงบริการทางการเงินและขับเคลื่อนนวัตกรรม เพื่อประโยชน์ของคนไทยทุกกลุ่ม กลุ่มผู้นำด้านฟินเทค "Lightnet" และ "WeLab" ประกาศความพร้อมนำนวัตกรรมและความเชี่ยวชาญระดับสากลร่วมเสริมศักยภาพระบบการเงินไทย
ในปัจจุบัน "Virtual Banks" หรือ "ธนาคารพาณิชย์ไร้สาขา" กำลังได้รับความสนใจอย่างมากในฐานะกลไกสำคัญที่จะเข้ามาปฏิรูปและยกระดับโครงสร้างระบบบริการทางการเงินของประเทศไทย โดยธนาคารพาณิชย์รูปแบบใหม่นี้ จะให้บริการผ่านแพลตฟอร์มดิจิทัลเป็นหลัก และมุ่งเน้นการส่งเสริมนวัตกรรมทางการเงิน ควบคู่ไปกับการบริหารจัดการความเสี่ยงอย่างมีประสิทธิภาพ ภายใต้หลักธรรมาภิบาลและความรับผิดชอบต่อสังคม
การขยายขอบเขตบริการทางการเงิน : มุ่งเน้นการเข้าถึงประชากรทุกกลุ่มอย่างทั่วถึง
การริเริ่มธนาคารพาณิชย์ไร้สาขาโดยธนาคารแห่งประเทศไทยนั้น มิได้มุ่งเน้นการแข่งขันเพื่อแย่งชิงส่วนแบ่งตลาดจากธนาคารพาณิชย์แบบดั้งเดิม หากแต่มีวัตถุประสงค์หลักคือการยกระดับการเข้าถึงบริการทางการเงินให้ครอบคลุมยิ่งขึ้น โดยเฉพาะกลุ่มประชากรที่ยังเข้าไม่ถึงระบบการเงิน เช่น แรงงานภาคเกษตรกรรมและแรงงานนอกระบบ ซึ่งในอดีตประสบปัญหาในการเข้าถึงบริการทางการเงินรูปแบบเดิม
การขอใบอนุญาตธนาคารพาณิชย์ไร้สาขาในประเทศไทยได้รับความสนใจอย่างมากจากหลากหลายภาคส่วน โดยเฉพาะอย่างยิ่งกลุ่มพันธมิตรระหว่าง Lightnet และ WeLab ซึ่งเป็นการผนึกกำลังเชิงกลยุทธ์ที่นำความแข็งแกร่งของระบบนิเวศทางการเงินจาก Lightnet มาผสานกับเทคโนโลยีล้ำสมัยและความเชี่ยวชาญด้านธนาคารพาณิชย์ไร้สาขาที่ได้รับการยอมรับของ WeLab โดยมีเป้าหมายเพื่อขยายการเข้าถึงบริการทางการเงินไปยังกลุ่มประชากรที่ยังไม่ได้รับการบริการอย่างทั่วถึง ลดความเหลื่อมล้ำทางการเงิน ส่งเสริมการรวมกลุ่มทางการเงิน และกระตุ้นการแข่งขันในอุตสาหกรรมธนาคารของประเทศไทยอย่างมีคุณภาพ
ดร.ชาลี อัศวธีระธรรม ประธานบริษัท ไลท์เน็ท กรุ๊ป (Lightnet Group) และที่ปรึกษาอาวุโสกลุ่มทุน Lightnet-WeLab กล่าวว่า ประเทศไทยแสดงให้เห็นถึงศักยภาพและความต้องการบริการ ธนาคารพาณิชย์ไร้สาขา อย่างมาก โดยมีประชากรกว่า 63% ที่ยังเข้าไม่ถึงบริการทางการเงินที่เป็นทางการอย่างเพียงพอ ซึ่งรวมถึงกลุ่มผู้ประกอบการรายเดี่ยว เช่น เจ้าของธุรกิจขนาดเล็ก ฟรีแลนซ์ และผู้ที่มีรายได้เสริม ซึ่งมักเผชิญกับความท้าทายทางการเงินและจำเป็นต้องพึ่งพาแหล่งเงินทุนนอกระบบ ธนาคารพาณิชย์ไร้สาขาที่ขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) พร้อมด้วยผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์และระบบรักษาความปลอดภัยที่แข็งแกร่ง จะช่วยยกระดับการเข้าถึงบริการทางการเงินและความสะดวกสบายได้อย่างมีนัยสำคัญ
นอกจากนี้ ธนาคารพาณิชย์ไร้สาขายังมีบทบาทสำคัญในการสร้างสภาพแวดล้อมการแข่งขันที่มีประสิทธิภาพ ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อผู้บริโภคในที่สุด ตัวอย่างเช่น การประกาศใบอนุญาตธนาคารพาณิชย์ไร้สาขาในฮ่องกงเมื่อปี 2562 ได้กระตุ้นให้ธนาคารพาณิชย์แบบดั้งเดิมยกเลิกค่าธรรมเนียมสำหรับการรักษาบัญชีที่มีเงินคงเหลือน้อย เพื่อปรับกลยุทธ์ให้สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงของตลาดกับเกณฑ์ของธนาคารพาณิชย์ไร้สาขา
คาดการณ์ได้ว่าธนาคารพาณิชย์ไร้สาขาจะสามารถกำหนดมาตรฐานใหม่ในตลาดประเทศไทย กระตุ้นให้ธนาคารพาณิชย์แบบดั้งเดิมยกเลิกข้อกำหนดยอดเงินขั้นต่ำในการเปิดบัญชี และยกเลิกค่าธรรมเนียมการดูแลบัญชี ซึ่งจะส่งเสริมการเข้าถึงบริการทางการเงินและการรวมกลุ่มทางการเงินอย่างยั่งยืนและทั่วถึงยิ่งขึ้น
พลิกโฉมสินเชื่อ : ข้อมูลทางเลือกเปิดโอกาสใหม่ให้แรงงานนอกระบบ
จากการสำรวจการเข้าถึงบริการทางการเงินของธนาคารแห่งประเทศไทยในปี 2565 คาดว่า 58% ของครัวเรือนไทยยังไม่ได้รับบริการจากสถาบันการเงินอย่างเป็นทางการ การให้สินเชื่ออย่างมีความรับผิดชอบจึงเป็นปัจจัยสำคัญในการนำกลุ่มประชากรกลุ่มนี้เข้าสู่ระบบเศรษฐกิจทางการเงิน WeLab มีความเชี่ยวชาญด้านสินเชื่อดิจิทัลมาตั้งแต่ก่อตั้งในปี 2556 ปัจจุบันมีฐานผู้ใช้งานราว 70 ล้านราย และมียอดปล่อยสินเชื่อรวมกว่า 5 แสนล้านบาท โดย 70% ของสินเชื่อดังกล่าวถูกมอบให้กับกลุ่มประชากรที่ยังเข้าไม่ถึงบริการทางการเงินอย่างเพียงพอ ซึ่งเป็นการเปิดโอกาสให้พวกเขาสามารถเข้าถึงบริการทางการเงินที่มักไม่สามารถเข้าถึงได้จากธนาคารพาณิชย์แบบดั้งเดิม
ดร. ชาลี กล่าวเพิ่มเติมว่า แรงงานนอกระบบและผู้ประกอบการรายเดี่ยว หรือที่เราเรียกว่า Solopreneurs มักประสบปัญหาในการเข้าถึงสินเชื่อแบบดั้งเดิม เพราะขาดรายได้ที่แน่นอนและเอกสารทางการที่ครบถ้วน เราจึงนำข้อมูลทางเลือก เช่น การใช้โทรศัพท์มือถือ ประวัติการทำธุรกรรม และข้อมูลจากโซเชียลมีเดีย มาใช้ในการเสนอสินเชื่อที่เข้าถึงง่าย พร้อมเงื่อนไขที่เหมาะสมและตารางการชำระเงินที่ยืดหยุ่น ความมุ่งมั่นของเราในการส่งเสริมการเข้าถึงบริการทางการเงินครอบคลุมทั้งระบบเศรษฐกิจแบบดั้งเดิมและระบบเศรษฐกิจแบบใหม่ ตัวอย่างเช่น เราตั้งเป้าที่จะให้บริการเกษตรกรไทย 2 ล้านราย โดยใช้เทคโนโลยีใหม่ ๆ เช่นการวิเคราะห์ภาพถ่ายดาวเทียมเพื่อระบุผู้ขอสินเชื่อที่มีศักยภาพในการชำระคืนสูง
เสริมศักยภาพระดับภูมิภาค ขับเคลื่อนผลลัพธ์ในประเทศ : มุ่งสู่การเป็นธนาคารพาณิชย์ไร้สาขาชั้นนำของไทย
Lightnet-WeLab เป็นกลุ่มพันธมิตรฟินเทคชั้นนำ โดย WeLab มีความเชี่ยวชาญระดับสากลในการจัดตั้งและบริหารธนาคารพาณิชย์ไร้สาขาในหลายประเทศ เช่น ฮ่องกง (WeLab Bank) และอินโดนีเซีย (Bank Saqu) WeLab Bank สามารถถึงจุดคุ้มทุนได้ภายใน 4 ปี ซึ่งเร็วกว่าค่าเฉลี่ยอุตสาหกรรมที่ 5-7 ปี และเริ่มทำกำไรได้ตั้งแต่ไตรมาสแรกของปี 2568 ขณะที่ Bank Saqu เป็นหนึ่งในธนาคารพาณิชย์ไร้สาขาที่เติบโตเร็วที่สุดในภูมิภาค โดยมีผู้ใช้งานถึง 1 ล้านราย ภายใน 6 เดือนแรก และปัจจุบันมีลูกค้ากว่า 2.5 ล้านราย ด้วยผลงานและประสบการณ์ที่ได้รับการพิสูจน์ในระดับภูมิภาค กลุ่มพันธมิตร Lightnet-WeLab จึงมีความพร้อมอย่างยิ่งที่จะนำความเชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีดิจิทัลและการดำเนินงานธนาคารพาณิชย์ไร้สาขา มาสนับสนุนการเปิดตัวและขยายบริการในประเทศไทยอย่างมีประสิทธิภาพ ภายใต้การกำกับดูแลที่เหมาะสมและการอนุญาตจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
ไซมอน ลุง ผู้ก่อตั้งและประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่มบริษัท WeLab กล่าวว่า ประสบการณ์ของ WeLab ในการจัดตั้งและเปิดให้บริการธนาคารดิจิทัล ทั้งในฮ่องกงที่ใช้เวลาเตรียมการ 18 เดือน และในอินโดนีเซียกับ Bank Saqu ที่เปิดตัวได้ภายใน 6 เดือน แสดงให้เห็นถึงความสามารถของเราในการพัฒนาและเปิดดำเนินการธนาคารพาณิชย์ไร้สาขาได้อย่างรวดเร็วและครบวงจร เราพร้อมนำแพลตฟอร์มที่ออกแบบมาโดยเฉพาะ พร้อมฟีเจอร์สำคัญ เช่น การเปิดบัญชีทันที การยืนยันตัวตนและตรวจสอบข้อมูลผ่านมือถือ (Mobile KYC/AML) และการเข้าถึงบัตรเดบิต มาปรับใช้ในประเทศไทยได้อย่างมีประสิทธิภาพ ขณะนี้ เราอยู่ในจุดที่พร้อมในการยกระดับประสบการณ์ของลูกค้าชาวไทย ด้วยผลิตภัณฑ์ที่ขับเคลื่อนด้วย AI และนวัตกรรมที่พัฒนาให้ตรงกับความต้องการของตลาดในประเทศ
ในประเทศอินโดนีเซีย Bank Saqu ดำเนินงานด้วยพันธกิจที่สอดคล้องกับกลุ่มพันธมิตรฯ โดยมุ่งให้บริการทางการเงินแก่กลุ่มประชากรที่ยังเข้าไม่ถึงระบบธนาคาร ผ่านโซลูชันธนาคารเสมือนจริงที่ขับเคลื่อนด้วย AI ปัจจุบันกว่า 40% ของฐานลูกค้า Bank Saqu เป็นผู้ประกอบการรายเดี่ยว ซึ่งมักประสบข้อจำกัดในการเข้าถึงบริการทางการเงินแบบดั้งเดิม Bank Saqu มีวิสัยทัศน์ในการส่งเสริมศักยภาพของผู้ประกอบการกลุ่มนี้ เพื่อให้สามารถขยายธุรกิจได้อย่างมีประสิทธิภาพ และวางรากฐานสู่ความมั่นคงทางการเงินในระยะยาวอย่างยั่งยืน
ฟังก์ชัน "Pocket" ของ Bank Saqu ที่ให้ผู้ใช้สร้างกระเป๋าเงินย่อยหลายใบในบัญชีเดียว ได้รับการตอบรับที่ดีจากผู้ประกอบการรายเดี่ยว เนื่องจากฟังก์ชันนี้ช่วยให้พวกเขาสามารถจัดการแหล่งรายได้ที่หลากหลาย เช่น เงินเดือนประจำ รายได้จากการขายของออนไลน์ หรืองานอิสระ ปัจจุบัน 30% ของลูกค้าใช้ฟีเจอร์นี้เพื่อจัดระเบียบการเงินของตนเองให้ดีขึ้น ซึ่งแสดงให้เห็นถึงศักยภาพของการเปิดตัวผลิตภัณฑ์ที่คล้ายกันในประเทศไทย โดยสามารถช่วยให้กลุ่มประชากรที่ยังเข้าไม่ถึงบริการทางการเงินมีเครื่องมือที่เหมาะสมในการบริหารจัดการรายได้และการเงินได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ไซมอน กล่าวเพิมเติมว่า ฟังก์ชันบัญชีย่อย เป็นคุณสมบัติที่ได้รับความนิยมอย่างมาก โดยเฉพาะในอินโดนีเซีย ซึ่งช่วยให้ผู้ใช้ควบคุมการเงินและเพิ่มการออมได้อย่างมีประสิทธิภาพ การใช้บัญชีย่อยที่มากขึ้นมีความสัมพันธ์โดยตรงกับการฝากเงินที่สูงขึ้น ซึ่งแสดงให้เห็นว่าธนาคารพาณิชย์ไร้สาขาของเรามีบทบาทสำคัญในการสนับสนุนการจัดการการเงิน และช่วยให้ผู้ใช้บรรลุเป้าหมายทางการเงินของตนได้
ธนาคารฯ ยังได้พัฒนาเครื่องมือขั้นสูงที่ออกแบบมาเพื่อส่งเสริมพฤติกรรมการออมที่ดี และให้คำแนะนำเชิงกลยุทธ์เกี่ยวกับการวางแผนกองทุนฉุกเฉิน ซึ่งช่วยให้ผู้ใช้เตรียมพร้อมรับมือกับสถานการณ์ทางการเงินที่ไม่คาดคิด ด้วยการขับเคลื่อนโดยการวิเคราะห์ข้อมูลด้วย AI WeLab มอบข้อมูลเชิงลึกและคำแนะนำทางการเงินที่ปรับให้เหมาะกับแต่ละบุคคล เปรียบเสมือนมีที่ปรึกษาทางการเงินส่วนตัว ซึ่งเป็นบริการที่เคยจำกัดเฉพาะลูกค้าที่มีสินทรัพย์สูงกว่า 10 ล้านบาทในธนาคารพาณิชย์แบบดั้งเดิมเทคโนโลยีนี้ได้เปิดโอกาสให้ผู้ใช้งานจำนวนมากเข้าถึงบริการทางการเงินคุณภาพสูงในต้นทุนที่ลดลง พร้อมตอบสนองความต้องการของกลุ่มประชากรที่ยังเข้าไม่ถึงบริการทางการเงินแบบดั้งเดิม
สร้างธนาคารพาณิชย์ไร้สาขาที่แข็งแกร่ง ด้วยเทคโนโลยี AI ป้องกันการฉ้อโกง
แนวโน้มการฉ้อโกงทางการเงินออนไลน์ที่พุ่งสูงขึ้นในเอเชียเป็นความท้าทายที่บั่นทอนความเชื่อมั่นของประชาชนและขัดขวางการยอมรับธนาคารพาณิชย์ไร้สาขาในวงกว้าง เพื่อสร้างระบบนิเวศทางการเงินดิจิทัลที่ปลอดภัยและน่าเชื่อถือ กลุ่มพันธมิตรฯ ซึ่งมีความเชี่ยวชาญด้าน AI และระบบบริหารจัดการความเสี่ยงขั้นสูง จึงได้ร่วมมือเชิงกลยุทธ์กับกองบัญชาการสอบสวนกลาง (CIB) เพื่อยกระดับการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางการเงิน ความร่วมมือนี้มุ่งนำกรอบการวิเคราะห์ข้อมูลที่ประสบความสำเร็จมาแล้วในฮ่องกงและอินโดนีเซียมาปรับใช้ในไทย โดยใช้เทคโนโลยีล้ำสมัย เช่น Generative AI ในการตรวจจับความผิดปกติ วิเคราะห์ธุรกรรมซับซ้อน และทลายเครือข่ายบัญชีม้าที่เกี่ยวข้องกับแก๊งคอลเซ็นเตอร์ ความร่วมมือนี้ถือเป็นก้าวสำคัญในการสนับสนุนนโยบายความมั่นคงทางการเงินดิจิทัลของประเทศ และสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ผู้บริโภคในระบบธนาคารยุคใหม่
นอกจากนี้ WeLab ยังได้นำเทคโนโลยี Edge Computing มาใช้ ซึ่งเป็นทางเลือกที่มีประสิทธิภาพและรวดเร็วกว่าการประมวลผลผ่านคลาวด์แบบเดิม โดยการประมวลผลข้อมูลใกล้ต้นทางช่วยลดเวลาตอบสนอง เพิ่มความแม่นยำในการตรวจจับการฉ้อโกงแบบเรียลไทม์ และยกระดับความสามารถในการประมวลผลขั้นสูงได้ทันที เทคโนโลยีนี้ยังช่วยเสริมความมั่นคงของข้อมูลส่วนบุคคล ทั้งด้านความปลอดภัยและความเป็นส่วนตัวของผู้ใช้งาน
ตัวอย่างเช่น ระบบ AI ตรวจจับภาพพื้นหลังที่พัฒนาโดย WeLab สามารถระบุพฤติกรรมน่าสงสัย เช่น การเปิดบัญชีหลายบัญชีจากที่เดียวกัน โดยวิเคราะห์ความคล้ายคลึงของภาพพื้นหลังในภาพเซลฟี ซึ่งมีความแม่นยำสูงถึง 95% ธนาคารพาณิชย์ไร้สาขาที่มีองค์ความรู้และเทคโนโลยีระดับนี้ จึงมีบทบาทสำคัญในการยกระดับความปลอดภัยทางการเงิน และส่งเสริมการให้บริการทางการเงินที่ปลอดภัยและมีความรับผิดชอบ
ดร.ชาลี กล่าวเพิ่มเติมว่า Lightnet - WeLab เป็นองค์กรฟินเทคที่ถูกออกแบบบนพื้นฐานของโครงสร้างแบบเปิด (Open Infrastructure) ซึ่งสนับสนุนการแบ่งปันข้อมูล เทคโนโลยี และระบบนิเวศทางการเงิน เราเชื่อมั่นว่าการเติบโตอย่างยั่งยืนนั้นขับเคลื่อนด้วยการเปิดรับโอกาสใหม่ ๆ และส่งเสริมความร่วมมืออย่างจริงจัง เรามุ่งมั่นที่จะทำงานร่วมกับทุกภาคส่วน และพร้อมแบ่งปันทรัพยากรของเราอย่างเต็มที่ ตราบใดที่สิ่งนั้นสร้างคุณค่าและประโยชน์ต่อสังคมโดยรวมได้
Lightnet และ WeLab ต่างได้รับการสนับสนุนอย่างแข็งแกร่งจากนักลงทุนนานาชาติ
การสนับสนุนที่แข็งแกร่งจากนักลงทุนของกลุ่มพันธมิตรนี้ เสริมพลังด้วยวิสัยทัศน์ร่วมในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานแบบเปิด และส่งเสริมความร่วมมือในระบบนิเวศฟินเทคอย่างยั่งยืน
Lightnet ก่อตั้งมา 7 ปี และประสบความสำเร็จในการสร้างเครือข่ายพันธมิตรกว่า 150 ราย ในกว่า 150 ประเทศและภูมิภาค บริษัทฯ เติบโตอย่างโดดเด่น ด้วยมูลค่าธุรกรรมต่อปีราว 1 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยได้รับการสนับสนุนจากสถาบันการเงินชั้นนำ เช่น UOB Venture Management, Seven Bank, Hanwha Investment & Securities, Uni-President และ Raffles Family Office เป็นต้น บริษัทฯ ยังคงขยายการดำเนินงานในตลาดสำคัญต่างๆ ทั้งในไทย ยุโรป สิงคโปร์ อินโดนีเซีย และฟิลิปปินส์ ซึ่งเป็นการเสริมความแข็งแกร่งในฐานะผู้นำระบบนิเวศฟินเทคระดับโลก
WeLab เพิ่งได้รับการลงทุนจาก Hong Kong Investment Corporation Limited (HKIC) ซึ่งเป็นบริษัทที่รัฐบาลเขตบริหารพิเศษฮ่องกง (SAR) เป็นเจ้าของ การลงทุนนี้สะท้อนถึงการสนับสนุนกลยุทธ์การเติบโตในภูมิภาคของ WeLab โดย HKIC โดยมีประเทศไทยเป็นเป้าหมายสำคัญสำหรับการขอใบอนุญาต ธนาคารพาณิชย์ไร้สาขา ใบที่สามและการพัฒนานวัตกรรมด้าน AI ต่อไป
นอกจากนี้ WeLab ยังได้รับการลงทุนจาก Khazanah Nasional Berhad กองทุนความมั่งคั่งแห่งชาติของมาเลเซีย และ IFC ของธนาคารโลก ซึ่งมีเป้าหมายเพื่อขยายการเข้าถึงบริการทางการเงินแก่กลุ่มประชากรที่ยังเข้าไม่ถึงบริการ รวมถึงการลงทุนจากบริษัทในเครือ CK Hutchison นำโดยมหาเศรษฐี Li Ka-shing จากฮ่องกง และ Allianz หนึ่งในบริษัทประกันภัยและบริหารสินทรัพย์ชั้นนำของโลก การลงทุนเหล่านี้แสดงให้เห็นถึงความมั่นคงและความเชื่อมั่นในสถานะผู้นำของ WeLab ใน อุตสาหกรรมฟินเทค ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากองค์กรระดับโลกที่มีชื่อเสียง
การนำเข้าเงินทุน เทคโนโลยีที่ได้รับการพิสูจน์ และความเชี่ยวชาญระดับโลก ทำให้กลุ่มร่วมทุนพร้อมที่จะส่งเสริมการพัฒนาธุรกิจธนาคารพาณิชย์ไร้สาขา และยกระดับการเข้าถึงบริการทางการเงินอย่างทั่วถึง โดยนำเสนอกลยุทธ์ผลิตภัณฑ์ที่สร้างสรรค์ เพื่อตอบสนองความต้องการของตลาดไทยได้อย่างมีประสิทธิภาพ





