"ไทยยูเนี่ยน" ชู 3 กลยุทธ์มุ่งสู่ปี 2573 เดินหน้าก้าวข้ามสถานการณ์โลกผันผวน เพื่อสร้างโอกาสและรักษาความเป็นผู้นำในกลุ่มอุตสาหกรรมอาหารและโภชนาการเพื่อสุขภาพจากท้องทะเล
จากจุดตั้งต้นของธุรกิจอาหารทะเลที่เป็นห้องแถวเล็ก ๆ ในจังหวัดสมุทรสาคร จนถึงวันนี้เป็นเวลาเกือบ 5 ทศวรรษที่ ไทยยูเนี่ยน เป็นผู้นำด้านอาหารทะเลยั่งยืน ที่ดำเนินธุรกิจโดยคนไทยจนสามารถขยายธุรกิจไปได้ทั่วโลก มีโรงงาน 15 แห่ง มีแบรนด์อาหารทะเลชั้นนำมากถึง 18 แบรนด์ อยู่ในสหรัฐอเมริกา ยุโรป เอเชีย และประเทศไทย
ขณะเดียวกันยังมี Strategic Partnership รายสำคัญถึง 6 ราย มีศูนย์นวัตกรรมเป็นของตัวเอง 3 แห่ง โดยตั้งอยู่ในประเทศไทย ฝรั่งเศส และเนเธอร์แลนด์ มีสำนักงานอยู่ใน 13 ประเทศทั่วโลก
ท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงของโลกที่เกิดขึ้นอย่างที่ไม่เคยปรากฎมาก่อน ตั้งแต่ผลกระทบจากความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ เศรษฐกิจ และพฤติกรรมผู้บริโภค ที่กำลังพลิกโฉมโลกใบนี้ แต่ ธีรพงศ์ จันศิริ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ไทยยูเนี่ยน กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) กลับมองต่างเพราะเชื่อว่าทุกความท้าทายมักมาพร้อมโอกาสเสมอ
ธีรพงศ์ บอกว่า เรารู้ดีว่าการเติบโตในโลกยุคใหม่ ไม่ใช่แค่การปรับตัว แต่เราต้องก้าวข้ามความผันผวนการเปลี่ยนแปลงของสถานการณ์โลก เพื่อสร้างโอกาสให้กับตัวเองและรักษาความเป็นผู้นำ วันนี้ ไทยยูเนี่ยน จึงเริ่มขับเคลื่อนกลยุทธ์เพื่อมุ่งสู่ปี 2573 ในการเป็นผู้นำในกลุ่มอุตสาหกรรมอาหาร และโภชนาการเพื่อสุขภาพจากท้องทะเล ผ่าน 3 แกนหลัก ได้แก่
- การเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้ธุรกิจหลัก รักษาความเป็นผู้นำแบรนด์อาหารทะเลแปรรูปในยุโรป รวมถึงการหาโอกาสจากการควบรวมกิจการ การลงทุนเพื่อขยายธุรกิจอาหารแช่เย็น ยกระดับความเป็นเลิศของธุรกิจรับจ้างผลิตอาหารทะเลแปรรูปทั่วโลก การเป็นผู้นำในอุตสาหกรรมอาหารสัตว์เศรษฐกิจในประเทศไทยและขยายการดำเนินงานไปในอินโดนีเซีย เดินหน้าเพิ่มส่วนแบ่งการตลาดและกำไรของแบรนด์ต่าง ๆ
- เดินหน้าสร้างคลื่นลูกใหม่ จะเน้นกลุ่มธุรกิจที่เติบโตเร็วไม่ว่าจะเป็นธุรกิจอาหารสัตว์เลี้ยง OEM อาหารแช่แข็งในประเทศไทยและสหรัฐอเมริกา ธุรกิจอาหารพร้อมทานที่ขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรม และธุรกิจอินกรีเดียนท์ หรือส่วนผสมของอาหารที่สร้างผลกำไรได้ต่อเนื่อง
- เปิดน่านน้ำใหม่หาไอเดียและเทคโนโลยีใหม่ ๆ มาขับเคลื่อนการเติบโตของไทยยูเนี่ยนในอนาคต เช่น ธุรกิจการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำและกลุ่มธุรกิจโปรตีนทางเลือก
นอกจากนี้ ไทยยูเนี่ยน ได้มองเป้าหมายทางการเงินตามกลยุทธ์เพื่อมุ่งสู่ปี 2573 ที่จะสร้างยอดขายสุทธิเป็น 2.45 แสนล้านบาท จากปัจจุบันมียอดขายสุทธิ 1.36 แสนล้านบาท ในขณะที่กำไรก่อนหักดอกเบี้ย ภาษีเงินได้ ค่าเสื่อมราคา และค่าตัดจำหน่าย (EBITDA) จะเพิ่มขึ้น 100% จาก 14,000 ล้านบาท เป็น 24,500 - 28,000 ล้านบาท
"เป้าหมายสำคัญของกลยุทธ์เพื่อมุ่งสู่ปี 2573 จะทำให้ไทยยูเนี่ยนเป็นผู้นำระดับโลกในกลุ่มอุตสาหกรรมอาหารและโภชนาการเพื่อสุขภาพจากท้องทะเล" นายธีรพงศ์ กล่าว
สำหรับการดำเนินการตามกลยุทธ์เพื่อมุ่งสู่ปี 2573 ไทยยูเนี่ยนวางรากฐานรองรับการเดินตามกลยุทธ์ดังกล่าวผ่าน 2 โครงการ ประกอบด้วย
- Project Sonar เพื่อสร้างทรานส์ฟอร์เมชันของกลุ่มไทยยูเนี่ยน โดยวางรากฐานรองรับการเติบโตระยะยาว และตั้งแต่ปี 2569 จะลดต้นทุนเฉลี่ยต่อปี 2,625 ล้านบาท จากนั้นนำเงินที่ลดต้นทุนได้สัดส่วน 40% นำไปลงทุนขยายธุรกิจ รวมถึงเตรียมการสำหรับทรานส์ฟอร์มเมชันด้านดิจิทัล
- Project Tailwind จะเน้นทรานส์ฟอร์เมชัน ธุรกิจอาหารสัตว์เลี้ยง ที่เติบโตอย่างรวดเร็ว โดยตั้งแต่ปี 2570 จะเพิ่มกำไรจากการดำเนินงานปีละ 1,750 ล้านบาท โดยกุญแจสู่ความสำเร็จอยู่ที่ความเชี่ยวชาญทางธุรกิจ ความเข้าใจตลาด รู้ลึก รู้จริงถึงความต้องการของลูกค้า ควบคู่กับการสร้างขีดความสามารถใหม่ เพิ่มประสิทธิภาพการจัดซื้อและกระบวนการผลิต
"ไทยยูเนี่ยน จะผลักดันทั้ง 2 โครงการไปพร้อมกัน ซึ่งจะทำให้เราก้าวสู่การเป็นผู้นำระดับโลกในกลุ่มอุตสาหกรรมอาหารและโภชนาการเพื่อสุขภาพจากท้องทะเลต่อไป" ธีรพงศ์ กล่าวทิ้งท้าย





