เจาะภารกิจแม่ทัพใหญ่ "คาโอ" ต่อยอด "Yoki-Monozukuri" มุ่งมั่นที่จะมีส่วนรวมในการสร้างสรรค์สินค้าที่ดีให้กับผู้บริโภคชาวไทย และเป็นการพัฒนาชีวิตของผู้คนและสังคมผ่านผลิตภัณฑ์ของบริษัทฯ มาเป็นเวลายาวนานถึง 60 ปี
หากกล่าวถึงบริษัทผู้ผลิตสินค้าอุปโภคบริโภค หรือสินค้าจำเป็น (FMCG) ชื่อของ "คาโอ" อาจเป็นที่รู้จักและรับรู้ในหมู่ผู้บริโภคชาวไทยในวงกว้าง และยิ่งกว่านั้นเมื่อเอ่ยชื่อแบรนด์ที่ใช้กันอย่างแพร่หลายในชีวิตประจำวันทั้ง 11 แบรนด์ ไม่ว่าจะเป็นผลิตภัณฑ์ซักผ้า "แอทแทค" และ "ไฮเตอร์" ผลิตภัณฑ์ดูแลผิวพรรณ "บิโอเร" ผ้าอนามัย "ลอรีเอะ" ก็ถือว่าเป็นผลิตภัณฑ์ที่เป็นที่ยอมรับอย่างกว้างขวาง รวมถึงผลิตภัณฑ์ดูแลเส้นผมแชมพู "แฟซ่า" ซึ่งเป็นสินค้าแรกที่คาโอได้บุกเบิกในตลาดประเทศไทย ด้วยมีจุดมุ่งหมายสำคัญเพื่อช่วยกระตุ้นการสร้างนิสัยการสระผมของคนไทยเป็นเวลานาวนานถึง 60 ปีแล้ว
ในตลาดโลก "คาโอ" ถือกำเนิดและทำตลาดในประเทศญี่ปุ่นยาวนานถึง 137 ปี สร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์เพื่อคุณภาพชีวิต และเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตประจำวันของผู้บริโภคทั่วโลกกว่า 30 แบรนด์ชั้นนำ อาทิ แอทแทค (Attack), บิโอเร (Bioré), Goldwell, เจอร์เกนส์ (Jergens), คาเนโบ (Kanebo), ลอรีเอะ (Laurier), เมอร์รี่ส์ (Merries) และมอลตัน บราวน์ (Molton Brown) เป็นต้น
รากฐานการพัฒนาผลิตภัณฑ์ของ "คาโอ" มาจากแนวคิด "Yoki-Monozukuri" ที่มุ่งมั่นที่จะมีส่วนรวมในการพัฒนาชีวิตของผู้คนและสังคมผ่านผลิตภัณฑ์ของบริษัทฯ โดยแนวคิด "Yoki-Monozukuri" ของ "คาโอ" คือการสร้างสรรค์สิ่งดี การเข้าใจความต้องการและคุณค่าของผู้บริโภคและลูกค้าอย่างลึกซึ้ง หรือ Insight ของกลุ่มเป้าหมาย และนำเสนอผลิตภัณฑ์ ตราสินค้า เทคโนโลยี และโซลูชันที่ตอบโจทย์ผู้บริโภคและลูกค้าทั่วโลกอย่างแท้จริง
ปี 2567 ในโอกาสครบรอบ 6 ทศวรรษ "บริษัท คาโอ อินดัสเตรียล (ประเทศไทย) จำกัด" เคลื่อนทัพธุรกิจในประเทศไทย ยังเดินหน้าสร้างปรากฏการณ์ครั้งสำคัญ โดยเฉพาะด้านการดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืนตามหลัก ESG หรือการตระหนักถึงด้านสิ่งแวดล้อม สังคม การกำกับดูแลกิจการที่ดีและบริหารงานอย่างโปร่งใส (Environmental, Social and Governance) รวมถึงการผนึกพลังพันธมิตร ในการสร้างผลกระทบเชิงบวกให้เป็นที่ประจักษ์และสัมฤทธิ์ผลรวดเร็วขึ้น
สำหรับการรวมพลังครั้งสำคัญคือ การลงนามในบันทึกข้อตกลงความร่วมมือระหว่าง "คาโอ" และ "เครือเจริญโภคภัณฑ์" หรือ ซีพี อันจะนำไปสู่การสร้าง "คุณค่าใหม่ทางด้านธุรกิจ" เช่น การร่วมสร้างโมเดลธุรกิจที่ยั่งยืน และมอบคุณค่าใหม่ให้กับชุมชนท้องถิ่น ผ่านการผสานจุดแข็งด้านเทคโนโลยีที่ยั่งยืนของ คาโอ เข้ากับช่องทางการจัดจำหน่ายที่กว้างขวางของซีพี ผลักดันธุรกิจให้เจริญเติบโต ควบคู่การรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม
สิ่งที่ผู้บริโภคชาวไทยจะเห็นจากนี้ไปคือ 2 องค์กรยักษ์ใหญ่ จะร่วมมือพัฒนาผลิตภัณฑ์ธุรกิจสินค้าอุปโภคในกลุ่ม "House Brand" ของเครือซีพี โดยใช้นวัตกรรมของคาโอ คอร์ปอเรชั่น เพื่อตอบโจทย์ความยั่งยืน รวมถึงการนำเข้าผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมจากคาโอ คอร์ปอเรชั่น ประเทศญี่ปุ่น มาวางจำหน่ายแบบ "เอกซ์คลูซิฟ" ผ่านช่องทางจัดจำหน่ายของเครือซีพี และรวมพลังคิดค้นและพัฒนากล่องบรรจุภัณฑ์และพาเลทแบบพร้อมโชว์ (Shelf-Ready Display)
โยชิฮิโระ ฮาเซเบะ ประธานกรรมการและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท คาโอ คอร์ปอเรชั่น (ประเทศญี่ปุ่น) กล่าวถึงความร่วมมือระหว่างสองบริษัทว่า ปีนี้เป็นปีครบรอบ 60 ปี ของการก่อตั้ง บริษัท คาโอ อินดัสเตรียล (ประเทศไทย) จำกัด มีแนวคิด Yoki-Monozukuri สร้างสรรค์สินค้าดีให้ผู้บริโภคชาวไทย ยังเดินหน้าขับเคลื่อนสู่ความยั่งยืน รวมถึงการผนึกพันธมิตรชั้นนำของเมืองไทย เนื่องจากเราตระหนักดีว่า ปัจจุบันเรากำลังเข้าสู่ยุคใหม่ อันมีเป้าหมายในการหลุดจากกรอบแนวทางการดำเนินธุรกิจแบบพึ่งพาเพียงทรัพยากรของตัวเอง ซึ่งจุดมุ่งหมายของบริษัทฯ คือการช่วยเหลือผู้คนให้มากและเร็วยิ่งขึ้น ซึ่งการร่วมมือกับพันธมิตรที่แข็งแกร่ง ผสานการใช้เทคโนโลยีอย่างมีประสิทธิภาพ จึงเป็นเป็นก้าวใหม่ที่มีความสำคัญอย่างยิ่งใหญ่สำหรับเรา เพื่อมุ่งสู่เป้าหมายในการแก้ไขปัญหาสังคม เพื่อสร้างผลกระทบเชิงบวกต่อสิ่งแวดล้อมและโลก
เส้นทางธุรกิจของ "คาโอ" ในนามของ "คาโอ อินดัสเตรียล (ประเทศไทย)" นอกจากการส่งเสริมการผลิตสินค้าตามแนวคิดของญี่ปุ่น มุ่งมั่นมอบคุณค่าเคียงข้างผู้บริโภคชาวไทย การยึดมั่นพันธกิจตามหลัก ESG ที่แก้ไขปัญหาสังคมในประเทศไทย คาโอ ยังพยายามยกระดับการพัฒนานวัตกรรมในทุกๆ ขั้นตอนของการดำเนินธุรกิจ เพื่อเสริมสร้างชีวิตความเป็นอยู่ที่งดงามของผู้บริโภคทั้งภายในและภายนอก ทั้งยังสอดคล้องกับกลยุทธ์ด้านความยั่งยืน หรือ "Kirei Lifestyle Plan" ด้วย
หนึ่งในโครงการริเริ่มด้านความยั่งยืนของคาโอ คือ "GUARD OUR FUTURE" ซึ่งเป็นโครงการในประเทศไทย เพื่อปกป้องชีวิตของผู้คนจากโรคไข้เลือดออก โดยดำเนินการมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2565 และในปีเดียวกัน บริษัทฯ ได้เปิดตัวผลิตภัณฑ์ไล่ยุงแนวคิดใหม่อย่าง บิโอเร การ์ด มอส บล็อก เซรั่ม* (Bioré GUARD Mos Block Serum) ซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์ที่ไม่ใช้ส่วนผสมไล่แมลงแบบดั้งเดิม เปิดตัวเป็นครั้งแรกของโลกในประเทศไทย และยังร่วมมือกับกรุงเทพมหานคร และกรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข เพื่อแก้ไขปัญหาสังคมผ่านกิจกรรมต่างๆ ทั้งการให้ความรู้ในโรงเรียน และกิจกรรมทำความสะอาดในท้องถิ่นอย่างต่อเนื่อง รวมถึงมีการขยายผลส่งเสริมกิจกรรมไปยังประเทศอื่นๆ ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เช่น ประเทศมาเลเซีย อีกด้วย
*เซรั่ม (Serum) สื่อถึงรูปแบบของเนื้อผลิตภัณฑ์ ไม่ได้สื่อถึงความเข้มข้น การซึมสู่ผิวและไม่ได้เป็นผลิตภัณฑ์เครื่องสำอาง
ปี 2567 "คาโอ อินดัสเตรียล (ประเทศไทย)" ยังพัฒนาบรรจุภัณฑ์พลาสติกรีไซเคิลรักษ์โลกสำหรับผลิตภัณฑ์ดูแลเส้นผม "แฟซ่า" ซึ่งมีคาร์บอนฟุตพริ้นท์ต่ำ และยังสามารถรีไซเคิลได้ 100% ถือเป็นการใช้ทรัพยากรให้เกิดประโยชน์สูงสุดตามหลักเศรษฐกิจหมุนเวียน
เนื่องจากผลิตภัณฑ์ของคาโอมีหลากหลายในพอร์ตโฟลิโอ หนึ่งในนั้นคือ การคร่ำหวอด "ธุรกิจเคมีภัณฑ์" จึงเดินหน้าทดลองและนำนวัตกรรม "NEWTLAC" ซึ่งได้จากการนำขวดพลาสติก PET ที่ใช้แล้ว มาใช้เป็นส่วนผสมของยางมะตอย ช่วยเพิ่มความทนทานของถนน ทนการกัดเซาะน้ำได้ดี และยืดอายุการใช้งานที่ยาวนานกว่าเดิม
"คาโอ" ดำเนินโครงการขับเคลื่อนความยั่งยืนมากมาย และในระดับโลก โดยได้รับเลือกให้เป็น World’s Most Ethical Companies หรือบริษัทที่มีจริยธรรมที่สุดในโลก ติดต่อกัน 18 ปี นอกจากนี้ ยังได้รับคะแนน AAA จาก CDP ที่มอบให้ในด้านการบริหารจัดการการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ การจัดการเพื่อปกป้องความมั่นคงของแหล่งน้ำและป่าไม้ ติดต่อกันเป็นเวลา 4 ปี
"นับตั้งแต่ก่อตั้งบริษัทฯ ขึ้นมา คาโอ เองมีคติที่ว่า..ต้องเดินบนเส้นทางที่ถูกต้อง แม้มันไม่ง่ายก็ตาม..เราจะยังคงมุ่งมั่นที่จะเป็นองค์กรที่เป็นส่วนหนึ่งในสังคมแห่งความยั่งยืนสืบต่อไป" ฮาเซเบะ กล่าวทิ้งท้าย





