วันเสาร์ ที่ 4 เมษายน 2569

Login
Login

'ปตท.' เตรียมพร้อมประเทศ ฝ่าวิกฤติพลังงาน '20 ปี PTTLNG'

'ปตท.' เตรียมพร้อมประเทศ ฝ่าวิกฤติพลังงาน '20 ปี PTTLNG'

เส้นทางความสำเร็จ "20 ปี PTTLNG" กับความมุ่งมั่นในฐานะผู้ให้บริการสถานีรับ-จ่าย ก๊าซธรรมชาติเหลวในระดับสากล พร้อมเดินหน้าขยายขอบข่ายโครงสร้างพื้นฐานเพื่อเพิ่มศักยภาพในการให้บริการให้มีความหลากหลาย และสามารถนำ LNG ไปใช้ประโยชน์ได้ในช่องทางต่างๆ ได้มากยิ่งขึ้น

การใช้พลังงานของประเทศไทยในอดีตส่วนใหญ่ พึ่งพิงการใช้น้ำมันและถ่านหินเป็นหลัก จนกระทั่งเมื่อประเทศไทยมีการสำรวจและผลิตแหล่ง ก๊าซธรรมชาติ จากอ่าวไทยในปี 2524 เพื่อเป็นเชื้อเพลิงในโรงไฟฟ้าและเปิดใช้งานโรงแยกก๊าซธรรมชาติในปี 2528 

จากจุดกำเนิดของ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) เพื่อความมั่นคงทางพลังงานและเกิดประโยชน์สูงสุดแก่ประเทศ เริ่มจากการแก้ไขวิกฤตการณ์ขาดแคลนพลังงาน และการนำทรัพยากรก๊าซธรรมชาติมาใช้ประโยชน์เพื่อลดการพึ่งพาพลังงานจากต่างประเทศ นำมาสู่การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานสำคัญเพื่อรองรับความต้องการและสภาวะฉุกเฉินด้านพลังงานต่างๆ ทั้งโครงการวางท่อส่งก๊าซธรรมชาติทั้งบนบกและในทะเล โรงแยกก๊าซธรรมชาติ คลังและระบบขนส่ง LPG ธุรกิจสำรวจและผลิตปิโตรเลียม รวมถึงท่าเทียบเรือและสถานีรับจ่าย LNG

สำหรับ LNG หรือ Liquefied Natural Gas คือก๊าซธรรมชาติที่อยู่ในสถานะของเหลว มีองค์ประกอบหลักคือก๊าซมีเทน ซึ่งลดอุณหภูมิลงมาที่ -160 องศาเซลเซียส เพื่อเปลี่ยนสถานะจากก๊าซเป็นของเหลวที่ความดันบรรยากาศ ทำให้มีปริมาตรลดลงประมาณ 600 เท่า สะดวกต่อการขนส่งทางเรือ LNG เป็นก๊าซที่ไม่มีกลิ่น ไม่มีสี ไม่เป็นพิษ ไม่มีฤทธิ์กัดกร่อน และเป็นก๊าซที่สะอาด เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม

'ปตท.' เตรียมพร้อมประเทศ ฝ่าวิกฤติพลังงาน '20 ปี PTTLNG'

"ก๊าซธรรมชาติ" ถือว่าเป็นเชื้อเพลิงที่สะอาด ไม่ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ที่สำคัญยังมีราคาถูกกว่าเชื้อเพลิงชนิดอื่นๆ รัฐบาลจึงมีนโยบายส่งเสริมให้มีการใช้ก๊าซธรรมชาติมากขึ้น ส่งผลให้ความต้องการการใช้ก๊าซธรรมชาติเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นการใช้เป็นเชื้อเพลิงในรถยนต์ และในโรงงานอุตสาหกรรมต่างๆ

ปัจจุบันความต้องการใช้พลังงานในประเทศสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง เพื่อเสริมสร้างความมั่นคงของประเทศในการจัดหาก๊าซธรรมชาติระยะยาว รัฐบาลจึงได้มอบหมายให้ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) จัดหา LNG ให้ทันต่อความต้องการใช้พลังงานที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง จึงได้ก่อตั้ง บริษัท พีทีที แอลเอ็นจี จำกัด เมื่อวันที่ 30 สิงหาคม 2547    

ทั้งนี้ LNG ถูกนำมาใช้เป็นเชื้อเพลิงทั้งในการผลิตกระแสไฟฟ้า เชื้อเพลิงสำหรับยานยนต์ (NGV) และเป็นเชื้อเพลิงในโรงงานอุตสาหกรรม ซึ่งการนำเข้า LNG จึงเป็นทางเลือกหนึ่งที่สำคัญ ในการช่วยรองรับความต้องการการใช้ก๊าซธรรมชาติตามแนวโน้มที่เพิ่มสูงขึ้น เพื่อเสริมสร้างเสถียรภาพ และความมั่นคงทางพลังงานให้แก่ประเทศได้อย่างมีประสิทธิภาพ

'ปตท.' เตรียมพร้อมประเทศ ฝ่าวิกฤติพลังงาน '20 ปี PTTLNG'

พีทีที แอลเอ็นจี หรือ PTTLNG จึงได้เข้ามามีส่วนร่วมสร้างความมั่นคงทางพลังงานของประเทศ นอกเหนือไปจากความต้องการก๊าซธรรมชาติที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ยังมีหลายกรณีที่เกิดเหตุสุดวิสัย หรือเกิดเหตุการณ์ไม่คาดคิดขึ้น เช่น

จากเหตุการณ์ท่อก๊าซธรรมชาติในอ่าวไทยเกิดการรั่วไหล เมื่อปี 2554 ส่งผลกระทบต่อการจ่ายก๊าซธรรมชาติให้กับประเทศ ในขณะนั้น สถานีแอลเอ็นจี มาบตาพุด แห่งที่ 1 อยู่ในช่วงการทดสอบระบบแล้วเสร็จ จึงได้ดำเนินการจ่ายก๊าซธรรมชาติให้กับโครงข่ายท่อก๊าซของประเทศอย่างเต็มกำลังการผลิต เพื่อไม่ให้ประเทศไทยเกิดวิกฤติด้านพลังงาน

ถัดมาปี 2562 เกิดปรากฏการณ์ธรรมชาติพายุปาบึก จำเป็นต้องอพยพพนักงานที่อยู่ในแท่นขุดเจาะในอ่าวไทย ส่งผลกระทบให้ไม่สามารถผลิตก๊าซธรรมชาติได้ PTTLNG จึงดำเนินการส่งก๊าซเต็มกำลังการผลิตที่ 1,610 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวัน เพื่อให้ประเทศมีพลังงานพอต่อความต้องการ

นอกจากนี้ยังมีเหตุการณ์อื่นๆ ที่อาจมีความเสี่ยงก่อให้เกิดวิกฤตการณ์ด้านพลังงาน อาทิ การเปลี่ยนสัมปทานของแหล่งก๊าซธรรมชาติในอ่าวไทย รวมถึงเหตุการณ์รัฐประหารในประเทศเมียนมา ซึ่ง PTTLNG ได้เตรียมการโดยเร่งการก่อสร้าง และเริ่มเปิดดำเนินการสถานีแอลเอ็นจี มาบตาพุด แห่งที่ 2 บางส่วน (Early Gas Send Out - EGSO) จนแล้วเสร็จในต้นเดือนมิถุนายน 2565 เพื่อสร้างความเชื่อมั่นและความมั่นคงด้านพลังงานของประเทศ

การนำเข้า LNG ถือเป็นการช่วยเพิ่มทางเลือกในการบริหารการจัดหาก๊าซธรรมชาติ สามารถตอบสนองความต้องการใช้ก๊าซธรรมชาติได้ทันที เพื่อให้ประเทศไทยมีก๊าซธรรมชาติใช้อย่างเพียงพอตามความต้องการใช้ที่เพิ่มสูงขึ้น สอดคล้องกับแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศ

ทั้งนี้ ปัจจุบัน PTTLNG มีสถานีแอลเอ็นจี รวม 2 แห่ง คือ สถานีแอลเอ็นจี มาบตาพุด แห่งที่ 1 ตั้งอยู่ในพื้นที่นิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด อ.เมือง จ.ระยอง เปิดให้บริการเชิงพาณิชย์มาตั้งแต่ปี 2554 นับเป็นสถานีแอลเอ็นจี แห่งแรกในประเทศไทย และในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ปัจจุบันมีกำลังการผลิตรวมทั้งสิ้น 11.5 ล้านตันต่อปี และยังสามารถขยายศักยภาพได้อีก 3.5 ล้านตันต่อปี ประกอบด้วย ท่าเทียบเรือ 3 ท่า ถังเก็บแอลเอ็นจี ขนาด 160,000 ลูกบาศก์เมตร 4 ถัง หน่วยบรรจุขนส่งแอลเอ็นจีทางรถบรรทุก กำลังการขนส่ง 182,500 ตันต่อปี

สถานีแอลเอ็นจี มาบตาพุด แห่งที่ 2 ตั้งอยู่ในพื้นที่ชุมชนหนองแฟบ ต.มาบตาพุด อ.เมือง จ.ระยอง เปิดดำเนินการในปี 2565 เป็นการร่วมทุนระหว่าง บริษัท พีทีที แอลเอ็นจี จำกัด และการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ในนามบริษัท พีอี แอลเอ็นจี จำกัด (PE LNG) สัดส่วนที่เท่ากัน (50:50) ประกอบไปด้วย ท่าเทียบเรือ LNG จำนวน 1 ท่า ความยาว 5.66 กิโลเมตร ซึ่งยาวที่สุดในโลก และถังเก็บ LNG ขนาด 250,000 ลูกบาศก์เมตร จำนวน 2 ถัง กำลังการผลิต 7.5 ล้านตันต่อปี และสามารถขยายศักยภาพได้อีก 7.5 ล้านตันต่อปี       

โดยสถานีแอลเอ็นจีทั้ง 2 แห่ง มีกำลังการผลิตรวมทั้งสิ้น 19 ล้านตันต่อปี และเปิดให้บุคคลที่สามซึ่งเป็นผู้รับใบอนุญาต หรือผู้ประกอบกิจการพลังงานรายอื่น สามารถเข้ามาใช้หรือเชื่อมต่อระบบส่งก๊าซธรรมชาติและสถานีแอลเอ็นจี (Third Party Access) ตามนโยบายของคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน ซึ่งจะช่วยส่งเสริมการแข่งขันตามกลไกตลาดของประเทศ

ในปี 2563 คณะรัฐมนตรี (ครม.) ได้มอบหมายให้ ปตท. เพิ่มช่องทางการทำธุรกิจเพื่อผลักดันให้ประเทศไทย เป็นศูนย์กลางการซื้อขายก๊าซธรรมชาติในภูมิภาค (LNG Regional Hub) ด้วยเล็งเห็นถึงความพร้อมด้านที่ตั้งซึ่งอยู่ในจุดยุทธศาสตร์ การมีผู้ซื้อหลายราย มีความพร้อมด้านโครงสร้างพื้นฐาน สามารถให้บริการได้อย่างครบวงจร มีความโปร่งใสเชื่อถือได้ PTTLNG จึงได้ทำการศึกษาเพื่อปรับปรุงท่าเทียบเรือ และรูปแบบของการให้บริการสถานีแอลเอ็นจี เพื่อสนับสนุนให้ประเทศไทยก้าวสู่การเป็น LNG Reginal Hub ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้อย่างเต็มภาคภูมิ เพื่อคนไทยทุกคน

ด้วยความมุ่งมั่นและภารกิจในการเป็นผู้ให้บริการสถานีรับ-จ่าย ก๊าซธรรมชาติเหลวในระดับสากล เพื่อเสริมสร้างความมั่นคงทางพลังงานให้กับประเทศ PTTLNG ยังคงเดินหน้าขยายขอบข่ายโครงสร้างพื้นฐานเพื่อเพิ่มศักยภาพ ในการให้บริการให้มีความหลากหลาย และสามารถนำ LNG ไปใช้ประโยชน์ได้ในช่องทางต่างๆ ที่มีความสะดวกและคล่องตัวต่อผู้ใช้บริการมากยิ่งขึ้น 

ไม่ว่าจะเป็นการให้บริการส่งออก LNG ทางเรือไปยังต่างประเทศ รวมถึงการขนส่งในรูปแบบของเหลวบรรจุในถัง ด้วยรถบรรทุกประเภท Semi-trailer ไปยังภาคอุตสาหกรรมโดยตรง รวมถึงรถบรรทุกในรูปแบบ ISO container ที่สามารถขนส่งได้ทั้งทางเรือ ทางรถไฟไปยังต่างประเทศ ซึ่งปัจจุบันได้มีการขนส่ง LNG ทางเรือไปยังประเทศญี่ปุ่น และผ่านทาง ISO Container ไปยังประเทศจีนทางเรือเป็นที่เรียบร้อย

ปตท. โดย PTTLNG มุ่งมั่นดำเนินธุรกิจเพื่อรองรับความมั่นคงทางด้านพลังงาน และการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศในอนาคตให้แข็งแกร่ง ทั้งในภาคไฟฟ้า อุตสาหกรรมและภาคขนส่ง รวมถึงขยายศักยภาพเพื่อก้าวสู่การเป็นศูนย์กลางซื้อขายก๊าซธรรมชาติเหลวในภูมิภาคเอเชีย (LNG Regional Hub) ตามวิสัยทัศน์ "ปตท. แข็งแรงร่วมกับสังคมไทย และเติบโตในระดับโลกอย่างยั่งยืน" หรือ "TOGETHER FOR SUSTAINABLE THAILAND, SUSTAINABLE WORLD"