ผ่าแผนก้าวต่อไปของ "Nano Electric Product" ภายใต้การบริหารของ "ภัทร บุญญลักษม์" ประกาศเป้าหมายต้องเป็น "One stop service" ให้ลูกค้า ปรับทัพผลิต ติดปีกสู่การผลิตแบบ 4.0 ตั้งเป้ารายได้ทะยานสู่ 2 พันล้าน ในปี 2568
สถานการณ์ทางเศรษฐกิจในปี 2565 ที่ผ่านมา สำหรับธุรกิจทั้งหลาย เรียกได้ว่าเป็นปีแห่งการ "ปราบเซียน" เพราะต้องรับมือกับต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้นอย่างเลี่ยงไม่ได้ รวมถึงปัจจัยเชิงลบอื่นๆ อีกมากมาย ทั้ง อัตราเงินเฟ้อ ที่สูงขึ้น การปรับตัวเพิ่มขึ้นของดอกเบี้ยนโยบาย ค่าเงินบาทที่อ่อนที่สุดในรอบ 16 ปี ส่งผลสะเทือนถึงราคาวัตถุดิบที่สูงขึ้น รวมถึงกำลังซื้อเองก็น้อยลงตามไปด้วยเช่นกัน
ทว่า แม้ปัจจัยทางเศรษฐกิจหลายประการจะไม่สู้ดีนัก แต่ผลประกอบการของ บริษัท นาโน อิเล็คทริค โปรดักส์ จำกัด หรือ Nano Electric Product ผู้ผลิตอุปกรณ์พลาสติกและอุปกรณ์ไฟฟ้าสำหรับงานก่อสร้าง ในปี 2565 ที่ผ่านมา กลับเติบโตถึง 13 เปอร์เซ็นต์ จากเป้าหมาย 20 เปอร์เซ็นต์
แม้จะยังไม่ถึงเป้า แต่ "ภัทร บุญญลักษม์" รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท นาโน อิเล็คทริค โปรดักส์ จำกัด บอกกับกรุงเทพธุรกิจว่า การเติบโตของทาง นาโน อิเล็คทริค โปรดักส์ ในปีนี้ นับเป็น "ความล้มเหลวที่ประสบความสำเร็จ"
- ดูแลตั้งแต่ร้านค้าจนถึงผู้บริโภค : ว่าด้วยการปรับตัวของนาโน อิเล็คทริค โปรดักส์
ภัทร กล่าวว่า ปีที่ผ่านมานับเป็นช่วงเวลาที่ท้าทายที่สุดในรอบทศวรรษเลยก็ว่าได้ การทำธุรกิจในรูปแบบเดิม ด้วยโปรดักส์เดิมเพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพออีกต่อไป ปัจจุบัน นาโน อิเล็คทริค มีธุรกิจทั้งหมด 4 กลุ่มหลักๆ ได้แก่
- กลุ่มพลาสติก กลุ่มสินค้าหลัก คิดเป็นสัดส่วน 60 - 65 เปอร์เซ็นต์ของทั้งหมด
- กลุ่มไฟฟ้า ตั้งแต่ปลั๊กพ่วง ตู้คอนซูมเมอร์ยูนิต ระบบเซฟตี้ เบรคเกอร์ ฯลฯ คิดเป็นสัดส่วน 25 เปอร์เซ็นต์
- กลุ่มสินค้า Smart & Innovative สินค้าที่สามารถสั่งการผ่านระบบไวไฟและแอปพลิเคชันได้ คิดเป็นสัดส่วน 10 เปอร์เซ็นต์
- กลุ่มโลหะ กลุ่มสินค้าล่าสุดที่ นาโน อิเล็คทริค เพิ่มเติมเข้ามาในปีนี้ เพื่อรองรับกับความต้องการของกลุ่มลูกค้าให้ครบวงจรมากสุด
ภัทร กล่าวต่อว่า นอกจากกลุ่มสินค้าที่เพิ่มเติมเข้ามาแล้ว ทาง นาโน อิเล็คทริค โปรดักส์ ยังเปลี่ยนกลยุทธ์การดำเนินงานด้วยวิธีใหม่ๆ ด้วย จากเดิมที่เน้นเจาะกลุ่ม B2B (Business to Business) ทำการตลาด "เชิงรับ" มาโดยตลอด แต่ในปีที่ผ่านมา บริษัทฯ ปรับตัวทำการตลาด "เชิงรุก" มากขึ้น จากที่เป็นผู้ผลิตสินค้าให้กับร้านค้าเพียงอย่างเดียว ตอนนี้บริษัทฯ โฟกัสทั้ง Ecosystem ของการขาย ตั้งแต่การเข้าไปช่วยจัดโปรโมชันให้กับกลุ่มร้านค้าหรือตัวแทนที่รับสินค้าไปขาย จัดบูธให้ร้านค้า สร้าง Brand Visibility หรือการมองเห็นแบรนด์ ทำให้ลูกค้าระบายสินค้าได้เร็วขึ้น กระจายสินค้าได้มากขึ้น
สำหรับสินค้ากลุ่มใหม่ที่เพิ่มเข้ามาอย่างกลุ่มโลหะ "ภัทร" บอกว่า เกิดจากการที่แบรนด์ต้องการเป็น "One stop service" ให้กับลูกค้าอย่างครบวงจร อยู่กับนาโน อิเล็คทริค แล้วมีครบทุกอย่าง โดยก่อนหน้านี้มีผลิตภัณฑ์กลุ่มงานก่อสร้างทั้งพลาสติก ไฟฟ้า และสินค้ากลุ่ม Innovative แต่หากร้านค้าต้องการกลุ่มโลหะก็ต้องไปติดต่อซื้อขายกับแบรนด์อื่นแทน นี่จึงเป็นที่มาของผลิตภัณฑ์กลุ่มโลหะ ซึ่ง "ภัทร" ยังให้ข้อมูลด้วยว่า ลูกค้าหลายคนจับจองสินค้ากลุ่มโลหะเข้ามาตั้งแต่ยังไม่เห็นสินค้าจริง เพราะเชื่อมั่นในคุณภาพสินค้า นาโน อิเล็คทริค จึงเน้นกลยุทธ์ที่ตอบโจทย์ฐานลูกค้าเดิม แต่ในขณะเดียวกันก็สำรวจความเป็นไปได้ใหม่ๆ ด้วยการแบ่งเซกเมนต์สินค้าให้เหมาะสมกับลูกค้าแต่ละกลุ่มที่มีความต้องการแตกต่างกัน
"เราต้องการขยายความต้องการให้เราเป็น One stop service สำหรับลูกค้า ติดต่อกับซัพพลายเออร์เราเจ้าเดียวแล้วมีสินค้าครบทุกอย่าง ทุกไลน์ ก่อนหน้านี้ เราอาจจะมีกลุ่มที่เป็นงานก่อสร้าง พลาสติก ไฟฟ้า สินค้ากลุ่ม Innovative แต่ถ้าร้านค้าอยากได้กลุ่มโลหะก็ต้องไปติดต่อเจ้าอื่น เราก็มาปิดช่องว่างตรงนี้ ส่วนในไตรมาสที่ 4/2566 เราตั้งใจขยายไปที่หมวดแสงสว่างซึ่งเป็นหลักการเดียวกัน ลูกค้าหลายร้านที่ซื้อขายกับเรา มีขายสินค้าในกลุ่มแสงสว่างอยู่แล้ว ซึ่งเขารู้จักแบรนด์เราเป็นอย่างดี ต่อไปก็สั่งกับเราเจ้าเดียว แล้วเรามีสินค้าทุกอย่างให้เขาครบทั้งร้านค้าเลย" ภัทร กล่าว
ภัทร กล่าวเพิ่มเติมว่า จากแผนงานที่ตั้งเป้าเจาะไปในทุกความต้องการของแต่ละตลาด ซึ่งแต่ละกลุ่มก็มีความต้องการแตกต่างกัน ส่งผลให้สินค้าของนาโน อิเล็คทริค มีความหลากหลายมากถึง 3,500 SKU โดยในแต่ละกลุ่มที่เป็นกลุ่มสินค้าประเภทเดียวกัน ยังแบ่งหมวดหมู่แยกย่อยสินค้าด้วย เพื่อให้เก็บลูกค้าได้ทุกกลุ่ม
"เราแบ่งสินค้าหลายเกรด เพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้าแต่ละกลุ่มที่มีไม่เหมือนกัน บางคนต้องการอะไรใหม่ๆ ไม่อยากได้ระบบไฟฟ้าแบบเดิม อยากได้ระบบสั่งการ สั่งงานผ่านแอปพลิเคชัน ราคาไม่เกี่ยง ขอให้ระบบเสถียรก็พอ เป็นต้น" ภัทร กล่าว
- ตั้งเป้ารายได้แตะ 2,000 พันล้าน ติดปีกสู่การผลิตแบบ 4.0
อย่างที่ได้ให้ข้อมูลไปตอนต้นว่า "ต้นทุนการผลิต" ยังคงเป็นความท้าทายที่สุดในปีที่ผ่านมา สำหรับเป้าหมายในปีนี้ "ภัทร" แบ่งเป็นสองส่วนคือ เรื่องยอดขายที่ตั้งเป้าทะยานสู่ 2,000 ล้านบาท และยังมีแผนในการขยายกลุ่มผลิตภัณฑ์ เพื่อครอบคลุมเป็น Ecosystem ให้กับลูกค้ามากถึง 6 กลุ่มด้วย
"ถ้าพูดถึงเป้าหมายมีสองส่วน ส่วนแรกคือ เรื่องยอดขาย ภายในปี 2568 ยอดขายเราต้องแตะ 2,000 ล้านบาท เรื่องที่สองคือ การขยายโปรดักส์ไลน์ ตอนนี้เรามีทั้งหมด 3,455 SKU มีโปรดักส์ไลน์ทั้งหมด แบ่งเป็น 4 กลุ่มใหญ่ๆ ภายในปลายปีนี้ เราต้องการจะเพิ่มจาก 4 กลุ่มเป็น 5 กลุ่ม ซึ่งก็คือ หมวดแสงสว่าง ปีหน้าเราตั้งใจจะเพิ่ม SKU ในแต่ละกลุ่มอีก และภายในปี 2567 เราตั้งใจจะเพิ่มกลุ่มที่ 6 คือ หมวดท่อประปา ท่อน้ำ ถ้าพูดถึงเป้าหมายคือสองเรื่องนี้ ซึ่งจริงๆ ก็สอดคล้องกัน ถ้าสินค้าไม่เพิ่มยอดขายที่เป็นเป้าหมายของเราก็ไม่ถึง" ภัทร กล่าว
นอกจากการปรับกลยุทธ์ทางการตลาดและขยายไลน์สินค้าแล้ว "ภัทร" ยังเปิดเผยเพิ่มเติมว่า บริษัทฯ ได้จัดการกระบวนการภายใน เพื่อปรับปรุง พัฒนาให้ระบบการผลิตมีประสิทธิภาพมากที่สุด อย่างการนำระบบออโตเมชัน (Automation) มาใช้งานเพื่อเพิ่มเรื่องความแม่นยำ รวมถึงยังใช้เอไอในการช่วยวิเคราะห์ข้อมูลต่างๆ ที่ทำให้เกิดประโยชน์กับการพัฒนาสินค้า โดยทั้งหมดก็เพื่อเตรียมพร้อมแข่งขันในระยะยาวที่ทุกธุรกิจต่างต้องใช้เทคโนโลยีมาเสริมรากฐานธุรกิจให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้น





