ในงาน Money20/20 Asia 2026 ซึ่งจัดขึ้นเมื่อไม่นานมานี้ ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ ที่กรุงเทพฯ และมีผู้นำด้านฟินเทค ผู้กำหนดนโยบาย และนักลงทุนจากทั่วโลกเข้าร่วมกว่า 4,000 ราย ฮ่องกงไม่ได้เป็นเพียงผู้เข้าร่วมงานเท่านั้น แต่ยังประกาศความมุ่งมั่นที่จะก้าวขึ้นเป็นผู้นำในการขับเคลื่อนภูมิทัศน์การเงินดิจิทัลระดับโลก
ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา โลกการเงินได้เข้าสู่การเปลี่ยนผ่านครั้งสำคัญ จากระบบการเงินแบบดั้งเดิม (TradFi) ที่ตั้งอยู่บนโครงสร้างและเสถียรภาพ ไปสู่ระบบการเงินแบบกระจายศูนย์ (DeFi) ที่ขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยีและนวัตกรรม
คำถามสำคัญในตอนนี้ไม่ใช่ขึ้นอยู่ว่าระบบใดจะเหนือกว่ากัน แต่คือทั้งสองระบบจะสามารถอยู่ร่วมกันและส่งเสริมกันได้อย่างไร และนี่คือจุดที่ฮ่องกงกำลังก้าวขึ้นมามีบทบาทสำคัญ
กฎระเบียบในฐานะตัวขับเคลื่อน ไม่ใช่อุปสรรค
ในฐานะส่วนหนึ่งของคณะผู้แทนจาก Invest Hong Kong และตลาดหลักทรัพย์ฮ่องกง นายโจเซฟ ชาน รองเลขาธิการด้านบริการการเงินและคลังแห่งเขตบริหารพิเศษฮ่องกง (HKSAR) ได้กล่าวปาฐกถาเปิดในการอภิปรายภายในงาน Money20/20 Asia 2026 โดยสารสำคัญที่ฮ่องกงต้องการสื่อสู่เวทีโลกนั้น มีความชัดเจนและทรงพลังว่า: "กฎระเบียบไม่ใช่เบรก แต่คือพวงมาลัย"
หลักการ "กิจกรรมเดียวกัน ความเสี่ยงเดียวกัน ต้องอยู่ภายใต้กฎระเบียบเดียวกัน" (Same activity, Same risk, Same regulation) อาจฟังดูเรียบง่าย แต่สิ่งนี้ได้กลายเป็นรากฐานสำคัญในการสร้างระบบนิเวศทางการเงินรูปแบบใหม่ สำหรับนักลงทุน โดยเฉพาะนักลงทุนสถาบัน สิ่งที่สำคัญที่สุดไม่ใช่เพียงแค่โอกาสในการลงทุนเท่านั้น แต่ยังรวมถึงความชัดเจนและความเชื่อมั่นในกฎเกณฑ์กำกับดูแลด้วย เมื่อกฎระเบียบสามารถสะท้อนความเสี่ยงได้อย่างเหมาะสม สิ่งนี้เองก็จะช่วยสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อให้ระบบการเงินแบบดั้งเดิม (TradFi) และระบบการเงินแบบกระจายศูนย์ (DeFi) สามารถทำงานร่วมกันได้จริง ไม่ใช่เป็นเพียงแค่ในทางทฤษฎีเท่านั้น
การเปลี่ยนวิสัยทัศน์ให้เป็นความจริง
เมื่อเดือนเมษายน 2026 ที่ผ่านมา ฮ่องกงได้เดินหน้าทำให้วิสัยทัศน์ด้านการเงินดิจิทัลเกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม ด้วยการออกใบอนุญาตสเตเบิลคอยน์ (Stablecoin) ชุดแรก ภายใต้การกำกับดูแลใหม่ที่มีความชัดเจนและเข้มงวด โดยผู้ที่ได้รับใบอนุญาต ได้แก่ ธนาคารฮ่องกงและเซี่ยงไฮ้แบงกิ้งคอร์ปอเรชั่น จำกัด (HSBC) และกิจการร่วมค้าที่นำโดยธนาคารสแตนดาร์ดชาร์เตอร์ด (ฮ่องกง) จำกัด
ความสำเร็จครั้งสำคัญนี้ พร้อมกับการออกใบอนุญาตแพลตฟอร์มการซื้อขายสินทรัพย์เสมือน (VATP) ที่ดำเนินมาอย่างต่อเนื่อง สะท้อนให้เห็นถึงความพร้อมของระบบนิเวศด้านสินทรัพย์ดิจิทัลที่ครบวงจรทั้งในด้านโครงสร้างพื้นฐาน กฎระเบียบ และการเข้าถึงตลาดได้อย่างลงตัว
ขณะเดียวกัน การแปลงสินทรัพย์ในโลกแห่งความเป็นจริงให้อยู่ในรูปแบบโทเคน (Real-World Asset หรือ RWA tokenisation) กำลังพัฒนาจากโครงการทดลองไปสู่การประยุกต์ใช้เชิงพาณิชย์ในวงกว้าง จากเดิมที่ถูกใช้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพภายในองค์กร วันนี้ เทคโนโลยีดังกล่าวเริ่มต่อยอดไปสู่ผลิตภัณฑ์ทางการเงินรูปแบบใหม่และเพิ่มโอกาสทางธุรกิจใหม่ๆอีกด้วย
ตัวอย่างเช่น เจ.พี. มอร์แกน (J.P. Morgan) ที่กำลังใช้แพลตฟอร์ม Kinexys เพื่อให้การชำระดุลสินทรัพย์มีความโปร่งใสและคุ้มค่าต้นทุนมากขึ้น ในฐานะส่วนหนึ่งของโครงการนำร่องที่ดูแลโดยธนาคารกลางฮ่องกง (Hong Kong Monetary Authority หรือ HKMA) ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงแนวโน้มที่สถาบันการเงินขนาดใหญ่หันมาเชื่อมต่อกับโครงสร้างพื้นฐานสินทรัพย์ดิจิทัลของฮ่องกงมากขึ้น
การเชื่อมโยงธุรกิจไทยกับระบบนิเวศทางการเงินของฮ่องกง
เมื่อพิจารณาจากบริบทนี้ ทำให้ภาคธุรกิจจากไทยและอาเซียนให้ความสนใจในการใช้ฮ่องกง เป็นศูนย์กลางสำหรับการระดมทุน การสร้างความร่วมมือด้านนวัตกรรม และการเป็นประตูสู่ตลาดจีนแผ่นดินใหญ่มากขึ้น
หนึ่งในตัวอย่างสำคัญคือระบบ FPS x PromptPay ที่เปิดใช้งานในเดือนธันวาคม 2023 ซึ่งช่วยให้ประชาชนสามารถชำระเงินผ่าน QR Code ข้ามพรมแดนได้แบบทันทีระหว่างฮ่องกงและไทย โดยการเชื่อมต่อโครงข่ายการชำระเงินแบบเรียลไทม์ของทั้งสองพื้นที่ บริการนี้ช่วยให้นักท่องเที่ยวสามารถชำระเงินได้โดยตรงผ่านแอปธนาคารของตัวเอง ลดความยุ่งยากในการแลกเปลี่ยนเงินตรา และเป็นก้าวแรกของการเชื่อมโยงระบบการชำระเงินระดับอาเซียน
ต่อมาในเดือนกันยายน 2024 ธนาคาร Airstar ได้ร่วมมือกับธนาคารกสิกรไทย และมาสเตอร์การ์ด (Mastercard) ภายใต้โครงการนำร่อง e-HKD ระยะที่ 2 โดยนำเทคโนโลยีสัญญาอัจฉริยะ (Smart Contracts) และเงินฝากในรูปแบบโทเคน (Tokenised Deposits) มาใช้เพื่อทำให้การเงินห่วงโซ่อุปทานข้ามพรมแดนเป็นไปโดยอัตโนมัติ ความร่วมมือนี้ช่วยให้ผู้ประกอบการ SME ของไทยและฮ่องกงเข้าถึงสภาพคล่องได้รวดเร็วขึ้น และมีความโปร่งใสในการชำระดุลทางการค้ามากขึ้น
ด้าน บิลลี่ แวน เดอร์ ลู ผู้ร่วมก่อตั้งและประธานสมาคมสตาร์ทอัพกรุงเทพฯ (Bangkok Startup Association) ซึ่งสมาชิกได้หารือเชิงลึกกับคณะผู้แทนฮ่องกงในกรุงเทพฯ เมื่อไม่กี่สัปดาห์ก่อน กล่าวว่า: "เป็นเรื่องที่น่าตื่นเต้นที่ได้เห็นความคืบหน้าล่าสุดจากฮ่องกง สิ่งนี้ส่งสัญญาณที่ดีไปยังสตาร์ทอัพไทยที่กำลังมองหาศูนย์กลางสำหรับการขยายธุรกิจและการระดมทุน เราหวังว่าจะได้เห็นความร่วมมือเพิ่มเติมกับ Invest Hong Kong โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเศรษฐกิจระหว่างฮ่องกงและอาเซียนกำลังเติบโตอย่างต่อเนื่อง"
นายโจเซฟ ชาน รองเลขาธิการด้านบริการการเงินและคลังแห่งเขตบริหารพิเศษฮ่องกง (คนที่สี่จากขวา); นางสาวพธูอาภา จรัญวัฒนากิจ รองหัวหน้าฝ่ายส่งเสริมการลงทุนและการดึงดูดธุรกิจและบุคลากรคุณภาพ สำนักงานเศรษฐกิจและการค้าฮ่องกง (กรุงเทพฯ) (คนแรกจากซ้าย); นายเจมส์ หว่อง รองประธานอาวุโสด้านฟินเทคของ Invest Hong Kong (คนที่สองจากซ้าย); นายวิกเตอร์ ยิม หัวหน้าฝ่าย AI และวิทยาศาสตร์ข้อมูล ของบริษัท ฮ่องกง ไซเบอร์พอร์ต แมเนจเมนต์ จำกัด (Hong Kong Cyberport Management Company Limited) (คนที่สองจากขวา) พบกับสมาคมสตาร์ทอัพกรุงเทพฯ
รัฐบาลเขตบริหารพิเศษฮ่องกงผลักดันการลงทุนสองทางระหว่างจีนแผ่นดินใหญ่ ฮ่องกง และตลาดอาเซียนอย่างจริงจัง ผ่านความพยายามที่มีการประสานงานในหลายระดับ ในฐานะหน่วยงานส่งเสริมการลงทุนของรัฐบาล Invest Hong Kong ทำหน้าที่ดูแลองค์กรที่เข้าสู่ตลาดฮ่องกงอย่างครบวงจร ทั้งการให้ข้อมูลเชิงลึกเชิงกลยุทธ์ การเชื่อมต่อเครือข่าย การสนับสนุนด้านการตลาด และการอำนวยความสะดวกด้านนโยบาย
ด้วยการทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิดกับพันธมิตรหลักในระบบนิเวศ เช่น Hong Kong Science and Technology Parks Cyberport และ InvestHK เชื่อมโยงธุรกิจนวัตกรรมเข้ากับโครงสร้างพื้นฐานด้านการวิจัยและพัฒนา (R&D) โปรแกรมบ่มเพาะเฉพาะทาง และโอกาสระดมทุนข้ามพรมแดน เพื่อเร่งการขยายตัวในระดับภูมิภาค
ตามรายงานดัชนีศูนย์กลางการเงินโลก (Global Financial Centres Index หรือ GFCI) ครั้งที่ 39 ฮ่องกงยังคงครองอันดับหนึ่งศูนย์กลางการเงินระหว่างประเทศในเอเชียแปซิฟิก ด้วยอันดับที่ 3 ของโลกไว้อย่างต่อเนื่อง อีกทั้งยังได้รับการจัดอันดับให้เป็นผู้นำระดับโลกด้านบริการทางการเงินฟินเทค
ท่ามกลางการเติบโตอย่างรวดเร็วของวงการฟินเทคในฮ่องกง นวัตกรรมใหม่ๆยังเป็นเพียงจุดเริ่มต้น และมีแนวโน้มที่จะขยายบทบาทสำคัญต่อระบบการเงินโลกมากขึ้นในอนาคตอย่างแน่นอน

