ค้าปลีกยุคใหม่วัดกันที่โครงสร้างธุรกิจ ไม่ใช่แค่ยอดขาย ผู้ประกอบการเร่งเสริมเครือข่ายสาขา พัฒนาแพลตฟอร์มดิจิทัล ขยายฐานลูกค้า B2B–B2C และรุกตลาดต่างประเทศ เพื่อสร้างการเติบโตมั่นคงในระยะยาว เป็นกุญแจสำคัญที่จะช่วยเปิดโอกาสใหม่ๆ
ในยุคที่การแข่งขัน ค้าปลีก ทวีความรุนแรง ธุรกิจจำเป็นต้องมีโครงสร้างพื้นฐานที่แข็งแกร่งเพื่อสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืนในระยะยาวมากกว่าเพียงแค่การมียอดขายที่เพิ่มขึ้นชั่วคราว ปัจจัยสำคัญที่ขับเคลื่อนความสำเร็จประกอบด้วยการมี "เครือข่ายสาขา" ที่ครอบคลุมเพื่อเป็นจุดกระจายสินค้าและเชื่อมต่อโลกออนไลน์เข้ากับออฟไลน์ รวมถึงการพัฒนา "แพลตฟอร์มดิจิทัล" ที่มีประสิทธิภาพเพื่อเข้าถึงความต้องการของผู้บริโภคยุคใหม่
นอกจากนี้ การมี "ฐานลูกค้าที่หลากหลาย" ทั้งกลุ่มธุรกิจ (B2B) และผู้บริโภคทั่วไป (B2C) จะช่วยกระจายความเสี่ยงด้านรายได้และสร้างสมดุลให้กับผลประกอบการได้ดีกว่าเดิม การขยายธุรกิจไปสู่ตลาดต่างประเทศที่มีศักยภาพสูงยังเป็นอีกหนึ่งกุญแจสำคัญที่จะช่วยเปิดโอกาสใหม่ๆ ในภูมิภาคที่เศรษฐกิจกำลังเติบโต
ภายใต้การทยอยประกาศผลประกอบการของกลุ่มค้าปลีกในปี 2568 สะท้อนภาพความท้าทายที่ผู้ประกอบการยังต้องเผชิญแรงกดดันหลายด้าน ทั้งกำลังซื้อที่ยังฟื้นตัวไม่เต็มที่ ผลกระทบจากมาตรการภาครัฐต่างๆ การแข่งขันที่รุนแรง โดยเฉพาะการถาโถมของแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซข้ามชาติ ส่งผลให้นักลงทุนเริ่มเปลี่ยนมุมมองในการวิเคราะห์หุ้นกลุ่มนี้ โดยหันไปให้ความสำคัญกับ "คุณภาพของโครงสร้างธุรกิจ" มากกว่าเพียงแค่ตัวเลขการเติบโตของยอดขายในระยะสั้น แน่นอนว่าใครที่แข็งแรงกว่า ย่อมได้เปรียบ เป็นแต้มต่อ! ในระยะยาว
4 เสาหลักสู่โครงสร้างที่แข็งแกร่ง
จากการวิเคราะห์ปัจจัยที่จะสร้างความได้เปรียบทางการแข่งขันในระยะยาว พบว่ามี 4 องค์ประกอบสำคัญที่ธุรกิจค้าปลีกยุคใหม่ต้องมี ประกอบด้วย
เครือข่ายสาขาที่ทรงพลัง : ในยุค Omni-channel สาขาไม่ได้ทำหน้าที่เพียงแค่หน้าร้าน แต่คือ "จุดกระจายสินค้าออนไลน์" การมีเครือข่ายสาขาที่กว้างขวางช่วยลดต้นทุนการขนส่งและเพิ่มความรวดเร็วในการส่งมอบสินค้าถึงมือผู้บริโภค
ดิจิทัลแพลตฟอร์ม "หัวใจ" การแข่งขัน : การมีแพลตฟอร์มออนไลน์และระบบสมาชิกที่แข็งแกร่ง แอปพลิเคชันที่ใช้งานง่าย สะดวก มีความหลากหลายของสินค้า โปรโมชันที่ตรงใจ สามารถเชื่อมโยงฐานลูกค้าทั้งแบบ B2B และ B2C ได้อย่างมีประสิทธิภาพ คือกุญแจสำคัญในการสร้างประสบการณ์ที่ดีและดึงดูดลูกค้าให้คงอยู่กับแบรนด์ ทำให้การเติบโตของยอดขายออนไลน์แข็งแกร่ง เป็นอีกหนึ่งโครงสร้างสำคัญที่นักลงทุนควรมองเวลาดูหุ้นค้าปลีก
ความหลากหลายของฐานลูกค้า (B2B & B2C) : การกระจายความเสี่ยงผ่านกลุ่มลูกค้าที่หลากหลาย แตกต่างกัน ช่วยสร้างเสถียรภาพให้รายได้ เพราะลดการพึ่งพารายได้จากกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งมากเกินไป ตัวอย่างเช่น หากกำลังซื้อภาคครัวเรือน (B2C) ชะลอตัว ธุรกิจยังสามารถพึ่งพารายได้จากกลุ่มผู้ประกอบการ ร้านอาหาร หรือโรงแรม (B2B) ที่เติบโตตามภาคการท่องเที่ยวได้ นอกจากนี้ ในยามที่รัฐมีมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจที่เจาะกลุ่มร้านค้าโชห่วย ห้างค้าปลีกที่มีฐานลูกค้า B2B ก็ยังได้รับอานิสงส์จากการเป็นแหล่งวัตถุดิบหลัก
การรุกตลาดต่างประเทศ : ศักยภาพและความเร็วของบริษัทในการแสวงหา "New S-Curve" ในประเทศที่มีอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจสูง และตลาดค้าปลีกยังมีโอกาสอีกมาก เป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่นักลงทุนใช้ประเมินศักยภาพการเติบโตในอนาคต
CPAXT กับการวางหมากรุกระดับภูมิภาค
หากพิจารณาผู้เล่นในตลาดไทย ซีพี แอ็กซ์ตร้า (CPAXT) ถือเป็นหนึ่งในบริษัทที่มีโครงสร้างธุรกิจโดดเด่นและน่าจับตาที่สุดในเวลานี้ ด้วยความพร้อมทั้งในแง่ของฐานลูกค้าที่ครอบคลุมทั้ง B2B (แม็คโคร) และ B2C (โลตัส) ผนวกกับความแข็งแกร่งของแพลตฟอร์มออนไลน์อย่าง Lotus’s Smart App และ Makro PRO ซึ่งล่าสุด Makro PRO ได้รับการจัดอันดับจาก Euromonitor International ให้เป็น แพลตฟอร์ม อีคอมเมิร์ซ สัญชาติไทยอันดับ 1
นอกจากนี้ CPAXT ยังเร่งเครื่องขยายฐานสู่ต่างประเทศอย่างต่อเนื่อง เห็นได้ชัดจากการเข้าซื้อหุ้นใน Renewed Hope Pte. Ltd. ในมาเลเซีย และแผนการรุกตลาดฟิลิปปินส์ เพื่อสร้างการเติบโตจากฐานลูกค้าใหม่ในระดับภูมิภาค
ดังนั้น โจทย์ใหญ่ของนักลงทุนในวันนี้จึงไม่ใช่เพียงการมองหาว่าใครมียอดขายดีที่สุดในปีที่ผ่านมา แต่ต้องมองลึกลงไปว่า ใครมีโครงสร้างธุรกิจที่เอื้อต่อการเติบโตในระยะยาว มีความยืดหยุ่น และพร้อมปรับตัวตามพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนไปได้รวดเร็วกว่า ซึ่งในสมรภูมิที่ความเร็วคือแต้มต่อ ใครที่มีโครงสร้างพื้นฐานพร้อมกว่า ย่อมมีโอกาสที่จะเป็นผู้ชนะตัวจริงในระยะยาว





