ทดลองการันตีรายได้ | วรากรณ์ สามโกเศศ

ทดลองการันตีรายได้ | วรากรณ์ สามโกเศศ

แนวคิดของการให้เงินช่วยเหลือโดยภาครัฐ แก่ผู้ใหญ่ทุกคนในสังคม เพื่อช่วยการดำรงชีพพื้นฐาน ด้วยเงินจำนวนเท่ากันรายเดือนมีมานมนาน แต่ก็ยังไม่เกิดขึ้นจริงในประเทศใด

แนวคิดที่เรียกว่า Universal Basic Income (UBI) นี้ในปัจจุบันได้รับการถกเถียงกันอย่างคึกคักและกว้างขวางในระดับประเทศ     คิดกันว่าถึงแม้จะเป็นไปไม่ได้เพราะไม่มีประเทศใดมีเงินเพียงพอหรือเห็นพ้องกันทั้งประเทศ    แต่ก็สามารถให้เงินแก่บางกลุ่มของประชากรที่ยากไร้จริง ๆ ได้  
        ในปัจจุบันมีองค์กรภาคเอกชนจำนวนมากในสหรัฐอเมริกาที่ได้ทดลองทำนองนี้โดยต้องการคำตอบว่าเงินลักษณะนี้ช่วยเหลือได้มากน้อยเพียงใด  เมื่อได้รับเงินไปแล้วเกิดอะไรขึ้นและเอาไปใช้จ่ายที่เกิดประโยชน์จริง ๆ หรือไม่
        มีหลักฐานว่า Trajan จักรพรรดิองค์หนึ่งของอาณาจักรโรมัน   ระหว่าง ค.ศ. 98-117   ให้เงินจำนวนเท่ากันแก่พลเมืองทุกคนที่ต้องการและในหนังสือ Utopia (ค.ศ. 1516) ของ Sir Thomas More  เอกบุรุษของอังกฤษ  ผู้ดำรงตำแหน่ง Lord High Chancellor of England   บรรยายถึงสังคมที่สมาชิกทุกคนได้รับการันตีรายได้พื้นฐาน เพื่อเป็นคำตอบของข้อความ “ไม่มีบทลงโทษใดที่สามารถยับยั้งผู้คนจากการขโมยได้     ถ้ามันเป็นหนทางเดียวของการได้อาหารมา”
        UBI ได้รับการพูดถึงในทุกศตวรรษจวบถึงปัจจุบันโดยผู้สนับสนุนเห็นว่า UBI จะช่วยตัดรายจ่ายสวัสดิการสังคมที่มีอยู่มากมายแล้วในหลาย ๆ โครงการลงได้จนเหลือโครงการเดียว   ทำให้เห็น  ชัด ๆ จากการันตีรายได้อย่างไม่ผูกพันกับเงื่อนไขต่าง ๆ โดยไม่มีคนที่หายหกตกหล่นเพราะได้รับทุกคนอย่างเสมอหน้ากัน

ระบบสวัสดิการช่วยเหลือประชาชนที่เป็นอยู่ในทุกประเทศล้วนมีหลายโครงการซึ่งมีความสลับซับซ้อนโดยมีเงื่อนไขที่หลากหลาย   บ่อยครั้งที่บางคนได้รับซ้ำซ้อน  บางคนหลุดรอดไปโดยไม่ได้รับเลย ดังนั้นภาครัฐจึงสูญเสียเงินจำนวนมากจากการขาดประสิทธิของการบริหาร   หากเป็นโครงการที่ง่ายไม่ซ้ำซ้อน  เช่นให้การันตีรายได้แก่ทุกคนโดยไม่มีเงื่อนไขที่หยุมหยิมในจำนวนเท่ากันรายเดือน  โอกาสของความผิดพลาดจะมีน้อยลง และการจัดการจะมีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งสามารถประเมินได้ง่ายว่าเป็นการช่วยเหลือที่ได้ผลหรือไม่ ซึ่งทำให้สะดวกต่อการปรับเปลี่ยนนโยบาย
        โครงการการันตีรายได้แก่ประชาชนบางกลุ่มโดยองค์กรภาคเอกชนในสหรัฐอเมริกนั้นน่าสนใจ  ใน 6 ปีที่ผ่านมามีโครงการนำร่องจำนวนมากใน 24 เมืองของรัฐต่าง ๆ   โครงการทดลองหนึ่งที่มีชื่อว่า Compton Pledge    ให้เงินคนละ 300 ถึง 600 เหรียญต่อเดือน (ขึ้นอยู่กับจำนวนลูกที่ต้องเลี้ยงดู) แก่คน 800 คนในช่วงเวลาท้ายปี 2020 ถึงปลายปี 2022    ผู้เข้าร่วมเป็นคนยากไร้ซึ่งรวมถึงแรงงานต่างชาติผิดกฎหมายด้วยในรัฐแคลิฟอเนียร์
        องค์กรไม่แสวงหากำไรชื่อ The Fund for Guaranteed Income  ซึ่งเป็นเจ้าของโครงการ Compton Pledgeในหลายเมืองร่วมมือกับกลุ่มวิจัยเพื่อศึกษาว่าเงินจำนวนนี้มีผลกระทบอย่างไรต่อผู้รับเงิน ทั้งในด้านสุขภาพกายและสุขภาพจิต   โอกาสมีงานทำและผลกระทบต่อชุมชน
        โครงการทดลองของภาคเอกชนอื่นๆในหลายเมืองให้เงินแก่คนผิวสีที่ท้อง   เด็กขาดอุปการะ  คนไร้บ้าน ฯลฯ  โดยมุ่งไปที่คำถามว่าเกิดอะไรขึ้นกับผู้ยากไร้เหล่านี้เมื่อได้รับเงินสดและใช้จ่ายได้ตามใจชอบ

การสำรวจความเห็นของคนอเมริกันปัจจุบันพบว่า 45 % สนับสนุนไอเดียที่ภาครัฐให้เงินผู้ใหญ่ทุกคนเท่ากันทุกเดือนไม่ว่ามีรายได้เท่าใด  (เช่น 1,000 เหรียญ) ซึ่งเป็นสัญญาณว่ากำลังมีการเปลี่ยนแปลงในความคิดเห็นซึ่งแตกต่างกว่าเมื่อ 5 ปีก่อน
        ผลสรุปจากโครงการของ Compton Pledge ในเรื่องการใช้จ่ายเงินยังไม่ออกมา แต่ผลขั้นต้นระบุว่าเงินจำนวนนี้ช่วยทำให้คุณภาพชีวิตโดยรวมดีขึ้นบ้างโดยเฉพาะในด้านการป่วยทางจิต     ผ่านไป 1 ปี  37% ของเงินที่ได้รับหมดไปกับรายจ่ายด้านอาหาร 22% กับค่าซื้อสินค้าทั่วไป 11% ค่าน้ำค่าไฟฟ้า และน้อยกว่า 1% เป็นค่าบุหรี่และเครื่องดื่มแอลกอฮอร์ และ 3% จ่ายเรื่องหยูกยา
        ตลอด 6 ปีที่ผ่านมา  ไอเดียเรื่องการันตีรายได้แก่ประชาชนยากไร้ที่สุดได้รับความสนใจอย่างมากจากมหาเศรษฐีที่รวยจากธุรกิจไฮเทคของสหรัฐ  ไม่ต่ำกว่า 40 โครงการใหม่ในเรื่องการันตีรายได้เกิดขึ้นทั้งในเมืองใหญ่และเมืองเล็กในหลายรัฐเพื่อช่วยกลุ่มคนที่มีลักษณะพิเศษ เช่นครอบครัวที่ถูกกระทบจากโควิด-19  พ่อแม่เลี้ยงเดี่ยว     ฯลฯ
        ข้อสรุปหนึ่งที่ชัดเจนก็คือเงินจากการันตีรายได้ไม่ได้ทำให้หลุดพ้นจากความยากจนเพราะไม่ได้แก้ที่ราก     เพียงแต่ช่วยให้คนเหล่านี้ได้หายใจสะดวกขึ้นบ้าง   พอที่จะช่วยให้สามารถตัดสินใจได้สมาร์ทขึ้นสำหรับครอบครัว
        สำหรับประเทศไทย   มีงานวิจัยอยู่บ้างในเรื่องผู้รับเงินช่วยเหลือสวัสดิการนำไปใช้จ่ายอะไรบ้างแต่เราต้องการคำตอบที่ลึกกว่าแบบที่องค์กรอเมริกันต้องการ   อย่างไรก็ดีเราพอจะเดาได้ว่าสำหรับหลายครอบครัวในยามนี้  เงินเหล่านี้เป็นเรื่องของความเป็นความตายโดยแท้   คนยากไร้จำนวนมากประสบความยากลำบากจากวิกฤตครั้งนี้มากถึงแม้จะได้รับความช่วยเหลือจากภาครัฐไปไม่น้อยก็ตาม เพราะไม่เพียงแต่กังวลใจเรื่องหนี้สินและปากท้องของครอบครัวเท่านั้น หากยังหวาดหวั่นว่าจะติดโรคและเจ็บป่วยซึ่งเป็นอีกเรื่องหนักใจที่แอบซ่อนอยู่ทุกลมหายใจจนมีผลกระทบต่อสุขภาพจิตโดยรวม.