background-default

วันพฤหัสบดี ที่ 15 มกราคม 2569

Login
Login

ทำไมการ ‘นอกใจ’ จึงกลายเป็นปัญหาระดับชาติของจีน? จน ‘รัฐบาล’ ต้องควบคุม!

ทำไมการ ‘นอกใจ’ จึงกลายเป็นปัญหาระดับชาติของจีน? จน ‘รัฐบาล’ ต้องควบคุม!

การ “นอกใจ” ไม่ใช่แค่ปัญหาทางสังคมเพียงอย่างเดียว แต่ยังเป็นปัญหาหลักที่ “รัฐบาลจีน” ให้ความสำคัญ เพราะนำไปสู่การทุจริตหรือคอร์รัปชันในแวดวงราชการ นอกจากนี้ยังลามไปสู่การ “หย่าร้าง” ในสังคม ส่งผลต่อการเพิ่มจำนวนประชากรในจีน จนรัฐจึงต้องออกกฎหมายใหม่เพื่อควบคุม

หนึ่งในประเด็นคำถามเรื่องราวสังคมจีนที่ผู้เขียนถูกถามจากคนไทยมากมายก็คือ มุมมอง “ความรัก” ของคนจีน ทัศนคติการเลือกคู่ครองว่าเขาเลือกคู่ครองกันอย่างไร? มีสเปกแบบไหน? ใช้ปัจจัยอะไรส่งผลต่อการเลือกคู่ครอง? และไฮไลท์ที่ทุกคนอยากรู้ก็คือ เรื่องการ “นอกใจ” ของคนจีน ว่าเกิดเป็นดราม่ารายวันบ่อยบนโลกออนไลน์เหมือนบ้านเราหรือไม่? ซึ่งเรื่องการนอกใจนั้น “อ้ายจง” ต้องบอกว่า ถือเป็นประเด็นระดับชาติที่รัฐบาลจีนต้องหันมาควบคุมเลยทีเดียว!

ก่อนที่เราจะมาพูดถึงเรื่องการ “นอกใจ” เรามาดูสเปกของคนจีนกันก่อนว่า เขาเลือกคู่ครองกันอย่างไร รวมถึงทัศนคติความเชื่อในปัจจุบันที่ส่งผลต่อการใช้ “ชีวิตคู่

คนจีนเชื่อว่า การแต่งงาน-การมีชีวิตคู่ถือเป็นหนึ่งในสิ่งสำคัญมากที่สุดในชีวิต ซึ่งเป็นความเชื่อสืบเนื่องมาตั้งแต่อดีต จึงทำให้เกิดแรงกดดันให้มีคู่ครองจากครอบครัวสูงมาก แต่เมื่อมาถึงยุคนี้ก็มีการปรับเปลี่ยนไปตามบริบททางสังคม หากอยู่กันไม่ได้ก็แยกทางกัน ซึ่งนี่ส่งผลถึงการเพิ่มประชากรของจีนตามนโยบายรัฐ

การเลือกคู่ของชาวจีน

หนุ่มสาวชาวจีนส่วนใหญ่มีสเปกในฝันกันอย่างไร ข้อมูลส่วนนี้ผู้เขียนสรุปจากประสบการณ์ส่วนตัวที่ใช้ชีวิตในจีน จากการพูดคุยกับเพื่อนชาวจีน และข้อมูลผลสำรวจจาก “เจินอ้าย – ZhenAi” แพลตฟอร์มออนไลน์หาคู่ชื่อดังในประเทศจีน เมื่อช่วงปี 2563

สาวในอุดมคติของหนุ่มจีน ต้องเข้าข่าย 6 ข้อต่อไปนี้ ได้แก่

1. ผิวขาว

2. รูปร่างสูง ผอม

3. หน้าตาสวย

4. การศึกษาดี

5. อายุประมาณ 22-23 ปี มากสุดไม่เกิน 30 ปี

6. ประหยัด แม้ว่าหนุ่มจีนจะขึ้นชื่อเรื่องความใจป๋า เปย์อย่างหนักกับคู่รัก แต่พวกเขาก็อยากให้คนที่มาเป็นแฟนสาวมีความประหยัดด้วยเหมือนกัน

หนุ่มในอุดมคติของสาวจีน โดยภาพรวมไม่ค่อยต่างจากสเปกของฝ่ายชายเท่าไหร่นัก นั่นคือ
1. มองเรื่องรูปร่างสูง 
2. การศึกษาดี 
3. บุคลิกภายนอกดูดี 
4. ประหยัด 
5. หน้าที่การงานมั่นคง และนิสัยดี 
6. เอาใจเก่ง ตามใจเก่ง ซึ่งถือเป็นข้อที่สำคัญมากเลยทีเดียว

คนจีนให้ความสำคัญด้านรายได้ 

ประเด็นเรื่อง “รายได้” มีผลต่อการจีบเป็นแฟนของหนุ่มสาวชาวจีนอย่างมาก ยุคนี้เป็นยุคของความเท่าเทียมของชายหญิงในจีนอย่างแท้จริง หากดูจากตัวเลขผลสำรวจในแพลตฟอร์ม “เจินอ้าย” พบว่า ผู้ชายส่วนใหญ่ประมาณ 52% มองว่า ชายหญิงที่เป็นคู่รัก ควรหาเงินได้เท่ากันแล้วนะ กล่าวคือ ต้องช่วยกันทำมาหากินได้ 

ส่วนมุมมองของสาวจีน ตัวเลขค่อนข้างใกล้กัน แต่มุมมองต่างกันเลย คือ ประมาณ 54% ของหญิงจีนที่ตอบผลสำรวจมองว่า ชายต้องหาเงินได้มากกว่าแฟนสาว 2 เท่า ซึ่งมีอีก 30% คิดถึงขั้นที่ว่า แฟนหนุ่มที่จะคบด้วย ต้องมีรายได้มากกว่าเธอ 3 เท่าเลยนะ

ถ้าหากเดือดร้อนเรื่องเงินในขณะที่เป็นแฟนกัน คนจีนมองว่า ยืมเงินได้ ถ้าจำเป็นจริงๆ แต่ให้ยืมไม่เกิน 5,000 หยวน (ประมาณ 22,500 บาท)

ส่วนในเรื่องของระยะเวลาการคบกันในฐานะแฟน และจบด้วยเรื่องราวการแต่งงาน ส่วนใหญ่มองว่า คบกัน 3 ปี ก็แต่งงานกันได้แล้ว หากคบหากัน 3 ปีแล้วยังไม่แต่งงานกัน ก็ขออนุญาตแยกทาง

เรื่องการ “นอกใจ” ในสังคมจีน 

มาถึงจุดสำคัญกันบ้าง “คนจีนเจ้าชู้ มีปัญหาการนอกใจหรือไม่?” ความเป็นจริงแล้ว เรื่องราวของการเจ้าชู้ หรือ นอกใจ ไม่ได้ขึ้นอยู่กับเป็นคนเชื้อชาติไหน สัญชาติใด อาศัยอยู่แห่งหนตำบลใดบนโลกใบนี้ เป็นเรื่องของพฤติกรรมและการควบคุมตนเองของแต่ละคน 

ในประเทศจีนมีปัญหาเรื่องการ “นอกใจ” ไม่น้อยเช่นกัน โดยเฉพาะในช่วง 10-20 ปีมานี้ ดังที่เราเคยได้เห็นคลิปหรือข่าวจากประเทศจีนในหน้าสื่อไทย อันมีเนื้อหาตบตีแย่งชิงทำร้ายร่างกายกันระหว่างภรรยาหลวงและภรรยาน้อย ถือเป็นไวรัล-กระแสสังคมที่เกิดขึ้นบ่อยครั้งในช่วงสังคมออนไลน์จีนช่วง 5 ปีก่อนหน้านี้ ก่อนที่ “รัฐบาลจีน” จะสั่งไปที่แต่ละแพลตฟอร์มให้แบนเนื้อหาเหล่านี้เสีย เนื่องจากทำให้เกิดความวุ่นวายและสร้างบรรยากาศที่เป็นตัวอย่างไม่เหมาะสมในสังคมจีน โดยเฉพาะอย่างยิ่งเป็นตัวอย่างไม่ดีให้แก่คนรุ่นใหม่ ที่จะเป็นอนาคตของชาติ และนี่คือจุดเริ่มต้นแรกๆ ของการจัดระเบียบโลกออนไลน์จีน ซึ่งนำมาสู่มาตรการ “ชิงหล่าง” กวาดล้างเนื้อหาที่ไม่เหมาะสมเกี่ยวกับบันเทิงจีน ที่เป็นประเด็นร้อนทั่วโลก ณ ขณะนี้

ปัญหาการนอกใจในจีน 

ปัญหาการนอกใจปะทุขึ้นมาสู่กระแสความสนใจของคนทั่วไปในช่วงปี 2555 หรือราว 11 ปีที่ผ่านมา เมื่อคนจีนบางส่วนเริ่มจัดแคมเปญรณรงค์ในช่วงเทศกาล “ชีซี่เจี๋ย” หรือวันวาเลนไทน์ - วันแห่งความรักของคนจีน (วันรำลึกตำนานความรักหนุ่มเลี้ยงวัวสาวทอผ้า) ติดป้ายบิลบอร์ดข้างถนนที่เมืองสือเจียจวง มณฑลเหอเป่ย รวมถึงตามสถานที่อื่นๆ และบนเว็บไซต์ ด้วยข้อความ “不要出轨情人节 让爱回家” แปลเป็นไทยว่า “ไม่ต้องการวันแห่งความรักที่เป็นวันแห่งการนอกใจ คืนความรักกลับสู่ครอบครัว (ตัวจริงของเรา) เถอะนะ"

ที่มาของแคมเปญคือ ต้องการให้วันแห่งความรักเป็นวันแห่งความรักที่แท้จริง ใครนอกใจกันก็ขอให้เลิกทำแบบนี้ซะ และในวันวาเลนไทน์ (รวมถึงวันแห่งความรักของจีน 七夕 เทศกาล ชีซี) เป็นวันที่มีสถิติการนอกใจสูงอีกด้วย

จะว่าไปคนจีนค่อนข้างกลัวกับการ “นอกใจ” ไม่น้อยทีเดียว ถึงขั้นมีสิ่งของต่างๆ ที่ห้ามให้แก่กัน เหตุจากสื่อถึงการโดนสวมเขาหรือนอกใจ ที่เห็นชัดเจนที่สุดคือ “หมวกสีเขียว” ที่หนุ่มจีนจะกลัวมาก แม้ปัจจุบันจะไม่ค่อยสนใจมากเท่าสมัยอดีต

“หมวกสีเขียว กลายเป็นสัญลักษณ์แทนการโดนสวมเขา เกิดขึ้นจาก 2 ตำนานหลักๆ ตำนานแรก ในสมัยจีนโบราณ สีเขียวถือเป็นสีบ่งบอกสถานะทางสังคมระดับต่ำ เป็นสีผ้าโพกศีรษะของผู้ชายที่ทำงานเกี่ยวข้องกับผู้หญิงขายบริการ และอีกหนึ่งตำนานที่ได้รับการกล่าวถึงไม่แพ้กันคือ เคยมีหญิงงามนามหนึ่งที่มีสามีอยู่แล้ว แต่แอบไปคบหากับพ่อค้าขายผ้าในละแวกบ้านในช่วงที่สามีต้องออกไปค้าขายนอกเมืองเป็นประจำ โดยนางทำหมวกผ้าสีเขียวให้สามีสวมทุกครั้งหากต้องออกนอกเมือง เมื่อชายชู้เห็นสามีของแม่นางคนนี้สวมหมวกสีเขียว เป็นอันรู้กันว่า ไปหาหญิงงามผู้นี้ได้ ทางสะดวก“

จากงานวิจัยของศาสตราจารย์ Pan Suiming สถาบันวิจัยสังคมวิทยาทางเพศของจีน พบว่า ชายจีนมีอัตราการนอกใจสูงกว่าผู้หญิง และตามสถิติตั้งแต่ปี 2543 - 2558 อัตราการนอกใจของชายจีนอยู่ที่ 20.3% ขณะที่ผู้หญิงมีอัตราการนอกใจโดยเฉลี่ยอยู่ที่ 7.9% เพิ่มขึ้น 226.8% ส่วนชายจีน เพิ่ม 188.9% ในรอบ 15 ปี (2543 – 2558)

เหตุผลที่การ “นอกใจ” เป็นปัญหาระดับชาติของจีน

การนอกใจ ไม่ใช่แค่ปัญหาทางสังคม ยังเป็นปัญหาหลักที่รัฐบาลจีนให้ความสำคัญและนำมาเป็นประเด็นจัดระเบียบข้าราชการและเจ้าหน้าที่รัฐ มีการรายงานสอดคล้องกับการศึกษาของสถาบันวิจัยสังคมวิทยาทางเพศของจีนที่ระบุไปข้างต้น ในช่วงเวลาเดียวกันในรอบ 15 ปี 2543 - 2558 

ข้าราชการและเจ้าหน้าที่รัฐจีน มีปัญหาภรรยาน้อยสูงมาก ซึ่งถูกระบุว่า การมีภรรยาน้อย หรือภรรยานอกสมรส นำไปสู่การทุจริตหรือคอร์รัปชัน เพราะต้องการนำเงินหรือสินทรัพย์ต่างๆ ไปเอาอกเอาใจภรรยานอกสมรสเหล่านี้ ซึ่งเคยมีบางคดีเกี่ยวกับทุจริต-คอร์รัปชัน เผยถึงการได้รับสินบนของภรรยานอกสมรส-คนสนิทของข้าราชการและเจ้าหน้าที่รัฐจีนด้วย

ทำให้ปี 2550 จีนเริ่มพยายามแก้ปัญหาเหล่านี้เป็นครั้งแรก โดยออกกฎให้ข้าราชการและเจ้าหน้าที่รัฐต้องรายงานผู้บังคับบัญชาและหน่วยงานตนเอง หากมีการเปลี่ยนแปลงสถานะสมรส

ในยุคสมัยใหม่ คนจีนเริ่ม “No สน No แคร์” อยู่ได้ โดยไม่มีคู่ หรือถ้า ชีวิตคู่ ไปไม่สวย ไม่ส่งผลต่อชีวิตในทางที่ดี ก็พร้อมหย่าร้าง ไม่ดึงดัน หรือฝืนความสัมพันธ์ต่อไป (หากมีลูกด้วยกัน หลายคู่ยังคงตัดสินใจอยู่บ้านเดียวกัน เนื่องจากราคาอสังหาริมทรัพย์สูง และ ต้องการดูแลลูกไปจนกว่าลูกจะเข้าเรียนในระดับมหาวิทยาลัย แล้วจึงค่อยแยกทางกันอย่างสมบูรณ์)

ปัญหาการ “หย่าร้าง” ในจีน

ตั้งแต่ 2542 เป็นต้นมา อัตราการหย่าร้างในจีนเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง จาก 1.85% ในปี 2542 สูงขึ้นเรื่อยๆ จนอยู่ที่ราว 3.36% ในปี 2562 แต่ตั้งแต่โควิด-19 

ในปี 2563 และปีนี้ 2564 การหย่าร้างกลับมาลดน้อยลง ส่วนหนึ่งเป็นผลจาก “กฎหมายจีนฉบับใหม่ปี 2564” กำหนดให้มีระยะเวลารอคอย 30 วัน ถึงจะได้รับการอนุมัติหย่าร้าง เพื่อให้ไปทบทวนอีกครั้งว่าอยากหย่าจริงๆ หรือไม่ และสามารถถอนคำร้องการหย่าในช่วงเวลานี้ได้ด้วย 

แต่หากอีกฝ่ายยังคงอยากที่จะหย่า ก็ต้องยื่นคำร้องอีกครั้ง ทำให้มีความซับซ้อนและยุ่งยากในการหย่าเพิ่มมากขึ้น เพราะทางรัฐจีนต้องการลดอัตราการหย่าร้าง เนื่องจากส่งผลต่อการเพิ่มจำนวนประชากร 

ซึ่งการออกกฎหมายใหม่เกี่ยวกับการหย่าร้างในครั้งนี้ของประเทศจีน มีทั้งฝ่ายที่เห็นด้วยและไม่เห็นด้วย  

ฝ่ายที่ไม่เห็นด้วย มีความเห็นหลากหลาย แต่ที่ผู้เขียนพอจะจำได้ เมื่อครั้งไปอ่านความคิดเห็นบนโลกออนไลน์ มีอยู่หนึ่งความเห็นที่ยังคงติดอยู่ในห้วงความคิดจนถึงตอนนี้คือ ผู้หญิงคนหนึ่งระบุว่า “มันยุ่งยากเกินไป เราอยากหย่า ก็ต้องได้หย่าสิ เพราะใจเราไม่อยู่กับอีกฝ่ายแล้ว โดยเฉพาะถ้าอีกฝ่ายทำผิดทางใจอย่างรุนแรง อย่างเช่น การนอกใจ…”