background-default

วันพฤหัสบดี ที่ 15 มกราคม 2569

Login
Login

ความรู้สึก'ประชาชน'กรณีล็อกดาวน์ และความต้องการขณะวิกฤตโควิด

ความรู้สึก'ประชาชน'กรณีล็อกดาวน์ และความต้องการขณะวิกฤตโควิด

เช็กตรวจสอบ ความรู้สึก "ประชาชน" กรณีล็อกดาวน์ และ "ความต้องการ" ในภาวะวิกฤติโควิด

การสำรวจความรู้สึกนึกคิดของประชาชนในขณะนี้ ท่ามกลางวิกฤติการณ์การแพร่ระบาด "โควิด 19" มานานหลายเดือน ย่อมทำให้เห็นถึงภาพสะท้อนต่อ "รัฐบาล" ในการบริหารสถานการณ์ฉุกเฉินเป็นอย่างไร

ศูนย์สำรวจความคิดเห็นสถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ หรือ นิด้าโพล เปิดเผยผลสำรวจของประชาชน เรื่อง “มาตรการล็อกดาวน์ ควรไปต่อหรือไม่” ทำการสำรวจระหว่างวันที่ 23 – 26 สิงหาคม 2564 จากประชาชนที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไป  

โดยผู้ให้ความเห็นส่วนใหญ่ 26.14 % สนับสนุนให้ดำเนินการต่อ พร้อมมีข้อเสนอแนะให้มีมาตรการเข้มข้น ปฏิบัติจริงจัง พร้อมกับมีบทลงโทษที่รุนแรงสำหรับผู้ที่ไม่ปฏิบัติตาม เพื่อให้ประชาชนลดการเดินทางข้ามจังหวัด, รวมตัว และหยุดการเดินทาง นอกจากนั้นยังเสนอให้ใช้มาตรการผ่อนคลาสำหรับบางพื้นที่ที่ยอดผู้ติดเชื้อลดลง หรือประชาชนบางส่วนได้รับวัคซีนแล้ว ในสัดส่วนที่เท่านั้น

รองลงมา 24.16% เห็นว่าไม่ควรคงมาตรการล็อกดาวน์ต่อ เพราะไม่ทำให้ยอดผู้ติดเชื้อลดลง พร้อมเสนอแนะให้รัฐบาลเร่งจัดหาวัคซีนที่มีคุณภาพให้บริการประชุาชน

 และ 21.27% สนับสนุนให้ดำเนินการต่อ แต่บังคับใช้มาตรการบางพื้นที่ หรือ พื้นที่เสี่ยงเท่านั้น เพื่อให้ประชาชนสามารถประกอบอาชีพและเดินทางได

ส่วนกรณี ผลสำรวจถามต่อว่า ความสำเร็จในการควบคุมการแพร่เชื้อจากมาตรการล็อกดาวน์ที่ผ่านมา โดยส่วนใหญ่  35.67% บอกว่าไม่สำเร็จเลย เพราะ การล็อกดาวน์ไม่เข้มงวด
รองลงมา  28.81% เห็นว่า ไม่ค่อยประสบความสำเร็จ เพราะ ประชาชนบางส่วนไม่ให้ความร่วมมือในการปฏิบัติตามที่รัฐกำหนด

ขณะที่ 26.83% เห็นว่า ค่อนข้างประสบความสำเร็จ เพราะ ประชาชนมีการปฏิบัติตัวอย่างเคร่งครัด งดการรวมตัว ทำให้ลดการแพร่ระบาดลงได้ และ 6.17% เห็นว่าประสบความสำเร็จมาก เพราะ มีการจำกัดการเดินทางทำให้ลดการแพร่ระบาดของเชื้อลงได้

ความรู้สึก'ประชาชน'กรณีล็อกดาวน์ และความต้องการขณะวิกฤตโควิด

ขณะเดียวกัน สวนดุสิตโพล มหาวิทยาลัยสวนดุสิต เปิดเผยความคิดเห็นของประชาชน เรื่อง ความต้องการของคนไทยยุค โควิด-19  พบว่า 5ความต้องการของประชาชนสูงสุด โดยความต้องการสูงสุด 84.12% ต้องการวัคซีนที่มีคุณภาพ  หรือ ประชาชนฉีดวัคซีนครบ100% รองลงมาคือ สิทธิรักษาโควิด-19 อย่างเท่าเทียม เข้าถึงง่าย 50.47%, ให้ความสำคัญกับบุคลากรทางการแพทย์ , ด่านหน้า 43.24%, กระตุ้นเศรษฐกิจ 38.51% และ แจกยา อุปกรณ์ป้องกัน ชุดตรวจโควิด-19 ให้แก่ประชาชน 34.12%

ถามถึง 5 ความต้องการ ที่ประชาชนคิดว่าจะสมหวัง พบว่า สูงสุด 67.44% คิดว่าเป็นถุงชีพ อาหาร น้ำดื่ม รองลงมา 63.64% ช่วยเหลือค่าเล่าาเรียน อุปกรณ์การเรียน, 60.92% คือ ให้ความรู้เกี่ยวกับโควิด-19, ให้ความสำคัยกับบุคลากรทางแพทย์, บุคลากรด่านหน้าา 57.66% และ ลดภาระค่าครองชีพ ค่าน้ำ ค่าไฟ 48.23%

ถามถึงความต้องการ 5 อย่างที่คิดว่า น่าจะผิดหวัง พบว่า สูงสุดคือ ความจริงใจของรัฐบาลต่อการแก้ปัญหา ไม่ทุจริต ไม่เล่นการเมือง 90.64% รองลงมา คือ ผู้นำมีวิสัยทัศน์ รับฟังความเป็นประชาชน 89.29%, มีความเท่าเทียม ไม่เหลื่อมล้ำในสังคม 88.27%, รัฐบาล และทีมงานที่มีประสิทธิภาพ 85.94% และ รัฐสวัสดิการที่ดีสำหรับประชาชนทุกกลุ่ม 77.71%

คำถามสุดท้าย ที่ถามว่า ตัวช่วยอะไรที่ประชาชนอยากฝากความหวัง อับดับหนึ่ง คือ ตนเอง คิดเป็น 68.39% รองลงมาคือ ประชาชนช่วยกันเอง 53.80%, บุคลากรทางการแพทย์ 46.06% ส่วน รัฐบาล ได้ค่าความหวัง แค่ 27.96 เช่นเดียวกับค่าความหวังของรัฐมนตรีกระทรวงสาธารณสุข ที่ได้ 25.04% ถือเป็น 2 หน่วยงานรัฐที่มีอำนาจและหน้าที่แก้ไขสถานการณ์กลับมีค่าอันดับรั้งท้าย

ความรู้สึก'ประชาชน'กรณีล็อกดาวน์ และความต้องการขณะวิกฤตโควิด


ผู้เขียนเชื่อว่า ประชาชนได้สะท้อนความเชื่อมั่นที่มีต่อรัฐบาล ให้เห็นชัดขึ้นว่า การทำงานที่ผ่านมา "ความไม่เป็นเอกภาพ" ไม่เกิดการบูรณาการอย่างแท้จริง ต่างคนต่างทำ ไม่ว่าจะเป็นกรณีกระทรวงสาธารณสุข กับ กรุงเทพมหานคร เรื่องการจัดหาเตียงรองรับผู้ป่วยโควิด และบริหารกระจายวัคซีน เป็นต้น กลายเป็นภาพสะท้อนไปในทางเดียวกันตามที่โพล 2 สำนักออกผลสำรวจมาข้างต้น

จึงสะเทือนความนิยมของรัฐบาลที่ลดต่ำลง และยิ่งยืดเยื้อมาตรการล็อกดาวน์ที่ไม่มีประสิทธิภาพออกไปนานเท่าใด ความเชื่อมั่นก็ยิ่งลดต่ำลง เมื่อถึงขีดสุด อาจทำให้บรรดากฎหมายกฎเกณฑ์ มาตรการต่างๆจะขาดความร่วมมือ เพราะประชาชนต่างดิ้นรนหาทางรอดโดยไม่หวังพึ่งรัฐบาล ซึ่งจะยิ่งทำให้บริหารสถานการณ์ยากขึ้นเป็นเงาตามตัวในที่สุด.