‘มาตรการชดเชยรายได้’ กรณีศึกษาของอังกฤษ

‘มาตรการชดเชยรายได้’ กรณีศึกษาของอังกฤษ

ดูเหมือนว่า วิกฤติการแพร่ระบาดของโควิดรอบนี้จะรุนแรงและส่งผลกระทบอย่างสาหัสที่สุด นับแต่มีการระบาดและปิดเมืองมาแล้วหลายระลอก

ทั้งลูกจ้างและเจ้าของธุรกิจก็ได้รับผลกระทบจากการมาตรการปิดเมือง ขณะที่มาตรการการชดเชยความเสียหายต่าง ๆ จากรัฐยังไม่เป็นที่น่าพอใจ ดังนั้นวันนี้ ผมจึงอยากจะยกกรณีศึกษาถึงมาตรการช่วยเหลือของรัฐบาลสหราชอาณาจักร (อังกฤษ) เพื่อมาเปรียบเทียบข้อดีข้อด้อย เทียบให้เห็นสิ่งที่ดีกว่าด้วยข้อเท็จจริงเพื่อให้เปิดใจยอมรับพัฒนาปรับปรุงและต่อยอด เพราะขณะนี้ประชาชนทุกคนทุกข์เข็ญเดือดร้อนในทุกหย่อมหญ้า

รัฐบาลสหราชอาณาจักรซึ่งในช่วงแรกถูกต่อว่าต่อขานอย่างมาก จากมาตรการปิดเมืองและความไร้ประสิทธิภาพในการควบคุมการแพร่ระบาดของโควิด ได้ออกมาตรการช่วยเหลืออย่างเป็นรูปธรรมซึ่งครอบคลุมถึงเจ้าของกิจการ แรงงานในห้างร้านบริษัทรวมไปจนถึงผู้ที่มีอาชีพอิสระ

โครงการชดเชยผู้ที่โดนพักงาน หรือ Furlough scheme นี้จะชดเชย 80% ของค่าจ้างต่อเดือนก่อนหักภาษี โดยยอดชดเชยสูงสุดไม่เกิน 2,500 ปอนด์ (ประมาณ 110,000 บาท) ด้วยความหวังว่าห้างร้านบริษัทจะยังคงจ้างพนักงานต่อไปเพื่อเตรียมพร้อมต่อการกลับมาฟื้นตัวของเศรษฐกิจอย่างก้าวกระโดดทันทีหลังเปิดเมือง โดยผู้ที่มีสิทธิรับเงินช่วยเหลือนี้ก็ค่อนข้างครอบคลุมทั้งพนักงานประจำ พาร์ทไทม์ สัญญาจ้างหรือแม้กระทั่งแรงงานต่างด้าว

ขณะที่ผู้มีอาชีพอิสระและเจ้าของกิจการในสหราชอาณาจักรก็จะได้รับเงินชดเชยในสัดส่วนเดียวกับพนักงานในห้างร้านบริษัทคือ 80% ของรายได้ที่เคยหาได้ในอดีต แต่เพดานของเงินช่วยเหลือจะสูงกว่าพนักงานโดยอ้างอิงตามจริงจากการจัดส่งภาษีรายได้ในอดีตมาเป็นเกณฑ์ ซึ่งสามารถเปิดได้เป็นครั้ง ๆ ภายใต้การประกาศชดเชยของรัฐบาลซึ่งก็มักจะมีการชดเชยหลังคำสั่งปิดเมือง

อาทิ เงินช่วยเหลือครั้งแรกในช่วง 13 พ.ค.-13 ก.ค. 2563 ที่ห้างร้านกิจการหรือผู้มีอาชีพอิสระสามารถขอชดเชยเงินช่วยเหลือได้ถึง 80% ของกำไรโดยเฉลี่ยต่อเดือนภายใต้ยอดสูงสุดไม่เกิน 7,500 ปอนด์หรือเกือบ 350,000 บาท ซึ่งจนถึงปัจจุบันมีการชดเชยแล้วกว่า 5 ครั้งโดยแต่ละครั้งรัฐบาลจะชดเชยให้ 70-80% ของกำไรเฉลี่ยโดยยอดสูงสุดอยู่ที่ 6,570-7,500 ปอนด์ต่อครั้ง

กิจการในอุตสาหกรรมที่ได้รับผลกระทบอย่างอย่างธุรกิจการค้าปลีก การท่องเที่ยว และธุรกิจบันเทิง ก็ได้รับการดูแลเป็นพิเศษโดยได้รับเงินเยียวยาสูงสุดถึง 9,000 ปอนด์ (ประมาณ 410,000 บาท) ซึ่งถือเป็นความรับผิดชอบต่อคำสั่งประกาศปิดกิจการเหล่านั้นของรัฐบาล ทั้งนี้ยังไม่รับรวมถึงโอกาสเพื่อเข้าถึงแหล่งทุนหรือพูดสั้น ๆ ว่าให้กิจการเหล่านั้นกู้เงินปลอดดอกเบี้ยหรือดอกเบี้ยต่ำมากเพื่อพยุงพนักงานและกิจการไว้ให้ได้

ผู้มีรายได้ต่ำหรือว่างงานก็ได้รับเงินช่วงเหลือผ่านโครงการ ยูนิเวอร์แซลเครดิต (Universal Credit) ซึ่งยอดเงินช่วงเหลือก็จะต่างกันไปตามช่วงวัย สถานะสมรส ไล่ระดับที่ 344-596 ปอนด์ หากมีบุตรก็จะได้รับเงินดูแลเพิ่มอีก 237 ปอนด์ต่อคน และหากมีบุตรที่พิการก็จะได้รับเงินพิเศษเพิ่มอีก เช่นเดียวกันกับการเป็นผู้พิการเองหรือผู้ที่มีภาระดูแลผู้พิการก็จะได้รับเงินพิเศษส่วนเพิ่มเช่นเดียวกัน

มาตรการรับมือกับการคำสั่งปิดเมืองโดยรัฐบาลที่ดูค่อนข้างครอบคลุมจนเหมือนจะเกินจริงนี้ ในความเป็นจริงนั้นก็ทำได้จริง ไม่ใช่ราคาคุยหรือการสร้างภาพให้ดูสวยงาม ประชาชนผู้เดือดร้อนนั้นได้รับเงินจริง ๆ

ทั้งหมดทั้งมวลนี้ คือข้อดีของการมีชีวิตอยู่ในประเทศที่มีระบบภาษีที่ดี ภายใต้ระบบการปกครองแบบประชาธิปไตยเต็มใบที่รัฐบาลมาจากการเลือกตั้งของประชาชนที่ฟังเสียงและคิดถึงประชาชน ถึงแม้การบริหารงานจะไม่ได้ดีเลิศที่สุดแต่ก็มีความตั้งใจและละอายในการใช้จ่ายงบประมาณอย่างระมัดระวัง

เพราะแท้จริงแล้วเงินงบประมาณที่นำมาใช้จ่าย/ชดเชยนั้นก็คือภาษีของประชาชน คือเงินของประชาชนนั่นเอง