background-default

วันพฤหัสบดี ที่ 15 มกราคม 2569

Login
Login

ใช้กฎหมายแข่งขันทางการค้า...ให้เป็นอาวุธ!

ใช้กฎหมายแข่งขันทางการค้า...ให้เป็นอาวุธ!

กรณีการควบรวมธุรกิจระหว่างซีพีและเทสโก้ ส่งผลให้คนไทยจำนวนไม่น้อยหันมาให้ความสนใจต่อ พ.ร.บ.การแข่งขันทางการค้า พ.ศ.2560

ยังคงวิพากษ์กันอย่างต่อเนื่อง สำหรับกรณีการควบรวมธุรกิจระหว่างบริษัท ซี.พี.รีเทล ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด (ซีพี) และ บริษัท เทสโก้ สโตร์ส (ประเทศไทย) จำกัด (เทสโก้) ซึ่งทางสำนักงานคณะกรรมการการแข่งขันทางการค้า (สขค.) รวมถึงคณะกรรมการการแข่งขันทางการค้า (กขค.) ถือเป็นเรื่องน่ายินดี และเป็นประโยชน์อย่างยิ่ง

ทั้งนี้เป็นเพราะความรู้ความเข้าใจต่อพระราชบัญญัติการแข่งขันทางการค้า พ.ศ.2560 ในสังคมไทยยังมีอยู่ในวงจำกัดมาก การควบรวมธุรกิจระหว่างซีพีและเทสโก้ในครั้งนี้ ส่งผลให้คนไทยจำนวนไม่น้อยหันมาให้ความสนใจต่อ พ.ร.บ.ฉบับนี้ รวมไปถึงรู้จักและเข้าใจในบทบาทของ สขค.และ กขค.มากยิ่งขึ้น

คำวินิจฉัยของ กขค.แบ่งเป็น 2 ฝ่ายอย่างชัดเจน กล่าวคือกรรมการเสียงข้างน้อยไม่อนุญาตให้เกิดการควบรวมธุรกิจในครั้งนี้ และได้ให้เหตุผลประกอบการไม่อนุญาต ในขณะที่กรรมการเสียงข้างมากอนุญาตให้การควบรวมธุรกิจในครั้งนี้เกิดขึ้นได้ และเป็นการอนุญาตอย่างมีเงื่อนไข ซึ่งกรรมการเสียงข้างมากก็ได้ให้เหตุผลประกอบการอนุญาต และเหตุผลประกอบการกำหนดแต่ละเงื่อนไขอย่างชัดเจนเช่นเดียวกัน ทั้งนี้เป็นไปตามข้อบังคับที่ระบุไว้ในมาตรา 52 วรรค 3 และวรรค 4 แห่ง พ.ร.บ.การแข่งขันฯ พ.ศ.2560

ประเด็นหนึ่งในหลากหลายประเด็นที่ได้รับการวิพากษ์ คือเงื่อนไขต่างๆ ที่ กขค.เสียงข้างมากกำหนดขึ้นควบคู่ไปกับการอนุญาตให้เกิดการควบรวมธุรกิจในครั้งนี้ เพียงพอและครอบคลุมผลกระทบที่อาจจะเกิดขึ้นจากการควบรวมธุรกิจในครั้งนี้แล้วหรือไม่? รวมไปถึงหากผู้ขออนุญาตควบรวมธุรกิจไม่ปฏิบัติตามเงื่อนไขที่ถูกกำหนดขึ้นแล้วผลจะเป็นอย่างไร?

จึงเป็นหน้าที่สำคัญที่ทาง สขค.จำต้องเร่งประชาสัมพันธ์เพื่อให้สังคมเข้าใจได้ว่าเงื่อนไขต่างๆ ที่ กขค.เสียงข้างมากกำหนดขึ้นนั้น ผู้ขออนุญาตควบรวมธุรกิจจำต้องปฏิบัติตาม หากต้องการให้การควบรวมธุรกิจเป็นผลสำเร็จ ในขณะเดียวกันการบังคับใช้ พ.ร.บ.การแข่งขันฯ พ.ศ.2560 ก็ยังมีผลบังคับใช้อยู่ไม่เปลี่ยนแปลง

กล่าวอีกนัยหนึ่งคือหลังการควบรวมธุรกิจเสร็จสิ้น ผู้ขออนุญาตควบรวมธุรกิจจำต้องปฏิบัติตาม พ.ร.บ.การแข่งขันฯ พ.ศ.2560 และยังต้องปฏิบัติตามเงื่อนไขที่ถูกกำหนดเพิ่มเติม หากผู้ขออนุญาตควบรวมธุรกิจไม่ปฏิบัติตามเงื่อนไขที่ถูกกำหนดในข้อใดข้อหนึ่ง จะเข้าข่ายมาตรา 53 วรรค 2 แห่ง พ.ร.บ.การแข่งขันฯ พ.ศ.2560 ซึ่งมีใจความโดยรวมว่า ในกรณีที่ผู้ขออนุญาตควบรวมธุรกิจฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามเงื่อนไขที่ กขค.กำหนดให้ กขค.มีอำนาจเพิกถอนคำสั่งอนุญาตทั้งหมดหรือบางส่วน โดยจะกำหนดระยะเวลาให้ปฏิบัติไว้ด้วยก็ได้

ส่วนในประเด็นที่ว่าเงื่อนไขต่างๆ ที่ กขค.เสียงข้างมากกำหนดให้ผู้ขออนุญาตควบรวมธุรกิจปฏิบัตินั้น ครอบคลุมผลกระทบหรือมีเหตุผลในการกำหนดแต่ละเงื่อนไขอย่างไร ผู้ที่สนใจเพื่อต้องการศึกษาในทางวิชาการสามารถขอคำวินิจฉัย (ฉบับเต็ม) ได้จาก สขค. ซึ่งทาง สขค.ต้องขอสงวนสิทธิ์ที่จะไม่เปิดเผยข้อมูลใดๆ ที่เป็นความลับทางธุรกิจในคำวินิจฉัย อย่างไรก็ตาม สขค.ได้เปิดเผยผลคำวินิจฉัย (ฉบับย่อ) สู่สาธารณะเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ซึ่งเป็นไปตามข้อบังคับที่กำหนดไว้ในมาตรา 29 (12) แห่ง พ.ร.บ.การแข่งขันฯ พ.ศ.2560 กล่าวคือให้ สขค.มีหน้าที่ในการเผยแพร่ผลคำวินิจฉัยของ กขค.ต่อสาธารณชน

กล่าวได้ว่าการควบรวมธุรกิจระหว่างซีพีและเทสโก้ ถือเป็นกรณีศึกษาที่สำคัญสำหรับประเทศไทย ในการสร้างความรู้และความเข้าใจต่อ พ.ร.บ.การแข่งขันฯ พ.ศ.2560 ได้เป็นอย่างดีในหลากหลายมิติ เช่น ผู้ประกอบธุรกิจที่เป็นผู้ผูกขาดหรือมีอำนาจเหนือตลาด ไม่ถือว่าเป็นความผิดตาม พ.ร.บ.การแข่งขันฯ พ.ศ.2560 หากแต่จะมีความผิดก็ต่อเมื่อมีพฤติกรรมทางการค้าที่เป็นอุปสรรคต่อการแข่งขันทางการค้าที่เป็นธรรม หรือการอนุญาตให้เกิดการควบรวมธุรกิจอย่างมีเงื่อนไข มิได้หมายความว่า ผู้ขออนุญาตควบรวมธุรกิจจะปฏิบัติตามเงื่อนไขที่ทาง กขค.กำหนดควบคู่ไปกับการอนุญาตเท่านั้น หากแต่ยังคงต้องปฏิบัติพฤติกรรมทางการค้าที่ไม่ขัดต่อ พ.ร.บ.การแข่งขันฯ พ.ศ.2560 อีกด้วย

เมื่อรู้เช่นนี้แล้ว จึงเป็นความสำคัญอย่างยิ่งต่อผู้ประกอบธุรกิจที่ปัจจุบันเป็นคู่ค้าหรือผู้ประกอบธุรกิจ ที่อาจจะเป็นคู่ค้าในอนาคตกับผู้ขออนุญาตควบรวมธุรกิจ ในกรณีนี้จำต้องรู้และเข้าใจใน พ.ร.บ.การแข่งขันฯ พ.ศ.2560 รวมไปถึงเงื่อนไขต่างๆ ที่ทาง กขค.กำหนด เพื่อใช้เป็นอาวุธในการต่อสู้หากได้รับความไม่เป็นธรรมในการแข่งขันทางการค้าจากผู้ขออนุญาตควบรวมธุรกิจ 

เพราะหากหลังจากนี้มีข้อเท็จจริงที่พิสูจน์ได้ว่าผู้ขออนุญาตควบรวมธุรกิจในครั้งนี้มีพฤติกรรมทางการค้าที่ขัดต่อ พ.ร.บ.การแข่งขันฯ พ.ศ.2560 ก็จะมีความผิดตามมาตรา 50 แห่ง พ.ร.บ.การแข่งขันฯ พ.ศ.2560 ซึ่งเป็นโทษอาญา ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 2 ปี หรือปรับไม่เกินร้อยละ 10 ของรายได้ในปีที่กระทำความผิด หรือทั้งจำทั้งปรับ!