วันพฤหัสบดี ที่ 15 ตุลาคม 2569

Login
Login

นายกบ้านจัดสรรหนุน ‘คนละหลัง พลัส’5หมื่นล้าน ชี้ไม่ใช่แค่ดอกเบี้ยต่ำต้องแก้โจทย์กู้ไม่ผ่าน

นายกบ้านจัดสรรหนุน ‘คนละหลัง พลัส’5หมื่นล้าน ชี้ไม่ใช่แค่ดอกเบี้ยต่ำต้องแก้โจทย์กู้ไม่ผ่าน เผยผลสำรวจของสมาคมฯ พบว่า อัตราปฏิเสธสินเชื่อที่อยู่อาศัย (Reject Rate) ครึ่งแรกของปี69 เฉลี่ยทุกระดับราคาอยู่ที่ 44.9% ขณะที่กลุ่มที่อยู่อาศัยราคาต่ำกว่า 3 ล้านบาทสูงถึง 48.1%

KEY POINTS

  • นายกสมาคมธุรกิจบ้านจัดสรรสนับสนุนโครงการสินเชื่อ ‘คนละหลัง พลัส’ วงเงิน 5 หมื่นล้านบาท เพื่อช่วยลดต้นทุนและเพิ่มโอกาสให้ประชาชนมีบ้าน
  • ชี้ว่าปัญหาสำคัญไม่ใช่แค่ดอกเบี้ย แต่คืออัตราการปฏิเสธสินเชื่อ (Reject Rate) ที่สูงถึง 44.9% ทำให้คนจำนวนมากกู้ซื้อบ้านไม่ผ่าน
  • เสนอให้ภาครัฐแก้ปัญหาการเข้าถึงสินเชื่อ โดยพัฒนากระบวนการอนุมัติเบื้องต้น (Pre-approval) และปรับปรุงการประเมินรายได้ของผู้กู้ให้มีประสิทธิภาพ
  • เน้นย้ำว่าความสำเร็จของโครงการต้องวัดจากจำนวนคนที่สามารถกู้ผ่านและซื้อบ้านได้จริง ไม่ใช่แค่การปล่อยสินเชื่อให้ครบวงเงิน

 หนุนสินเชื่อบ้าน 5 หมื่นล้าน ลดต้นทุนคนซื้อบ้าน

สุนทร สถาพร นายกสมาคมธุรกิจบ้านจัดสรร กล่าวว่า สนับสนุนโครงการสินเชื่อบ้าน ‘คนละหลัง พลัส’ วงเงิน 50,000 ล้านบาทของรัฐบาล เนื่องจากเป็นมาตรการที่ช่วยลดต้นทุนการมีบ้านและเพิ่มโอกาสให้ประชาชนเข้าถึงสินเชื่อ โดยเฉพาะกลุ่มผู้มีรายได้น้อยถึงปานกลาง พร้อมช่วยกระตุ้นภาคอสังหาริมทรัพย์และธุรกิจเกี่ยวเนื่อง ซึ่งมีบทบาทสำคัญต่อการจ้างงานและเศรษฐกิจโดยรวม ภายหลังคณะรัฐมนตรี (ครม.) อนุมัติโครงการดังกล่าว โดยให้ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) ดำเนินการปล่อยสินเชื่อ วงเงินกู้สูงสุดไม่เกิน 3 ล้านบาทต่อรายต่อหลักประกัน ระยะเวลาผ่อนชำระสูงสุด 40 ปี และอัตราดอกเบี้ย 2.6%-2.8% ต่อปีในช่วง 2 ปีแรก เปิดรับตั้งแต่วันที่ 15 ตุลาคม 2569 ถึง 30 ธันวาคม 2573

สุนทรระบุว่า การกำหนดอัตราดอกเบี้ยในระดับดังกล่าวและขยายระยะเวลาผ่อนชำระ ช่วยเพิ่มทางเลือกให้ประชาชนที่ต้องการซื้อที่อยู่อาศัย อย่างไรก็ตาม ผู้กู้ควรพิจารณาภาระผ่อนชำระหลังสิ้นสุดช่วงอัตราดอกเบี้ยพิเศษ รวมถึงต้นทุนตลอดอายุสัญญา เพื่อให้สอดคล้องกับความสามารถในการชำระหนี้ระยะยาว

 ชี้โจทย์ใหญ่ไม่ใช่แค่ดอกเบี้ยต่ำหลังกู้ไม่ผ่านพุ่ง 44.9%

นายกสมาคมธุรกิจบ้านจัดสรรกล่าวว่า ปัญหาสำคัญของตลาดที่อยู่อาศัยในปัจจุบันไม่ได้อยู่ที่ต้นทุนดอกเบี้ยเพียงอย่างเดียว แต่เป็นข้อจำกัดในการเข้าถึงสินเชื่อของประชาชน โดยผลสำรวจของสมาคมฯ พบว่า อัตราปฏิเสธสินเชื่อที่อยู่อาศัย (Reject Rate) ในช่วงครึ่งแรกของปี 2569 เฉลี่ยทุกระดับราคาอยู่ที่ 44.9% ขณะที่กลุ่มที่อยู่อาศัยราคาต่ำกว่า 3 ล้านบาทสูงถึง 48.1%

ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนว่า ประชาชนจำนวนมากยังประสบปัญหาการขอสินเชื่อ แม้มีความต้องการซื้อบ้านก็ตาม ดังนั้น การดำเนินมาตรการภาครัฐควรครอบคลุมทั้งการลดภาระดอกเบี้ย การเพิ่มโอกาสเข้าถึงสินเชื่อสำหรับผู้ที่มีความสามารถในการผ่อนชำระ และการสนับสนุนให้ประชาชนสามารถซื้อที่อยู่อาศัยที่มีอยู่ในตลาดได้จริง

“สิ่งสำคัญคือต้องทำให้ผู้ที่มีความสามารถในการผ่อนชำระเข้าถึงสินเชื่อได้มากขึ้น โดยไม่ลดมาตรฐานการพิจารณาความสามารถในการชำระหนี้จนก่อให้เกิดปัญหาหนี้เสียในอนาคต”

 ชง Pre-approval เพิ่มโอกาสคนมีรายได้จริงกู้ผ่าน

สุนทรเสนอ ภาครัฐและสถาบันการเงินควรพัฒนากระบวนการประเมินสินเชื่อเบื้องต้น (Pre-approval) ให้มีความชัดเจนและสอดคล้องกับผลการพิจารณาจริงมากขึ้น เพื่อให้ผู้ซื้อทราบวงเงินสินเชื่อที่มีแนวโน้มได้รับอนุมัติและภาระผ่อนชำระโดยประมาณก่อนตัดสินใจจองบ้าน ลดความเสี่ยงจากการจองแล้วไม่สามารถกู้ผ่าน

นอกจากนี้ ควรเพิ่มประสิทธิภาพการประเมินรายได้ของผู้ประกอบอาชีพอิสระ โดยใช้ข้อมูลทางการเงินที่ตรวจสอบได้ประกอบการพิจารณา รวมถึงศึกษากลไกค้ำประกันสินเชื่อบางส่วนสำหรับผู้ที่มีความสามารถในการชำระหนี้ แต่ขาดหลักประกันหรือเงินออมบางส่วน

" การประเมินสินเชื่อเบื้องต้นต้องมีหลักเกณฑ์โปร่งใส และไม่ถือเป็นการรับประกันการอนุมัติขั้นสุดท้าย โดยยังต้องรักษามาตรฐานการพิจารณาความเสี่ยงด้านสินเชื่ออย่างเหมาะสม"

เร่งระบายสต็อกบ้าน เชื่อมสินเชื่อสู่การโอนจริง

นายกสมาคมธุรกิจบ้านจัดสรรกล่าวเพิ่มเติมว่า ตลาดอสังหาริมทรัพย์ยังมีที่อยู่อาศัยเหลือขายสะสมในหลายระดับราคาและหลายทำเล โดยเฉพาะตลาดบ้านจัดสรรที่ต้องใช้เวลาในการระบายสต็อกค่อนข้างนาน มาตรการสินเชื่อจึงควรช่วยให้ประชาชนที่มีความพร้อมทางการเงินสามารถซื้อบ้านที่มีอยู่แล้วได้มากขึ้น ไม่ใช่มุ่งกระตุ้นเฉพาะการสร้างที่อยู่อาศัยใหม่ ภาครัฐควรเชื่อมโยงโครงการสินเชื่อกับบ้านพร้อมขายและบ้านมือสองที่มีราคาเหมาะสม เพื่อเพิ่มทางเลือกให้ผู้บริโภค ช่วยระบายสต็อกของผู้ประกอบการ และทำให้เม็ดเงินจากมาตรการเกิดผลในรูปของการซื้อขายและโอนกรรมสิทธิ์จริง

สำหรับเป้าหมายสินเชื่อ 50,000 ล้านบาท และการคาดการณ์ว่าจะสร้างเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจ 125,000 ล้านบาท สุนทรเห็นว่าควรมีการชี้แจงหลักเกณฑ์คำนวณผลกระทบทางเศรษฐกิจ (Multiplier Effect) ที่ระดับ 2.5 เท่าให้ชัดเจน พร้อมติดตามผลจากยอดอนุมัติสินเชื่อ ยอดเบิกจ่าย จำนวนครัวเรือนที่ได้รับประโยชน์ และจำนวนที่อยู่อาศัยที่โอนได้จริง ควรประเมินผลโครงการเป็นระยะตลอดช่วงเปิดรับคำขอ เพื่อให้สามารถปรับปรุงมาตรการได้หากการอนุมัติสินเชื่อหรือการโอนที่อยู่อาศัยไม่เป็นไปตามเป้าหมาย

ย้ำความสำเร็จต้องวัดจากคนกู้ผ่านและซื้อบ้านได้จริง

สุนทรกล่าวว่า โครงการ ‘คนละหลัง พลัส’ เป็นมาตรการที่ควรสนับสนุน แต่ความสำเร็จไม่ควรวัดเพียงการปล่อยสินเชื่อได้ครบวงเงิน 50,000 ล้านบาท หากต้องประเมินด้วยว่าประชาชนเข้าถึงสินเชื่อบ้านเพิ่มขึ้นจริงเพียงใด และมาตรการช่วยให้เกิดการซื้อขายและโอนที่อยู่อาศัยได้มากน้อยแค่ไหนหากรัฐบาลสามารถลดภาระดอกเบี้ยควบคู่กับการแก้ปัญหาการเข้าถึงสินเชื่อและการระบายสต็อกที่อยู่อาศัย จะช่วยให้มาตรการสร้างประโยชน์ได้ทั้งต่อประชาชน ผู้ประกอบการอสังหาริมทรัพย์ และเศรษฐกิจไทยในระยะยาว