เสนาฯ ชี้โจทย์ใหญ่เศรษฐกิจไทย ไม่ใช่แค่หาเครื่องยนต์ใหม่ แต่ต้องเร่งสร้าง “คนขับ” รุ่นใหม่ รับมือสังคมสูงวัย หนี้ครัวเรือน และโลกเศรษฐกิจที่กำลังเปลี่ยนผ่าน พร้อมชู Green Investment-โมเดลที่อยู่อาศัยใหม่ เป็นแรงส่งสู่การ Take off
KEY POINTS
- ปัญหาเศรษฐกิจไทยไม่ได้อยู่ที่การขาด "เครื่องยนต์" ใหม่ แต่เป็นเพราะ "คนขับ" หรือโครงสร้างประชากรที่ขาดความพร้อมในการขับเคลื่อนประเทศ
- ความไม่พร้อมของ "คนขับ" มาจาก 2 ปัญหาหลัก คือ การเข้าสู่สังคมสูงวัยที่ทำให้วัยทำงานลดลง และภาระหนี้ครัวเรือนที่สูงจนฉุดรั้งกำลังซื้อ
- ข้อเสนอแนะคือการแก้ปัญหาที่ "คนขับ" โดยตรง ผ่านการเพิ่มรายได้ และส่งเสริมการลงทุนสีเขียว (Green Investment) เช่น รถ EV และโซลาร์เซลล์ เพื่อช่วยลดค่าครองชีพ
เสนาฯ ชี้โจทย์ใหญ่เศรษฐกิจไทย ไม่ใช่แค่หาเครื่องยนต์ใหม่ แต่ต้องเร่งสร้าง “คนขับ” รุ่นใหม่ รับมือสังคมสูงวัย หนี้ครัวเรือน และโลกเศรษฐกิจที่กำลังเปลี่ยนผ่าน พร้อมชู Green Investment-โมเดลที่อยู่อาศัยใหม่ เป็นแรงส่งสู่การ Take off
รถยนต์ที่ดี ย่อมต้องมีเครื่องยนต์ที่ทรงพลัง แต่ต่อให้เป็นรถสมรรถนะสูง หากอยู่ในมือคนขับที่ไม่พร้อม รถคันนั้นก็อาจไม่สามารถเร่งความเร็วไปได้ไกลอย่างที่ควรภาพเปรียบเทียบดังกล่าวสะท้อนมุมมองต่อเศรษฐกิจไทยของ ผศ.ดร.เกษรา ธัญลักษณ์ภาคย์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท เสนาดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด (มหาชน) กล่าวในงาน Thailand Economic Outlook 2027: New Horizon Beyond The Trap ในหัวข้อ “New Driving Force for Thailand’s Second Take off” ปัญหาของเศรษฐกิจไทยในวันนี้จึงไม่ได้อยู่ที่คำถามว่า “จะหาเครื่องยนต์ใหม่จากไหน” เท่านั้น หากแต่อยู่ที่คำถามใหญ่กว่านั้นว่า ใครจะเป็นคนขับเครื่องยนต์เศรษฐกิจในอนาคต?
รถเศรษฐกิจไทย ยังวิ่งได้ แต่กำลังขาดคันเร่ง
เศรษฐกิจไทยในภาพของผศ.ดร. เกษรา คล้ายรถยนต์ที่ยังเคลื่อนตัวไปข้างหน้า แต่ไม่ได้มีแรงส่งจากการเหยียบคันเร่งอย่างเต็มที่ ขณะที่ข้อจำกัดสำคัญกลับกำลังก่อตัวขึ้นภายในรถ นั่นคือ “คนขับ” ซึ่งหมายถึงโครงสร้างประชากรของประเทศ ไทยกำลังเข้าสู่สังคมสูงวัยอย่างเข้มข้น ปัจจุบันประชากรราว 1 ใน 4 เป็นผู้สูงอายุ และในอีกประมาณ 15 ปีข้างหน้า สัดส่วนดังกล่าวมีแนวโน้มขยับขึ้นเป็น 1 ใน 3 ขณะที่จำนวนเด็กเกิดใหม่ลดลงต่อเนื่อง
สมการดังกล่าวไม่ได้กระทบเพียงตลาดแรงงาน แต่ลากยาวไปถึงฐานภาษี ภาระทางการคลัง ตลอดจนทิศทางของนโยบายสาธารณะ เมื่อฐานประชากรสูงวัยขยายตัว ขณะที่ประชากรวัยทำงานและเด็กเกิดใหม่ลดลง โจทย์จึงไม่ใช่เพียง “มีคนมากพอหรือไม่” แต่คือ ประเทศไทยกำลังมีคนในวัยทำงานน้อยลง ขณะที่ภาระในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจกลับเพิ่มขึ้น
"ไทยจำเป็นต้องให้ความสำคัญกับนโยบายประชากรเชิงรุกมากขึ้น โดยเปรียบเทียบกับประเทศอย่างสิงคโปร์ที่เดินหน้ารับมือปัญหาอัตราการเกิดต่ำอย่างจริงจังหากไม่เร่งจัดการตั้งแต่วันนี้ ปัญหาประชากรอาจกลายเป็นแรงเสียดทานที่ทำให้เครื่องยนต์เศรษฐกิจไทยเร่งไม่ขึ้น แม้จะมีการเติมเชื้อเพลิงหรือสร้างเครื่องยนต์ใหม่ก็ตาม"
หนี้ครัวเรือน “กับดัก” ที่ซ่อนอยู่ใต้ฝากระโปรง
อีกหนึ่งแรงฉุดสำคัญคือ หนี้ครัวเรือน ซึ่งเกษรามองว่าเป็นปัญหาที่แก้ยากกว่าวิกฤติปี 2540 ในบางมิติ เหตุผลสำคัญอยู่ที่ธรรมชาติของหนี้ ในวิกฤตต้มยำกุ้ง หนี้จำนวนมากอยู่ในภาคธุรกิจ ซึ่งมีงบการเงินและข้อมูลทางบัญชีให้ตรวจสอบได้ แต่หนี้ครัวเรือนกระจายตัวอยู่ในประชาชนหลากหลายกลุ่ม และไม่ได้มี “Balance Sheet” ที่ชัดเจนเหมือนบริษัท นั่นทำให้การจัดการหนี้ทั้งระบบซับซ้อนกว่าการแก้ปัญหาหนี้ภาคธุรกิจในอดีต
ที่น่าสนใจยิ่งกว่าคือ กลุ่มที่มีสัดส่วนหนี้สินเมื่อเทียบกับรายได้สูงตามข้อมูลที่นำเสนอ ไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะกลุ่มที่หลายคนคาดคิด แต่กลับเป็น กลุ่มลูกจ้างที่เป็นผู้จัดการ นักวิชาการ และผู้ปฏิบัติวิชาชีพ หรือกลุ่มพนักงานออฟฟิศสะท้อนว่า “ชนชั้นกลาง” ซึ่งเคยถูกมองว่าเป็นกำลังซื้อสำคัญของเศรษฐกิจ กำลังเผชิญข้อจำกัดจากภาระหนี้เช่นกัน
ลดหนี้อย่างเดียวไม่พอ ต้องทำให้ “รายได้” โตทัน
มาตรการลดภาระหนี้หรือ Haircut อาจช่วยบรรเทาปัญหาเฉพาะหน้า แต่ในมุมของผศ.ดร.เกษรา การแก้หนี้อย่างยั่งยืนจำเป็นต้องเดินไปอีกด้าน นั่นคือ การเพิ่มความสามารถในการหารายได้ของประชาชนเพราะหากรายได้ยังไม่เพียงพอ ต่อให้ลดหนี้ในวันนี้ ปัญหาการก่อหนี้ใหม่ก็อาจกลับมาอีกครั้งโจทย์จึงเปลี่ยนจาก “จะลดหนี้เท่าไร” ไปสู่คำถามว่า “จะทำอย่างไรให้รายได้ของคนไทยโตขึ้นอย่างเพียงพอ”
นี่คือจุดเชื่อมสำคัญระหว่างปัญหาหนี้กับปัญหาเครื่องยนต์เศรษฐกิจ เพราะเมื่อครัวเรือนมีรายได้ไม่พอ การบริโภคย่อมถูกจำกัด ขณะเดียวกันความสามารถในการลงทุนและสร้างอนาคตของครัวเรือนก็ลดลงตามไปด้วย
เมื่อ “สีเขียว” ต้องประหยัดเงินได้จริง
ท่ามกลางข้อจำกัดทางเศรษฐกิจ เกษรามองเห็นอีกด้านหนึ่งของการเปลี่ยนผ่าน นั่นคือ Green Transitional Investment หรือการลงทุนเพื่อเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจสีเขียวที่ต้อง “คุ้มค่า” ในทางเศรษฐกิจด้วยกรณีรถยนต์ไฟฟ้า หรือ EV เป็นตัวอย่างที่ชัดเจน เพราะการเปลี่ยนจากรถใช้น้ำมันมาเป็นรถไฟฟ้าสามารถลดต้นทุนการเดินทางต่อกิโลเมตรได้ประมาณ 2-3 เท่าดังนั้น EV ไม่ควรถูกมองเพียงเรื่องสิ่งแวดล้อม แต่สามารถเป็น การลงทุนเพื่อลดต้นทุนชีวิตของประชาชน ได้ด้วย
อย่างไรก็ตาม การเปลี่ยนผ่านดังกล่าวจะเกิดผลเต็มที่ไม่ได้ หากประเทศไทยไม่สามารถสร้าง Supply Chain ที่เกี่ยวข้องขึ้นภายในประเทศ รัฐจึงมีบทบาทในการออกแบบระบบสนับสนุนให้การเปลี่ยนผ่านเกิดขึ้นจริง และสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจภายในประเทศไปพร้อมกัน
จาก “ต้นทุนสีเขียว” สู่เครื่องมือลดค่าครองชีพ
อีกหนึ่งตัวอย่างคือ Solar Cell ซึ่งเกษรามองว่าเป็นการลงทุนที่สามารถสร้างผลประหยัดได้ตั้งแต่วันแรก ตัวอย่างเช่น ระบบโซลาร์ขนาด 3 กิโลวัตต์ ราคาประมาณ 90,000 บาท หากสามารถจัดรูปแบบการผ่อนชำระราว 1,600 บาทต่อเดือน และค่าไฟที่ประหยัดได้เพียงพอที่จะชดเชยค่างวด ก็เท่ากับว่าการลงทุนดังกล่าวสามารถลดต้นทุนการใช้ชีวิตได้ทันที โจทย์จึงอยู่ที่การทำให้ประชาชนเข้าถึงเงินทุนและเทคโนโลยีเหล่านี้ได้ง่ายขึ้น
สำหรับภาคธุรกิจ อีกประเด็นที่ถูกหยิบยกขึ้นมาคือ Direct PPA หรือการซื้อขายไฟฟ้าจากแหล่งพลังงานโดยตรงระหว่างเอกชนกับเอกชน ซึ่งจะช่วยเปิดทางให้ธุรกิจเข้าถึงไฟฟ้าพลังงานสะอาดได้มากขึ้น โดยเฉพาะอาคารสำนักงานและอาคารสูงที่มีความต้องการใช้ไฟฟ้าสูง แต่มีพื้นที่หลังคาจำกัด การปลดล็อกระบบดังกล่าวจึงอาจเป็นอีกชิ้นส่วนสำคัญของการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน
เมื่อกำลังซื้อของผู้บริโภคเปลี่ยนไป ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ก็ไม่สามารถยืนอยู่บนโมเดลเดิมได้ตลอดไป เสนาฯจึงเสนอการปรับนิยามธุรกิจจาก “ผู้ขายบ้าน” ไปสู่ “ผู้ให้บริการด้านที่อยู่อาศัย” ทำให้คนสามารถเข้าถึงที่อยู่อาศัยได้หลากหลายรูปแบบ โดยไม่จำเป็นต้องเริ่มต้นด้วยการกู้เงินก้อนใหญ่และผูกพันกับสินเชื่อ 30 ปีทันที





