“แสนสิริ” งัดระบบ Crisis Management ผสานประสบการณ์จริง ระดม คน-ระบบ-พันธมิตรเปิด War Room เดินหน้าช่วยลูกบ้าน พนักงาน และชุมชน พร้อมเร่งฟื้นฟูทุกพื้นที่ให้กลับสู่ภาวะปกติ
KEY POINTS
- แสนสิริใช้ระบบบริหารจัดการวิกฤติ (Crisis Management) และจัดตั้ง War Room เพื่อรับมือสถานการณ์น้ำท่วมอย่างเป็นระบบและรวดเร็ว
- ดำเนินภารกิจภายใต้ปรัชญา ‘No One Left Behind’ ที่มุ่งดูแลช่วยเหลือ 4 กลุ่มหลัก ได้แก่ ลูกค้า พนักงาน คู่ค้า และสังคม
- ขยายความช่วยเหลือจากลูกบ้านในโครงการไปสู่ชุมชนโดยรอบที่ได้รับผลกระทบ พร้อมทั้งออกมาตรการดูแลเยียวยาพนักงานของบริษัท
วิกฤติน้ำท่วมมาเร็วกว่าที่คาด! การตั้งรับเพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอ “แสนสิริ” งัดระบบ Crisis Management ผสานประสบการณ์จริง ระดม คน-ระบบ-พันธมิตรเปิด War Room เดินหน้าช่วยลูกบ้าน พนักงาน และชุมชน พร้อมเร่งฟื้นฟูทุกพื้นที่ให้กลับสู่ภาวะปกติ
สถานการณ์น้ำท่วมที่เกิดขึ้นอย่างไม่คาดคิดในหลายพื้นที่ กำลังกลายเป็นบททดสอบสำคัญของภาคธุรกิจ โดยเฉพาะธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ที่ต้องรับมือกับผลกระทบหลายมิติ ตั้งแต่ความปลอดภัยและการใช้ชีวิตของลูกบ้าน ไปจนถึงพนักงาน คู่ค้า โครงการที่อยู่อาศัย และชุมชนโดยรอบ
สำหรับ “แสนสิริ” วิกฤติครั้งนี้จึงไม่ได้หมายถึงเพียงการป้องกันน้ำไม่ให้เข้าสู่โครงการ แต่คือโจทย์การบริหารจัดการที่ต้องอาศัยทั้ง “ระบบ” และ “คน” ทำงานไปพร้อมกัน ภายใต้ปรัชญา “No One Left Behind” ดูแล 4 เสาหลัก ได้แก่ลูกค้า พนักงาน คู่ค้า และสังคม โดยนำประสบการณ์จากการรับมือสถานการณ์ฉุกเฉินในอดีตมาปรับใช้ให้เกิดการทำงานเชิงรุก ตั้งแต่การประเมินสถานการณ์ การสื่อสาร ไปจนถึงการระดมทรัพยากรเพื่อช่วยเหลือผู้ได้รับผลกระทบ
เปิด War Room ตั้งรับลงมือทันที
กลไกแรกที่ถูกนำมาใช้คือการจัดตั้ง“ War Room” เพื่อรวมศูนย์การทำงานและตัดสินใจอย่างรวดเร็ว ผู้บริหารและพนักงานจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะเข้ามาทำงานร่วมกัน โดยมีเป้าหมายสำคัญคือทำให้ข้อมูลจาก “หน้างาน” และ “ส่วนกลาง” เชื่อมต่อถึงกันอย่างรวดเร็ว เพราะในสถานการณ์น้ำท่วม สิ่งที่เปลี่ยนแปลงเร็วที่สุดคือระดับน้ำ สภาพการเดินทาง และความต้องการความช่วยเหลือของผู้ที่อยู่ในพื้นที่
หัวใจสำคัญจึงไม่ได้อยู่เพียงการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า แต่คือการทำให้ทุกฝ่ายเห็นภาพสถานการณ์เดียวกัน และสามารถปรับแผนได้ทันต่อเหตุการณ์
การสื่อสาร กลไกลดความกังวล
อีกหนึ่งโจทย์สำคัญของการบริหารวิกฤตคือการสื่อสารกับลูกบ้าน เพราะเมื่อสถานการณ์ภายนอกเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ความไม่แน่นอนสามารถสร้างความกังวลได้ไม่แพ้สถานการณ์จริง แสนสิริจึงให้ความสำคัญกับการสื่อสารข้อมูลอย่างต่อเนื่อง โดยควบคู่ไปกับการรายงานระดับน้ำและสถานการณ์ภายนอก
ในภาวะวิกฤติ “ข้อมูล” สำคัญไม่แพ้เครื่องสูบน้ำหรืออุปกรณ์ป้องกันน้ำ เพราะการที่ลูกบ้านได้รับข้อมูลที่ชัดเจนและต่อเนื่อง ย่อมช่วยให้สามารถวางแผนการใช้ชีวิตและรับมือกับสถานการณ์ได้ดีขึ้น
หน้างาน ผนึกส่วนกลางดึงพันธมิตรเสริมทัพ
เบื้องหลังการรับมือวิกฤติไม่ได้มีเพียงทีมที่รับผิดชอบโดยตรง แต่ยังมีพนักงานจากส่วนกลาง เข้ามาร่วมสนับสนุนการทำงานเพื่อช่วยเหลือลูกบ้าน ขณะเดียวกัน พันธมิตรทางการค้า และซัพพลายเออร์ก็เข้ามาเป็นอีกหนึ่งกำลังสำคัญ โดยช่วยจัดหาอุปกรณ์สำหรับป้องกันระดับน้ำ อุปกรณ์สูบน้ำ ตลอดจนรถขนาดใหญ่สำหรับลำเลียงอาหารและเครื่องดื่มเข้าสู่พื้นที่ที่ได้รับผลกระทบ
จาก “ลูกบ้าน” สู่ “ชุมชน”
แนวคิด No One Left Behind ยังถูกขยายจากการดูแลลูกบ้านไปสู่ประชาชนในพื้นที่โดยรอบ หนึ่งในมาตรการล่าสุดคือการจัดส่งรถรับส่งเพื่อช่วยอำนวยความสะดวกให้ประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัย โดยนำร่องในพื้นที่ ร่มเกล้า ลาดกระบัง และรามคำแหง เพื่อช่วยให้ผู้ที่ได้รับผลกระทบยังสามารถเดินทางและดำเนินชีวิตได้ท่ามกลางข้อจำกัดจากสถานการณ์น้ำท่วม
ขณะเดียวกัน แสนสิริยังขยายความช่วยเหลือไปยังโครงการเดิมที่บริษัทเคยพัฒนาและได้รับการติดต่อขอความช่วยเหลือ โดยหนึ่งในพื้นที่ที่เข้าไปสนับสนุนคือโซนประชาชื่น ซึ่งมีจำนวนมากกว่า 700 หลังคาเรือน
ดูแล “คนในองค์กร”
อีกด้านหนึ่งที่แสนสิริให้ความสำคัญคือพนักงาน โดยบริษัทได้ประกาศมาตรการเร่งด่วนเพื่อดูแลและเยียวยาพนักงานที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ เพราะในวันที่องค์กรต้องเร่งช่วยเหลือผู้อื่น คนทำงานเองก็อาจเป็นหนึ่งในผู้ได้รับผลกระทบเช่นกัน
การมีมาตรการรองรับพนักงานจึงเป็นอีกส่วนหนึ่งของการบริหารความต่อเนื่องทางธุรกิจช่วยให้องค์กรสามารถเดินหน้าภารกิจสำคัญได้ โดยไม่มองข้ามความเดือดร้อนของบุคลากรภายใน
Crisis Management
เบื้องหลังการทำงานเชิงรุกของแสนสิริและพลัส พร็อพเพอร์ตี้ คือระบบบริหารจัดการตามแผน Crisis Management ที่มีการวางแผนและซักซ้อมมาอย่างต่อเนื่อง จุดสำคัญจึงอยู่ที่การเปลี่ยน “แผนรับมือวิกฤติ” ให้กลายเป็นความสามารถในการปฏิบัติจริง เมื่อเกิดเหตุการณ์ ทีมงานจึงไม่จำเป็นต้องเริ่มต้นจากศูนย์ แต่สามารถดึงกระบวนการที่เคยวางและฝึกซ้อมไว้ออกมาใช้งาน พร้อมปรับให้เข้ากับสถานการณ์จริงที่เกิดขึ้น
บทเรียนจากวิกฤติ สู่ภูมิคุ้มกันขององค์กร
สถานการณ์น้ำท่วมครั้งนี้จึงเป็นมากกว่าภารกิจช่วยเหลือเฉพาะหน้า แต่ยังสะท้อนบทบาทของระบบบริหารวิกฤตที่ต้องผสาน “แผนงาน ประสบการณ์ คน และพันธมิตร” เข้าด้วยกัน สำหรับแสนสิริ เป้าหมายของการรับมือวิกฤติครั้งนี้จึงไม่ได้จำกัดอยู่ที่การทำให้โครงการผ่านพ้นสถานการณ์น้ำท่วม แต่คือการยืนอยู่เคียงข้างลูกบ้าน พนักงาน พันธมิตร และชุมชน





