เมื่อธนาคารโลกมองว่าไทยมีโอกาสก้าวสู่ประเทศรายได้สูงภายใน 12 ปี เป้าหมายนี้อาจดูเหมือนมีเวลาอีกยาวนาน แต่ในอีกด้าน ประเทศกำลังเผชิญโจทย์ที่สวนทางกันอย่างรุนแรง นั่นคือโครงสร้างประชากรที่กำลังแก่ตัวลง คำถามจึงไม่ใช่แค่ “เศรษฐกิจจะโตได้หรือไม่” แต่คือ อีก 12 ปีข้างหน้า ไทยจะมีคนวัยทำงานมากพอที่จะสร้างรายได้ให้ประเทศหรือไม่
12 ปี อาจนานสำหรับเศรษฐกิจ แต่สั้นมากสำหรับประชากร
การเปลี่ยนผ่านจากประเทศรายได้ปานกลางไปสู่ประเทศรายได้สูง ไม่ใช่เรื่องที่เกิดขึ้นภายในชั่วข้ามคืนเมื่อธนาคารโลกประเมินว่าเศรษฐกิจไทยมีโอกาสก้าวขึ้นสู่กลุ่มประเทศรายได้สูงภายใน 12 ปี ตัวเลขนี้ฟังดูเหมือนมีเวลาเหลืออีกมากสำหรับการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ การลงทุนในเทคโนโลยี และการสร้างอุตสาหกรรมใหม่แต่หากเปลี่ยนมุมมองจาก “เศรษฐกิจ” มาที่ “ประชากร” ระยะเวลา 12 ปีกลับสั้นลงทันทีเพราะเศรษฐกิจสามารถสร้างโรงงานใหม่ได้ในไม่กี่ปี สร้างโครงสร้างพื้นฐานใหม่ได้ในเวลาไม่กี่ปี และนำเทคโนโลยีใหม่เข้ามาใช้ได้อย่างรวดเร็วแต่การสร้าง “คนวัยทำงาน” ต้องใช้เวลานานกว่านั้น
และนี่คือหนึ่งในคำถามสำคัญที่ ผศ.ดร.เกษรา ธัญลักษณ์ภาคย์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท เสนาดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด (มหาชน) ชวนให้มองไปพร้อมกับเป้าหมายการก้าวสู่ประเทศรายได้สูง
เรามีประชากรในวัยสร้างรายได้มากพอที่จะพาประเทศไปถึงเป้าหมายนั้นแล้วหรือยัง?เมื่อเศรษฐกิจต้องการคน แต่ประเทศไทยกำลังมี “คนไม่พอ”ภาพใหญ่ของประเทศไทยในวันนี้คือสังคมสูงวัยกำลังกลายเป็นโครงสร้างหลักของประเทศ
ขณะที่จำนวนเด็กเกิดใหม่ลดลงต่อเนื่อง ทำให้ฐานประชากรด้านล่างของพีระมิดประชากรแคบลงเรื่อยๆปัญหาจึงไม่ได้อยู่เพียงว่า “วันนี้มีคนแก่จำนวนมากขึ้น”แต่คือ “วันข้างหน้าจะมีคนวัยทำงานจำนวนมากพอหรือไม่”เพราะคนวัยทำงานคือกำลังหลักของระบบเศรษฐกิจ ทั้งในฐานะผู้ผลิตสินค้าและบริการ ผู้เสียภาษี ผู้บริโภค ตลอดจนผู้ซื้อบ้านและที่อยู่อาศัยเมื่อจำนวนประชากรกลุ่มนี้ลดลง
ผลกระทบจึงไม่ได้จำกัดอยู่ที่ตลาดแรงงาน แต่สามารถส่งต่อเป็นลูกโซ่ไปยังเศรษฐกิจในหลายมิติตั้งแต่กำลังซื้อ การลงทุน การบริโภค ไปจนถึงตลาดอสังหาริมทรัพย์
12 ปีข้างหน้า เด็กวันนี้ยังไม่ทันเป็นกำลังหลักของเศรษฐกิจ
นี่คือจุดที่ปัญหาประชากรมีความแตกต่างจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจทั่วไปหากวันนี้รัฐบาลต้องการกระตุ้นการบริโภค สามารถออกมาตรการทางเศรษฐกิจและเห็นผลได้ภายในระยะเวลาไม่กี่เดือนหรือไม่กี่ปีแต่หากต้องการเพิ่มจำนวนประชากรวัยทำงานในอนาคต
รัฐบาลต้องเริ่มจากการสร้างแรงจูงใจให้คน “อยากมีลูก” ตั้งแต่วันนี้และแม้เด็กจะเกิดขึ้นทันที แต่กว่าจะเติบโตเป็นวัยรุ่นและเข้าสู่ตลาดแรงงานก็ต้องใช้เวลาอีกนับสิบปีนั่นหมายความว่า หากประเทศไทยต้องการให้ในอีก 12 ปีข้างหน้ามีแรงงานรุ่นใหม่เพิ่มขึ้น การตัดสินใจเรื่องนโยบายประชากรแทบจะต้องเริ่มตั้งแต่วันนี้
ยิ่งปล่อยเวลาออกไป ช่องว่างก็ยิ่งกว้างขึ้น
ทำไม “นโยบายเพิ่มเด็ก” จึงเป็นนโยบายเศรษฐกิจ ไม่ใช่แค่สวัสดิการในอดีต การส่งเสริมการเกิดอาจถูกมองว่าเป็นเรื่องครอบครัวหรือสวัสดิการสังคมแต่ในวันที่โครงสร้างประชากรกลายเป็นหนึ่งในข้อจำกัดของการเติบโต การมีลูกกำลังกลายเป็นประเด็นทางเศรษฐกิจโดยตรงเพราะเด็กหนึ่งคนในวันนี้ คือกำลังแรงงานหนึ่งคนในอนาคตคือผู้เสียภาษีในอนาคต คือผู้บริโภคในอนาคตและในวันที่เขาสร้างครอบครัว เขาก็คือหนึ่งในกลุ่มคนที่จะเข้าสู่ตลาดที่อยู่อาศัยในอนาคต
ดังนั้น การส่งเสริมให้คนรุ่นใหม่มีลูกจึงไม่ควรถูกมองเพียงว่าเป็นการเพิ่มจำนวนประชากร แต่เป็นการลงทุนใน “ทุนมนุษย์” และฐานเศรษฐกิจของประเทศในระยะยาว
หากไม่มีเด็กใหม่ เศรษฐกิจอาจโตในประเทศที่ “แก่ลงเรื่อยๆ”
ข้อกังวลสำคัญของดร.เกษราคือ ปัจจุบันประเทศไทยมีโครงสร้างประชากรที่มีผู้สูงอายุเพิ่มขึ้น แต่ยังไม่เห็นนโยบายระยะยาวที่ชัดเจนและเพียงพอในการสร้างแรงจูงใจให้คนรุ่นใหม่ตัดสินใจมีบุตร
โจทย์ไม่ได้มีเพียงเรื่องเงินช่วยเหลือ
แต่ครอบคลุมตั้งแต่ต้นทุนการเลี้ยงดู ค่าใช้จ่ายด้านการศึกษา ภาระที่อยู่อาศัย ความมั่นคงในการทำงาน ไปจนถึงสมดุลระหว่างชีวิตการทำงานกับครอบครัวเพราะสำหรับคนรุ่นใหม่ การมีลูกไม่ได้หมายถึงค่าใช้จ่ายเพียงช่วงตั้งครรภ์หรือช่วงวัยเด็ก แต่เป็นภาระทางการเงินที่ลากยาวไปอีกหลายสิบปี
หากสังคมยังไม่สามารถสร้างสภาพแวดล้อมที่ทำให้คนรู้สึกว่า “มีลูกแล้วชีวิตยังไปต่อได้” อัตราการเกิดก็มีโอกาสกลายเป็นปัญหาเชิงโครงสร้างที่แก้ได้ยากขึ้นเรื่อยๆ
ผลกระทบถึงอสังหาฯ เมื่อ “คนซื้อบ้าน” ลดลง
ในฐานะผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ ดร.เกษรามองเห็นผลกระทบของโครงสร้างประชากรต่อธุรกิจได้อย่างชัดเจนเพราะสุดท้ายแล้ว บ้านและคอนโดมิเนียมไม่ได้ขายให้กับ “เศรษฐกิจ” แต่ขายให้กับ “คน”
เมื่อจำนวนครัวเรือนใหม่ลดลง ความต้องการที่อยู่อาศัยในบางเซ็กเมนต์ก็ย่อมได้รับผลกระทบขณะเดียวกัน ตลาดอาจต้องเปลี่ยนจากการพัฒนาเพื่อคนจำนวนมาก ไปสู่การพัฒนาเพื่อกลุ่มประชากรที่มีความต้องการแตกต่างกันมากขึ้น
เช่น ที่อยู่อาศัยสำหรับผู้สูงอายุ บ้านที่ออกแบบให้รองรับการใช้ชีวิตหลายเจเนอเรชัน หรือโครงการที่ตอบโจทย์คนโสดและครัวเรือนขนาดเล็กนั่นหมายความว่า Demographics ไม่ได้เป็นเพียงตัวเลขประชากร แต่กำลังกลายเป็นตัวกำหนดทิศทางของตลาดอสังหาริมทรัพย์ในอนาคต
ถ้าต้องการรายได้สูง ต้องสร้าง “คนสร้างรายได้” ให้ทัน
เป้าหมายการก้าวสู่ประเทศรายได้สูงภายใน 12 ปี จึงมีโจทย์ที่ซ้อนกันอยู่สองชั้นชั้นแรกคือ การเพิ่มผลิตภาพ ผ่านเทคโนโลยี นวัตกรรม การลงทุน และอุตสาหกรรมใหม่ชั้นที่สองคือ การรักษาฐานประชากรที่สามารถสร้างรายได้ให้ประเทศ
หากประเทศไทยสามารถสร้างเศรษฐกิจที่มีผลิตภาพสูงขึ้นได้ แต่จำนวนคนวัยทำงานลดลงอย่างรวดเร็ว ประเทศอาจต้องพึ่งพาเทคโนโลยี ระบบอัตโนมัติ และแรงงานต่างชาติมากขึ้นเพื่อชดเชยช่องว่างดังกล่าว
ทั้งหมดนี้ไม่ใช่เรื่องที่ผิด แต่สะท้อนว่าการแก้โจทย์ประชากรจำเป็นต้องเกิดขึ้นพร้อมกับการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ“กระตุ้นเศรษฐกิจ” วันนี้ อาจไม่พอสำหรับโจทย์ 12 ปีข้างหน้า
ท้ายที่สุด การตั้งเป้าหมายให้ประเทศไทยเป็นประเทศรายได้สูงภายใน 12 ปี อาจไม่ใช่เรื่องไกลเกินเอื้อม หากเศรษฐกิจสามารถเร่งผลิตภาพและสร้างเครื่องยนต์ใหม่ได้สำเร็จแต่มีอีกสมการหนึ่งที่ไม่ควรถูกมองข้ามนั่นคือ “ใครจะเป็นคนขับเคลื่อนเศรษฐกิจในวันนั้น?”
หากวันนี้ประเทศไทยมีผู้สูงอายุเพิ่มขึ้น แต่เด็กเกิดใหม่น้อยลงเรื่อยๆ การกระตุ้นเศรษฐกิจในระยะสั้นอาจช่วยให้ GDP ขยายตัวได้แต่จะไม่สามารถสร้างประชากรวัยทำงานขึ้นมาใหม่ได้ทันที
ดังนั้น หากประเทศไทยจริงจังกับเป้าหมาย 12 ปี นโยบายเศรษฐกิจอาจต้องมองไกลกว่า GDP ในปีหน้า และเริ่มลงทุนกับ “คน” ที่จะเป็นกำลังของประเทศในอีก 10–20 ปีข้างหน้าเพราะสุดท้ายแล้ว การพาประเทศไปสู่รายได้สูงอาจไม่ได้ขึ้นอยู่กับว่า เราจะสร้างเทคโนโลยีได้เร็วแค่ไหน
แต่อาจขึ้นอยู่กับว่าเราจะสร้างประเทศที่ทำให้คนรุ่นใหม่ “อยากมีอนาคต” มากพอที่จะสร้างคนรุ่นต่อไปได้หรือไม่และสำหรับประเทศไทย นาฬิกาประชากรอาจกำลังเดินเร็วกว่านาฬิกาเศรษฐกิจที่เรากำลังเร่งอยู่ก็เป็นได้



