วันอาทิตย์ ที่ 30 สิงหาคม 2569

Login
Login

Data Center บูมไทย คุ้มแค่ไหน ดร.เกษรา แนะรัฐคิดให้ไกลกว่าตัวเลขลงทุน

Data Center ถูกยกให้เป็นหนึ่งใน New Economy ที่ไทยกำลังเร่งดึงดูดการลงทุน คำถามจึงไม่ได้อยู่แค่ “เงินลงทุนไหลเข้าเท่าไร” แต่ต้องมองให้ลึกถึงผลตอบแทนที่ประเทศจะได้รับกลับคืนมา เมื่อเทียบกับทรัพยากร สิทธิประโยชน์ และงบประมาณที่รัฐต้องใช้แลกกับการลงทุนเหล่านี้

Data Center มาแรง แต่โจทย์ไม่ใช่แค่ “ลงทุนจริงหรือไม่”

กระแส Data Center (ดาต้าเซ็นเตอร์) กำลังกลายเป็นหนึ่งในภาพใหญ่ของการเปลี่ยนผ่านเศรษฐกิจไทย เมื่อความต้องการโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลพุ่งขึ้นตามการเติบโตของ AI, Cloud และเศรษฐกิจดิจิทัล ทำให้ประเทศไทยพยายามเร่งสร้างจุดขายเพื่อดึงเม็ดเงินลงทุนจากผู้ประกอบการระดับโลก

ในมุมหนึ่ง การลงทุนที่เกิดขึ้นจริงย่อมเป็นสัญญาณบวก เพราะหมายถึงเม็ดเงินใหม่ เทคโนโลยีใหม่ และโครงสร้างพื้นฐานที่จะเข้ามารองรับเศรษฐกิจยุคใหม่

แต่สำหรับ ผศ.ดร.เกษรา ธัญลักษณ์ภาคย์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท เสนาดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด (มหาชน) การประเมิน Data Center ไม่ควรหยุดอยู่ที่คำถามว่า มีเงินลงทุนเข้าประเทศหรือไม่

สิ่งที่ต้องถามให้ลึกลงไปกว่านั้นคือ “ประเทศไทยได้อะไรกลับมา เมื่อเทียบกับสิ่งที่ต้องจ่ายออกไป?”นี่คือโจทย์ที่ต้องมองในเชิงเปรียบเทียบ หรือ Relative Term ไม่ใช่เพียงมองในเชิงสัมบูรณ์ หรือ Absolute Term

เพราะแม้การลงทุนจะเป็นเรื่องดีในตัวมันเอง แต่เมื่อรัฐต้องใช้มาตรการส่งเสริมและสิทธิประโยชน์จำนวนมากเพื่อดึงดูดการลงทุน สิ่งที่ควรนำมาเปรียบเทียบคือ หากทรัพยากรจำนวนเดียวกันถูกนำไปสนับสนุนอุตสาหกรรมประเภทอื่น ประเทศจะสามารถสร้างผลกระทบทางเศรษฐกิจได้มากกว่านี้หรือไม่

คำถามสำคัญของรัฐ: “เงินลงทุน” หรือ “สายพานธุรกิจ” แบบไหนคุ้มกว่า?

ในเกมดึงดูดการลงทุน ตัวเลขเม็ดเงินลงทุนมักเป็นหนึ่งในตัวชี้วัดที่โดดเด่นที่สุด แต่ในมุมของเกษรา สิ่งที่สำคัญไม่แพ้กันคือ ความยาวของห่วงโซ่อุปทาน หรือ Business Supply Chain ที่การลงทุนหนึ่งอุตสาหกรรมสามารถสร้างขึ้นได้

หากอุตสาหกรรมหนึ่งไม่ได้สร้างเพียงโรงงานหรือสินทรัพย์ แต่ต่อยอดไปยังผู้ผลิตชิ้นส่วน ผู้ให้บริการโลจิสติกส์ แรงงานทักษะสูง ธุรกิจบริการ ผู้ประกอบการท้องถิ่น ตลอดจนธุรกิจต่อเนื่องจำนวนมาก ผลกระทบทางเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นก็อาจกระจายตัวได้กว้างกว่า

ตรงกันข้าม หากการลงทุนสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจในวงจำกัด แม้ตัวเลขเงินลงทุนจะสูง แต่ผลประโยชน์ที่กระจายไปยังภาคส่วนอื่นอาจไม่ได้มากตามตัวเลขดังกล่าว

นี่จึงเป็นโจทย์ที่ภาครัฐต้องชั่งน้ำหนักว่า สิทธิประโยชน์ที่มอบให้กับ Data Center แลกกับผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจที่ประเทศได้รับกลับมาแล้วคุ้มค่าหรือไม่
 

เมื่อ Data Center ไม่ได้ไกลตัว “อสังหาฯ” อย่างที่คิด

อีกมุมที่น่าสนใจคือความสัมพันธ์ระหว่าง Data Center กับภาคอสังหาริมทรัพย์แม้ภาพจำของ Data Center จะเป็นเรื่องเทคโนโลยี ดาต้า และระบบ Cloud แต่ในเชิงกายภาพ ธุรกิจนี้จำเป็นต้องใช้ “ที่ดิน” และอาคารขนาดใหญ่เพื่อรองรับโครงสร้างพื้นฐาน

ดร.เกษรา มองว่า Data Center มีลักษณะใกล้เคียงกับธุรกิจคลังสินค้า หรือ Warehouse ซึ่งอยู่ในกลุ่มอสังหาริมทรัพย์เพื่อการอุตสาหกรรม สำหรับนักพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ นี่ถือเป็นโอกาส เพราะธุรกิจเริ่มต้นจากการมีที่ดินและสามารถนำที่ดินมาพัฒนาให้เกิดมูลค่าเพิ่มได้

แต่สิ่งที่แตกต่างจากอสังหาริมทรัพย์บางประเภทคือ Data Center เป็นธุรกิจที่ใช้ทรัพยากรของประเทศในระดับสูงและนั่นทำให้ “ที่ดิน” เป็นเพียงหนึ่งในโจทย์เท่านั้น

ที่ดินไม่ใช่ต้นทุนเดียว เมื่อ Data Center ใช้ทรัพยากรประเทศสูง

เบื้องหลังอาคาร Data Center คือระบบโครงสร้างพื้นฐานจำนวนมาก ตั้งแต่พลังงานไฟฟ้า ระบบระบายความร้อน ระบบน้ำ ไปจนถึงโครงข่ายโทรคมนาคมและโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล

ดังนั้น เมื่อประเทศไทยแข่งขันเพื่อดึงดูด Data Center สิ่งที่เกิดขึ้นจึงไม่ใช่เพียงการนำที่ดินมาสร้างอาคาร แต่เกี่ยวข้องกับการจัดสรรทรัพยากรของประเทศในภาพใหญ่ในมุมนี้ การให้สิทธิประโยชน์เพื่อดึงดูดการลงทุนจึงต้องมองควบคู่กับต้นทุนที่ประเทศต้องแบกรับ

คำถามสำคัญคือ เมื่อรัฐให้สิทธิประโยชน์สูง ประเทศได้รับผลตอบแทนกลับมาในรูปแบบใด และมากเพียงพอหรือไม่?เพราะหากวัดเพียงมูลค่าโครงการหรือจำนวนเงินลงทุน อาจไม่สะท้อน “ต้นทุนที่แท้จริง” ของประเทศทั้งหมด

โจทย์ใหม่ของ New Economy ดึงลงทุนให้ได้ หรือดึงแล้วต้อง “คุ้ม”

การมาของ Data Center สะท้อนการแข่งขันครั้งใหม่ของประเทศไทยในการช่วงชิงตำแหน่งบนแผนที่เศรษฐกิจดิจิทัลของภูมิภาคแต่เมื่อการแข่งขันรุนแรงขึ้น ประเทศต่างๆ ย่อมต้องใช้มาตรการจูงใจเพื่อดึงผู้ลงทุนเข้ามา คำถามจึงเปลี่ยนจาก “ไทยควรดึง Data Center หรือไม่” ไปสู่คำถามที่สำคัญกว่า นั่นคือ “ควรดึงอย่างไร และต้องได้อะไรกลับมา”

ในมุมของเกษรา การลงทุน Data Center ไม่ได้เป็นเรื่องที่ต้องปฏิเสธ เพราะการมีโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลเป็นองค์ประกอบสำคัญของเศรษฐกิจยุคใหม่แต่การกำหนดนโยบายจำเป็นต้องมองให้ครบทั้งสองด้าน

ด้านแรกคือ เม็ดเงินลงทุนและศักยภาพในการยกระดับเศรษฐกิจดิจิทัลอีกด้านคือ ต้นทุนของประเทศ ทั้งทรัพยากร สิทธิประโยชน์ และโอกาสที่เสียไปจากการเลือกสนับสนุนอุตสาหกรรมหนึ่งเหนืออีกอุตสาหกรรมหนึ่ง

เพราะในท้ายที่สุด การแข่งขันเพื่อดึงเงินลงทุนอาจไม่ใช่เกมที่ใคร “ได้โครงการใหญ่ที่สุด” เป็นผู้ชนะแต่ผู้ชนะตัวจริงอาจเป็นประเทศที่สามารถทำให้เงินลงทุนหนึ่งก้อน สร้างห่วงโซ่ธุรกิจที่ยาวที่สุด กระจายประโยชน์ได้กว้างที่สุด และคืนคุณค่าให้กับประเทศได้มากที่สุดนี่คือโจทย์ที่ประเทศไทยต้องตอบให้ได้ ก่อนเดินหน้าสู่ยุค Data Center อย่างเต็มตัว