วันศุกร์ ที่ 28 สิงหาคม 2569

Login
Login

67 วินาที หุ้นกู้แสนสิริ Sold Out เกมทุนที่หนุนแผนโตระยะยาว

เมื่อหุ้นกู้อายุ 5 ปี วงเงิน 1,000 ล้านบาทของ “แสนสิริ” ถูกจองเต็มในเวลาเพียง 67 วินาที ตัวเลขนี้ไม่ได้สะท้อนแค่ความนิยมในตราสารหนี้ แต่กำลังบอกว่า “ตลาดทุน” มองเห็นอะไรบางอย่างในแผนธุรกิจระยะยาวของหนึ่งในผู้นำอสังหาริมทรัพย์ไทย
67 วินาทีที่สะท้อนมากกว่า “ขายหมด หุ้นกู้ Sold Out เร็ว อาจไม่ใช่แค่เรื่องดอกเบี้ย แต่คือเรื่อง “ความเชื่อมั่น”

บริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน) หรือ SIRI สร้างปรากฏการณ์ในตลาดทุน หลัง “หุ้นกู้ดิจิทัลแสนสิริ” อายุ 5 ปี อัตราดอกเบี้ยคงที่ 3.70% ต่อปี วงเงินรวม 1,000 ล้านบาท ซึ่งเสนอขายผ่านแอปพลิเคชัน “เป๋าตัง” ของธนาคารกรุงไทย สามารถปิดยอดจองซื้อเต็มวงเงินภายในเวลาเพียง 67 วินาทีถ้ามองเพียงตัวเลข 67 วินาที นี่คือสถิติของการขายหุ้นกู้ที่รวดเร็วแต่ถ้ามองในมุมธุรกิจ สิ่งที่น่าสนใจกว่าคือ นักลงทุนกำลังตัดสินใจ “ล็อกเงิน” ไว้กับบริษัทเป็นเวลาถึง 5 ปีนั่นหมายความว่า สิ่งที่นักลงทุนกำลังซื้อ ไม่ได้มีเพียงผลตอบแทน 3.70% ต่อปี แต่รวมถึงความเชื่อมั่นว่าแสนสิริจะสามารถเดินหน้าแผนธุรกิจ สร้างรายได้ และบริหารกระแสเงินสดได้อย่างแข็งแกร่งตลอดช่วงเวลาของตราสาร

โดยเฉพาะในช่วงที่ตลาดอสังหาริมทรัพย์ยังเผชิญความท้าทายทั้งกำลังซื้อ ต้นทุนทางการเงิน และภาวะเศรษฐกิจ การที่หุ้นกู้ระยะยาวสามารถปิดการขายได้ในระดับ “วินาที” จึงน่าสนใจในฐานะดัชนีสะท้อน Brand Trust ของบริษัท
 

ผลประกอบการคือฐาน ก่อนส่งต่อไปยังแผนเติบโต

ครึ่งปีแรกกำไร 1,869 ล้านบาท ขณะที่ยอดขายแตะ 25,500 ล้านบาท ความเชื่อมั่นของตลาดไม่ได้เกิดขึ้นจากอากาศ แต่มีตัวเลขทางธุรกิจรองรับ ในช่วงครึ่งปีแรก 2569 แสนสิริมีกำไรสุทธิ 1,869 ล้านบาท รายได้รวม 14,235 ล้านบาท และยอดขาย 25,500 ล้านบาท พร้อมปิดการขายไปแล้ว 12 โครงการ คิดเป็นมูลค่ารวมกว่า 18,000 ล้านบาทตัวเลขเหล่านี้ทำให้ภาพของ “หุ้นกู้” เชื่อมโยงกับ “ธุรกิจ” ได้ชัดขึ้นเพราะในมุมของเจ้าของธุรกิจ เงินทุนที่ระดมได้ไม่ได้จบลงวันที่หุ้นกู้ Sold Out แต่คือเงินทุนที่ต้องถูกนำไปบริหารต่อให้เกิดรายได้ กำไร และกระแสเงินสดในอนาคตพูดง่าย ๆ คือ ตลาดทุนกำลังส่งเงินให้บริษัทวันนี้ ขณะที่บริษัทต้องส่งต่อความสามารถในการเติบโตกลับไปให้ผู้ลงทุนในอีก 5 ปีข้างหน้า

Backlog 26,000 ล้านเบาะรองรับของอนาคต

ยอดขายที่รอโอน ช่วยเปลี่ยน “แผนเติบโต” ให้มีรายได้รออยู่ข้างหน้าหนึ่งในจุดที่ทำให้แผนธุรกิจของแสนสิริมีความต่อเนื่อง คือ Backlog ที่มีมากกว่า 26,000 ล้านบาทในจำนวนนี้ ราว 40% คาดว่าจะรับรู้รายได้ภายในปี 2569 ส่วนที่เหลือทยอยรับรู้ในช่วงถัดไป สำหรับธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ Backlog จึงเปรียบเสมือน “สะพาน” ที่เชื่อมระหว่างยอดขายกับรายได้ในอนาคตเมื่อบริษัทมีสินค้าที่ขายไปแล้วและกำลังรอการโอน ย่อมช่วยเพิ่มความสามารถในการมองเห็นรายได้ล่วงหน้า และเป็นหนึ่งในองค์ประกอบสำคัญของการบริหารกระแสเงินสด นี่จึงเป็นอีกเหตุผลที่ทำให้การระดมทุนระยะยาวสามารถเดินคู่กับแผนธุรกิจได้ เพราะฝั่งหนึ่งคือเงินทุนที่เข้ามา ส่วนอีกฝั่งคือฐานรายได้ที่กำลังทยอยกลับเข้ามา
 

คอนโดพร้อมโอน 18,300 ล้านบาท กำลังกลายเป็นเครื่องยนต์อีกตัวจากยอดขายสู่การรับรู้รายได้ เกมต่อไปคือ “โอนให้ได้” นอกจาก Backlog แล้ว แสนสิริยังมีโครงการคอนโดมิเนียมสร้างเสร็จใหม่พร้อมส่งมอบ 6 โครงการ มูลค่ารวมกว่า 18,300 ล้านบาทในจำนวนนี้มีโครงการระดับพรีเมียมอย่าง “ชูช์ ราชเทวี” และ “เวีย อารีย์” ซึ่งจะเข้ามามีบทบาทต่อการผลักดันรายได้และกำไรในระยะถัดไป

เพราะสำหรับอสังหาริมทรัพย์ ยอดขายคือจุดเริ่มต้น แต่การโอนกรรมสิทธิ์คือจุดที่ยอดขายเปลี่ยนสถานะเป็นรายได้ ดังนั้น เมื่อบริษัทมีทั้ง Backlog และสินค้าพร้อมโอนอยู่ในมือ สิ่งที่ต้องจับตาจึงไม่ใช่เพียงว่า “ขายได้เท่าไร” แต่คือบริษัทสามารถเปลี่ยนสินทรัพย์เหล่านี้ให้กลายเป็นกระแสเงินสดได้เร็วแค่ไหน

ทำเลท่องเที่ยว คือStrategic Location

ภูเก็ต หัวหิน เชียงใหม่ และ EEC ไม่ได้ขายแค่บ้าน แต่ขาย “โอกาสสร้างผลตอบแทน”อีกขาของแผนเติบโต คือการกระจายพอร์ตไปยัง Strategic Location ที่มีทั้งความต้องการอยู่อาศัยจริงและโอกาสจากตลาดเช่า ภูเก็ต หัวหิน เชียงใหม่ ขอนแก่น และพื้นที่ EEC จึงกลายเป็นทำเลที่บริษัทให้ความสำคัญ

โครงการอย่าง “เดอะ สแตนดาร์ด เรสซิเดนซ์ หัวหิน” รวมถึงแผนเปิดตัวพูลวิลล่าลักชัวรี “เดอะ เทลส์ สตอรี่ วัน บางโจ ภูเก็ต” สะท้อนการขยับจากการขายที่อยู่อาศัยแบบเดิม ไปสู่สินทรัพย์ที่เชื่อมโยงกับการท่องเที่ยว การเช่า และกำลังซื้อจากผู้ซื้อเพื่อการลงทุน นี่คือการวางพอร์ตให้ตอบโจทย์มากกว่า “อยู่อาศัย” แต่ต้องมีโอกาสสร้าง Rental Yield และมูลค่าในระยะยาวด้วย

21 โครงการ 27,000 ล้าน คือเดิมพันรอบใหม่

จากการรักษาฐานธุรกิจ สู่การสร้าง Growth Engine ชุดใหม่ ครึ่งปีหลัง แสนสิริวางแผนเปิดตัว 21 โครงการใหม่ มูลค่ารวมประมาณ 27,000 ล้านบาทหนึ่งในหมุดหมายสำคัญคือ Well-being Community แห่งแรกบนพื้นที่กว่า 142 ไร่ บริเวณถนนกรุงเทพกรีฑาตัดใหม่ รวมถึง “ราชพฤกษ์ คอมมิวนิตี้” อาณาจักรที่อยู่อาศัยบนพื้นที่กว่า 1,000 ไร่ และ “เดอะ โมนูเมนต์ สาทร”

หากมองภาพใหญ่ โครงการเหล่านี้ไม่ได้เป็นเพียงการเติมสินค้าเข้าสู่ตลาด แต่คือการสร้าง Growth Engine ชุดใหม่ เพื่อให้บริษัทมีรายได้จากโครงการใหม่เข้ามาต่อเนื่อง หลังจากโครงการในมือทยอยโอนและรับรู้รายได้และที่น่าสนใจคือ แสนสิริไม่ได้วางอนาคตไว้กับธุรกิจขายบ้านและคอนโดเพียงอย่างเดียวบริษัทยังเดินหน้า New S-curve ทั้งธุรกิจรับสร้างบ้าน และการลงทุนใหม่ในกลุ่ม Hospitality ซึ่งอาจช่วยเพิ่มความหลากหลายให้กับโครงสร้างรายได้ในระยะยาว

หุ้นกู้กับแผนธุรกิจ จึงเป็นเกมเดียวกัน

เงินทุนวันนี้ ต้องกลายเป็นรายได้และกระแสเงินสดในวันข้างหน้า หากถอดเรื่องราวทั้งหมดออกมาเป็นภาพเดียว จะเห็นว่าการขายหุ้นกู้ 1,000 ล้านบาท ไม่ได้เกิดขึ้นอย่างโดดเดี่ยว มันอยู่ตรงกลางของสมการที่ใหญ่กว่าความเชื่อมั่น  เงินทุน  การเดินหน้าโครงการ  รายได้ กระแสเงินสด  ความสามารถในการเติบโต  หุ้นกู้ช่วยให้บริษัทมีแหล่งเงินทุนระยะยาว ขณะที่ Backlog และโครงการพร้อมโอนช่วยสร้างฐานรายได้ในระยะใกล้ ส่วนโครงการใหม่และ New S-curve คือการเดิมพันเพื่อสร้างรายได้ในระยะถัดไปดังนั้น “หุ้นกู้ 5 ปี” จึงสอดคล้องกับการวางแผนธุรกิจที่ไม่ได้มองเพียงไตรมาสถัดไป แต่กำลังวางหมากไปถึงอนาคต

จาก “เป๋าตัง” ถึงตลาดทุนไทย

เมื่อเทคโนโลยีลดกำแพงการลงทุน และเปลี่ยนหุ้นกู้ให้เข้าถึงคนวงกว้างอีกหนึ่งส่วนประกอบของปรากฏการณ์ครั้งนี้คือช่องทางการขายความร่วมมือระหว่างแสนสิริกับธนาคารกรุงไทย นำหุ้นกู้มาอยู่บน “เป๋าตัง” ทำให้กระบวนการลงทุนเกิดขึ้นผ่านแพลตฟอร์มดิจิทัลที่เข้าถึงผู้ใช้งานในวงกว้าง สำหรับกรุงไทย นี่จึงไม่ใช่เพียงการเป็นช่องทางจัดจำหน่าย แต่เป็นการนำ Digital Infrastructure มาช่วยลดข้อจำกัดในการเข้าถึงสินทรัพย์ทางการเงินขณะที่สำหรับแสนสิริ การเปิดช่องทางดังกล่าวช่วยขยายฐานผู้ลงทุน และทำให้การระดมทุนจากตลาดทุนเชื่อมต่อกับผู้ลงทุนรายย่อยได้โดยตรงมากขึ้น เมื่อ2สิ่งนี้มาบรรจบกัน ความสำเร็จจึงเกิดขึ้นในเวลาเพียง 67 วินาที

3.70% ต่อปี กับโจทย์ “ความแน่นอน” ใน 5 ปี

ในวันที่ดอกเบี้ยเปลี่ยน นักลงทุนอาจให้ค่ากับกระแสเงินสดที่คาดการณ์ได้มากขึ้น หุ้นกู้ชุดนี้ให้อัตราดอกเบี้ยคงที่ 3.70% ต่อปี ตลอดอายุ 5 ปีสำหรับผู้ลงทุน จุดที่น่าสนใจจึงไม่ได้มีเพียงระดับผลตอบแทน แต่คือความสามารถในการคาดการณ์กระแสเงินสดจากตราสารได้ตลอดอายุหุ้นกู้ โดยไม่ต้องเผชิญความผันผวนของอัตราดอกเบี้ยในลักษณะเดียวกับตราสารที่ผลตอบแทนลอยตัว  ขณะที่ฝั่งบริษัท การได้รับเงินทุนระยะยาวทำให้สามารถวางแผนการใช้เงินและบริหารโครงการให้สอดคล้องกับระยะเวลาของแผนธุรกิจได้มากขึ้น

นี่คือเหตุผลที่ “หุ้นกู้” กับ “กลยุทธ์ธุรกิจ” ไม่ได้เป็นคนละเรื่องเพราะในท้ายที่สุด เงินทุนที่ดีต้องจับคู่กับธุรกิจที่มีแผนใช้เงินอย่างชัดเจน

67 วินาที จึงอาจเป็นเพียงจุดเริ่มต้น

ตลาดไม่ได้กำลังถามแค่ว่า “ขายหุ้นกู้ได้ไหม” แต่กำลังจับตาว่าเงินก้อนนี้จะสร้างอะไรต่อ

นายวิชาญ วิริยะภูษิต ประธานผู้บริหารสายงานการเงิน แสนสิริ ระบุว่า การปิดการขายหุ้นกู้ดิจิทัลภายใน 67 วินาที สะท้อนความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่อความมั่นคงและศักยภาพการเติบโตระยะยาวของบริษัท พร้อมยืนยันแนวทางการขับเคลื่อนธุรกิจเพื่อสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืน

ด้านนายรวินทร์ บุญญานุสาสน์ ผู้บริหารสายงานธุรกิจตลาดเงินตลาดทุน ธนาคารกรุงไทย มองว่า ความสำเร็จดังกล่าวสะท้อนความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่อแบรนด์แสนสิริ และศักยภาพของช่องทางดิจิทัลที่ช่วยให้ผู้ลงทุนเข้าถึงผลิตภัณฑ์ทางการเงินได้สะดวกและรวดเร็ว

แต่สำหรับนักลงทุน สิ่งที่น่าติดตามหลังจากเสียง “Sold Out” เงียบลง คือคำถามที่ใหญ่กว่า เงิน 1,000 ล้านบาทนี้ จะถูกเปลี่ยนเป็นการเติบโตได้มากแค่ไหน?เพราะ 67 วินาทีอาจเป็นตัวเลขที่น่าตื่นเต้นที่สุดของการขายหุ้นกู้ครั้งนี้แต่ตัวเลขที่สำคัญกว่าในอีก 5 ปีข้างหน้า อาจเป็นรายได้ กำไร กระแสเงินสด และผลลัพธ์จากโครงการที่แสนสิรินำเงินทุนไปต่อยอดและนั่นคือจุดที่ “ความเชื่อมั่นในวันนี้” จะต้องพิสูจน์ด้วย “ผลการดำเนินงานในวันข้างหน้า”