หลังวิกฤตโควิด-19 ตลาดที่อยู่อาศัยไม่ได้เปลี่ยนแค่จังหวะการซื้อ แต่เปลี่ยน "วิธีคิด" ของผู้บริโภคอย่างสิ้นเชิงหากในอดีตการเลือกซื้อคอนโดมิเนียมอาศัยภาพจำของทำเล ชื่อแบรนด์ หรือแบบห้องบนกระดาษ วันนี้ผู้ซื้อกลับให้ความสำคัญกับการได้เห็น "ของจริง" มากกว่าคำโฆษณา ห้องจริง วิวจริง บรรยากาศจริง และคุณภาพการก่อสร้างจริง กลายเป็นปัจจัยสำคัญที่ลดความเสี่ยงในการตัดสินใจ ท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจที่ยังเต็มไปด้วยความไม่แน่นอน
ไตรเตชะ ตั้งมติธรรม กรรมการผู้จัดการ บริษัท ศุภาลัย จำกัด (มหาชน) มองว่า นับตั้งแต่ปี 2563 ผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์จำนวนมากชะลอการเปิดโครงการใหม่จากแรงกดดันของต้นทุนก่อสร้าง อัตราดอกเบี้ย และภาวะเศรษฐกิจ แต่ความต้องการซื้อที่อยู่อาศัยไม่ได้หายไป เพียงเปลี่ยนเป็นการใช้เวลาพิจารณานานขึ้น และเลือกลงทุนกับโครงการที่สร้างเสร็จพร้อมอยู่มากกว่าเดิม เทรนด์ Ready to Move จึงไม่ใช่เพียงกระแสการตลาด หากกำลังกลายเป็น "มาตรฐานใหม่" ของการซื้อที่อยู่อาศัยในยุคที่ผู้บริโภคต้องการความมั่นใจสูงสุดก่อนเซ็นสัญญา
ตลาดไม่ได้ล้น แต่กำลัง "ขาดของ"
หลายปีที่ผ่านมา ภาพจำของตลาดคอนโดมักถูกตีความว่าอยู่ในภาวะโอเวอร์ซัพพลาย แต่ข้อมูลที่ศุภาลัยหยิบมาวิเคราะห์กลับสะท้อนอีกด้านว่า ตลอดกว่า 6 ปีที่ผ่านมา ยอดขายคอนโดมิเนียมสูงกว่ายอดเปิดตัวโครงการใหม่อย่างต่อเนื่องนั่นหมายความว่า ตลาดไม่ได้มีสินค้าล้นเกิน หากแต่กำลังอยู่ในช่วงปรับสมดุล
โดยเฉพาะตลาดระดับกลางที่เริ่มเห็นภาวะสินค้าพร้อมขายลดลง ขณะที่ต้นทุนก่อสร้างจากปัจจัยภูมิรัฐศาสตร์และราคาวัสดุก่อสร้างเพิ่มขึ้นราว 5-6% ทำให้โครงการที่สร้างเสร็จในต้นทุนเดิม กลายเป็น "Final Call" สำหรับผู้บริโภคที่ยังต้องการล็อกราคาซื้อก่อนต้นทุนรอบใหม่จะสะท้อนเข้าสู่ราคาอสังหาริมทรัพย์เมื่อประกอบกับทิศทางดอกเบี้ยที่ยังอยู่ในระดับเอื้อต่อการกู้ซื้อที่อยู่อาศัย ยิ่งเป็นแรงส่งให้ตลาด Ready to Move กลับมาคึกคักอีกครั้ง
โครงการที่ขาย "คุณภาพชีวิต" มากกว่าห้องพัก
บนพื้นที่กว่า 13 ไร่ ของโครงการ ศุภาลัย ปาร์ค เอกมัย-พัฒนาการ มูลค่า 4,600 ล้านบาท ซึ่งก่อสร้างแล้วเสร็จ 100% และเริ่มทยอยส่งมอบลูกค้าแล้ว สิ่งที่บริษัทพยายามนำเสนอไม่ใช่เพียงคอนโดมิเนียมขนาด 1,607 ยูนิต แต่คือแนวคิดใหม่ของการอยู่อาศัยภายใต้คอนเซ็ปต์ "นิยามใหม่ของคำว่า พัก" พื้นที่สีเขียวกว่า 4.5 ไร่ ถูกออกแบบให้เชื่อมต่อการพักผ่อน การออกกำลังกาย และกิจกรรมของทุกคนในครอบครัวเข้าด้วยกัน พร้อมสวนสไตล์ European Landscape ที่ทำหน้าที่เป็นมากกว่าสวนกลาง แต่เป็นพื้นที่สร้างคุณภาพชีวิตในทุกวัน
ห้องพักมีให้เลือกตั้งแต่สตูดิโอถึง 2 ห้องนอน ขนาด 30-64 ตารางเมตร พร้อมฟังก์ชัน Me Corner ที่เปิดโอกาสให้เจ้าของห้องปรับพื้นที่ตามไลฟ์สไตล์ของตนเอง สะท้อนแนวคิดที่ว่า คอนโดมิเนียมยุคใหม่ต้องรองรับการใช้ชีวิตที่หลากหลาย ไม่ใช่เพียงเป็นที่พักอาศัย
เมื่อพื้นที่ส่วนกลาง กลายเป็น "พื้นที่ใช้ชีวิต"
อีกหนึ่งสมรภูมิการแข่งขันของตลาดคอนโดวันนี้ คือการออกแบบพื้นที่ส่วนกลางให้ตอบโจทย์การใช้ชีวิตจริงศุภาลัยเลือกลงทุนกับสิ่งอำนวยความสะดวกที่ครอบคลุมทั้งสองอาคาร ตั้งแต่ Olympic Pool ฟิตเนสเปิดตลอด 24 ชั่วโมง สนามบาสเกตบอล ห้องโยคะ เวิร์กช็อปสตูดิโอ Game Zone Sky Lounge ไปจนถึงพื้นที่สำหรับ Live Streaming และการทำคอนเทนต์รายละเอียดเล็ก ๆ อย่าง Drop Store, Food Drop, Private Storage, Shuttle Service เชื่อม Airport Rail Link สถานีรามคำแหง
รวมถึง Digital Door Lock ระบบกรองอากาศ PM2.5 และ Touchless Flush ถูกเติมเข้ามาเพื่อลดข้อจำกัดของการใช้ชีวิตในเมืองขณะที่นโยบาย Pet-Free Policy ยังสะท้อนการเลือกจับตลาดเฉพาะกลุ่ม โดยตอบโจทย์ผู้พักอาศัยที่ต้องการความสงบ ความเป็นส่วนตัว หรือมีข้อจำกัดเรื่องอาการแพ้ขนสัตว์
เจาะคนรุ่นใหม่ ด้วย "ห้องใหญ่" ไม่ใช่ห้องเล็ก
ในวันที่หลายโครงการแข่งขันกันลดขนาดยูนิตเพื่อให้ราคาจับต้องง่าย ศุภาลัยกลับเลือกเดินอีกเส้นทางบริษัทพัฒนาห้อง 1 Bedroom ขนาด 34-35.5 ตารางเมตร และ 1 Bedroom Plus ขนาด 40-46 ตารางเมตร ซึ่งใหญ่กว่าค่าเฉลี่ยของตลาด เพื่อให้รองรับการอยู่อาศัยจริง ไม่ใช่เพียงการลงทุนปล่อยเช่าแนวคิดดังกล่าวได้รับการตอบรับจากคนรุ่นใหม่อย่างชัดเจน โดยเกือบครึ่งของผู้ซื้อมีอายุไม่เกิน 35 ปี และกว่า 60% มีอายุไม่เกิน 40 ปี สะท้อนว่าคนวัยทำงานกำลังมองหาที่อยู่อาศัยที่ตอบโจทย์การใช้ชีวิตระยะยาว มากกว่าการซื้อเพื่อเก็งกำไร
ยอดขายสะท้อนกำลังซื้อ Real Demand
แม้เศรษฐกิจยังเปราะบาง แต่โครงการยังรักษาโมเมนตัมการขายได้อย่างแข็งแกร่งในช่วง 45 วันที่ผ่านมา สามารถทำยอดขายได้เกือบ 160 ล้านบาท ขณะที่ระหว่างก่อสร้างทำยอดขายเฉลี่ยสูงถึง 55 ล้านบาทต่อเดือน ซึ่งถือเป็นสถิติสูงสุดของบริษัท และปัจจุบันมียอดขายแล้วกว่า 54% โดยตั้งเป้าสิ้นปีแตะระดับ 70%ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนว่า กำลังซื้อของตลาดยังคงมีอยู่ เพียงแต่ไหลเข้าสู่โครงการที่สามารถสร้างความเชื่อมั่นได้มากกว่า ทั้งในด้านคุณภาพ การก่อสร้าง และความพร้อมในการเข้าอยู่อาศัย
"Living Lab" โมเดลใหม่ของการแข่งขัน
อีกมิติที่น่าสนใจ คือการใช้โครงการแห่งนี้เป็น "The Living Lab" หรือพื้นที่ทดลองนวัตกรรมการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ตั้งแต่การเลือกวัสดุ การประหยัดพลังงาน การจัดการของเสีย ไปจนถึงการปรับปรุงกระบวนการก่อสร้าง ล้วนถูกนำมาทดลองและต่อยอด เพื่อยกระดับคุณภาพโครงการในระยะยาวเพราะสำหรับศุภาลัย คุณภาพชีวิตของลูกบ้าน ไม่ได้เริ่มต้นในวันที่ย้ายเข้าอยู่ แต่เริ่มตั้งแต่วันแรกของการก่อสร้าง
ภาพทั้งหมดจึงสะท้อนว่า การแข่งขันของตลาดคอนโดในวันนี้ ไม่ได้อยู่ที่ใครสร้างได้สูงกว่า หรือขายได้ถูกกว่า หากแต่อยู่ที่ว่า ใครสามารถเปลี่ยน "พื้นที่อยู่อาศัย" ให้กลายเป็น "คุณภาพชีวิต" ที่จับต้องได้และในวันที่ผู้บริโภคเลือกซื้อจากประสบการณ์จริงมากกว่าภาพจำ กระแส Ready to Move อาจไม่ใช่เพียงเทรนด์ระยะสั้น หากกำลังเป็นจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญของตลาดอสังหาริมทรัพย์ไทยในรอบหลายปี


