เวลาพูดถึงธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ คนส่วนใหญ่มักนึกถึงทำเล การออกแบบ หรือราคาขาย แต่เบื้องหลังอาคารทุกหลัง ยังมีต้นทุนอีกด้านที่เริ่มมีความสำคัญไม่แพ้กัน นั่นคือ ผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมระหว่างการก่อสร้างและเมื่อมาตรฐาน ESG กลายเป็นเงื่อนไขของการลงทุนและการดำเนินธุรกิจ
บริษัทอสังหาริมทรัพย์จึงไม่ได้แข่งขันกันแค่สร้างบ้านที่ประหยัดพลังงาน แต่กำลังแข่งขันกันตั้งแต่ "ไซต์ก่อสร้าง"ล่าสุด ความร่วมมือระหว่างศุภาลัยและ TOA ในการพัฒนา "Eco-Paint Purifier" หรือถังบำบัดน้ำล้างสี อาจเป็นตัวอย่างที่สะท้อนว่า สนามแข่งขันของธุรกิจอสังหาฯ กำลังเปลี่ยนไป
ESG ไม่ได้วัดแค่บ้านที่สร้างเสร็จ
ในอดีต การพัฒนาอสังหาริมทรัพย์แบบยั่งยืน มักถูกวัดจากสิ่งที่ลูกค้ามองเห็น เช่น อาคารประหยัดพลังงาน วัสดุรักษ์โลก หรือพื้นที่สีเขียวแต่วันนี้ นักลงทุนและผู้มีส่วนได้ส่วนเสียเริ่มตั้งคำถามมากขึ้นว่าระหว่างก่อสร้าง บริษัทจัดการผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมอย่างไร คำถามนี้ทำให้ผู้ประกอบการต้องมองย้อนกลับไปยังทุกกระบวนการ ตั้งแต่การใช้พลังงาน การจัดการของเสีย ไปจนถึงน้ำเสียที่เกิดขึ้นในไซต์งาน
"น้ำล้างสี" ปัญหาเล็กที่มีต้นทุนซ่อนอยู่
งานทาสีเป็นขั้นตอนที่เกิดขึ้นแทบทุกโครงการ ทุกครั้งที่ล้างลูกกลิ้ง แปรง หรืออุปกรณ์ น้ำที่เกิดขึ้นจะปะปนไปด้วยเม็ดสี สารแขวนลอย และสารเคมีหากปล่อยลงสู่ระบบโดยตรง ย่อมกระทบต่อสิ่งแวดล้อมที่ผ่านมา หลายโครงการเลือกบำบัดตามมาตรฐานที่กฎหมายกำหนดแต่ศุภาลัยเลือกพัฒนา "ระบบเฉพาะ" ร่วมกับ TOA เพื่อจัดการของเสียประเภทนี้โดยตรง
จากของเสีย...สู่ทรัพยากร
สิ่งที่น่าสนใจของ Eco-Paint Purifier ไม่ใช่แค่การบำบัดน้ำเสีย แต่คือแนวคิดที่เปลี่ยนของเสียให้กลับมาใช้ประโยชน์ได้ระบบสามารถแยกตะกอนสี ลดสารแขวนลอย ปรับค่าความเป็นกรด-ด่าง และทำให้น้ำที่ผ่านการบำบัดสามารถนำกลับไปใช้ในบางกิจกรรมภายในไซต์งานได้ ผลการทดสอบระบุว่าสามารถลดตะกอนแขวนลอยได้ถึง 97%ตัวเลขนี้อาจดูเป็นรายละเอียดทางเทคนิค แต่สะท้อนแนวคิดของเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) ที่กำลังกลายเป็นมาตรฐานใหม่ของหลายอุตสาหกรรม
เปลี่ยนจาก "ต้นทุน" เป็น "แต้มต่อ"
หลายคนอาจมองว่า การลงทุนด้านสิ่งแวดล้อมเป็นภาระต้นทุน แต่ในอีกมุมหนึ่ง ต้นทุนที่เพิ่มขึ้นอาจแลกกับความเสี่ยงที่ลดลงทั้งความเสี่ยงด้านกฎหมาย ความเชื่อมั่นของนักลงทุน และภาพลักษณ์ขององค์กรเมื่อ ESG กลายเป็นหนึ่งในเกณฑ์การตัดสินใจของผู้ลงทุนและสถาบันการเงิน การจัดการสิ่งแวดล้อมที่เป็นรูปธรรมจึงเริ่มมีมูลค่าทางธุรกิจมากกว่าที่เคย
ไม่ใช่แค่ซื้ออุปกรณ์ใหม่
หากมองให้ลึก ความร่วมมือกับ TOA สะท้อนอีกประเด็นหนึ่งนั่นคือ การสร้างนวัตกรรมผ่าน "พันธมิตร"เพราะไม่มีบริษัทอสังหาริมทรัพย์รายใดเชี่ยวชาญทุกเรื่องผู้พัฒนาโครงการจึงต้องอาศัยความร่วมมือกับผู้ผลิตวัสดุ ผู้รับเหมา และซัพพลายเออร์ เพื่อยกระดับมาตรฐานของทั้งอุตสาหกรรมแนวคิดนี้สอดคล้องกับทิศทางของ ESG ที่ไม่ได้วัดเพียงผลการดำเนินงานขององค์กร แต่ครอบคลุมไปถึงห่วงโซ่อุปทานทั้งหมด
หากย้อนกลับไปเมื่อ 10 ปีก่อน การแข่งขันของธุรกิจอสังหาริมทรัพย์อยู่ที่ทำเลและราคาต่อมาคือการแข่งขันด้านดีไซน์ เทคโนโลยี และบริการหลังการขายแต่ในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า ความแตกต่างอาจอยู่ที่ว่า
ใครสามารถสร้างอาคารโดยสร้างผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมได้น้อยกว่ากันนั่นหมายความว่า ความยั่งยืนจะไม่ใช่แค่คุณสมบัติของบ้านที่สร้างเสร็จแล้ว แต่เป็นคุณสมบัติของ "กระบวนการก่อสร้าง" ทั้งหมด
การเปิดตัว Eco-Paint Purifier อาจไม่ใช่นวัตกรรมที่เปลี่ยนธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ในทันทีแต่สะท้อนการเปลี่ยนวิธีคิดที่สำคัญจากเดิมที่ ESG ถูกมองเป็นเรื่องของการปลูกต้นไม้หรือประหยัดพลังงานสู่การมองว่า ทุกขั้นตอนของการก่อสร้างสามารถลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมได้และในวันที่มาตรฐานด้านสิ่งแวดล้อมเข้มข้นขึ้นเรื่อย ๆผู้ชนะอาจไม่ใช่บริษัทที่สร้างบ้านได้เร็วที่สุดแต่คือบริษัทที่สามารถสร้างบ้าน พร้อมกับลดผลกระทบต่อโลกได้มากที่สุด


