ในวันที่ตลาดอสังหาริมทรัพย์ กรุงเทพฯ เผชิญแรงเสียดทานรอบด้านทั้งกำลังซื้อที่ชะลอตัว หนี้ครัวเรือนที่สูง การปฏิเสธสินเชื่อเพิ่มขึ้น และซัพพลายคอนโดมิเนียมแข่งขันกันอย่างดุเดือด ดีเวลลอปเปอร์บางรายหันหัวเรือออกจากเมืองหลวง มุ่งสู่ไข่มุกแห่งอันดามัน พร้อมสร้างดีลใหญ่! นั่นคือ แอสเซทไวส์ หรือ ASW ซึ่งเข้าถือหุ้นใหญ่ใน TITLE หรือ บริษัท ร่มโพธิ์ พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด (มหาชน) ดีลเมื่อ 3 ปีก่อน แต่ผลลัพธ์กำลังปรากฏชัดขึ้นเรื่อยๆ ในวันนี้ ผลักดันรายได้ ASW จนมีแนวโน้มแซงรายได้จากกรุงเทพฯ ได้ในอนาคต และการจับมือกลายเป็นกรณีศึกษาของคำว่า Synergy ที่แท้จริง ?
1+1 ที่ไม่ได้เท่ากับ 2 แต่เป็น 3
ในโลกธุรกิจ...การควบรวมกิจการเกิดขึ้นทุกปีแต่ไม่ใช่ทุกดีลจะประสบความสำเร็จ หลายครั้ง “ผู้ซื้อ” มีเงิน ผู้ถูกซื้อมีทรัพย์สิน แต่เมื่อรวมกันกลับไม่สามารถสร้างมูลค่าเพิ่มได้จริงตรงกันข้ามกับกรณีของ ASW และ TITLE เพราะนี่ไม่ใช่การซื้อกิจการเพื่อขยายขนาดเพียงอย่างเดียวแต่เป็นการนำ “Know Who” มารวมกับ “Know How” ฝั่ง TITLE มีสิ่งที่หาได้ยากที่สุดในภูเก็ต นั่นคือความเข้าใจพื้นที่อย่างลึกซึ้ง
ดรงค์ หุตะจูฑะ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ร่มโพธิ์ พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด (มหาชน) หรือ TITLE กล่าวว่า ภาพรวมอสังหาฯ ในหลายพื้นที่อาจดูซบเซา แต่ภูเก็ตยังไปต่อได้ กลุ่มTITLE เน้นกลยุทธ์ความเร็ว ซื้อที่ดินแล้วเริ่มโครงการทันทีเพื่อรักษาอัตราผลตอบแทนต่อส่วนของผู้ถือหุ้น (ROE)
"ปัจจุบันผู้ประกอบการจากกรุงเทพฯ หรือในพื้นที่บางราย เริ่มชะลอการขออนุญาตก่อสร้าง แต่กลุ่ม TITLE ยังเดินหน้า มีโครงการอยู่ระหว่างขั้นตอนการขอรายงานการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม หรือ EIA (Environmental Impact Assessment) และขออนุญาตก่อสร้างกว่า 30 แห่ง"
ขยายอาณาจักรตามรอยแลนด์แอนด์เฮ้าส์
กลุ่ม TITLE เชี่ยวชาญในการเข้าซื้อโครงการจากผู้ประกอบการที่ต้องการสภาพคล่อง หรือ ถอดใจจากตลาด เพราะเป็นคนในพื้นที่ คลุกคลีกับตลาดมานานทำให้รู้ราคาต้นทุนที่แท้จริง จึงไม่ซื้อของแพงที่ถูกปั่นราคาขึ้นมา นอกจากนี้เน้นกระจายโครงการในหลายทำเล เช่น ในยาง และบางเทา บริหารจัดการระมัดระวัง ไม่เปิดโครงการใหม่ในโซนเดิม หากโครงการเก่าโซนนั้นยังมียอดขายไม่ถึง 50-60%
“แม้จะมีความฝันในการทำโครงการระดับ 5 ดาวติดชายหาดในอนาคต แต่ให้ความสำคัญเรื่องกระแสเงินสด ไม่สร้างหนี้เกินตัว เลี่ยงการกู้ยืมเงินมาซื้อที่ดินแช่ไว้จนเกิดภาระดอกเบี้ย เพื่อรักษาความมั่นคงของบริษัท เน้นโมเดลความยั่งยืน”
ดรงค์ กล่าวว่า อุปสรรคสำคัญที่ทำให้ทุนส่วนกลางเข้ามาแข่งได้ยากคือ “ทีมงาน” ปัจจุบันมีพนักงานกว่า 200 คน จะขยายเป็น 300 คนในปลายปี พร้อมขนทีมงานของแอสเซทไวส์จำนวนมากจากกรุงเทพฯ ลงมาสู้ในพื้นที่ภูเก็ต เสริมทั้งระบบบริหารจัดการ การเงิน ระบบขาย เทคโนโลยี IT การใช้ AI วิเคราะห์ข้อมูลลูกค้า ออกแบบโครงการ บริหารแบรนด์ และประชาสัมพันธ์ ซึ่งคู่แข่งรายอื่นทำได้ยาก ทำให้ TITLE แข็งแกร่งมาก จากสิ่งที่คู่แข่งจำนวนมากลอกเลียนแบบได้ยาก!
จากคอนโด สู่ Ecosystem ทั้งเกาะ
สิ่งที่น่าสนใจคือ ASW และ TITLE ไม่ได้มองตัวเองเป็นเพียงผู้ขายคอนโดแต่กำลังสร้างระบบนิเวศทางธุรกิจครบวงจรเริ่มจากโครงการ Leisure Residence ขยายสู่โรงแรม คอมมูนิตี้มอลล์ ร้านอาหาร และบีชคลับ เหตุผลสำคัญคือรายได้จากการขายอสังหาฯ เป็นรายได้แบบครั้งคราว แต่ธุรกิจโรงแรมและค้าปลีกสร้างรายได้ประจำตลอดทั้งปี
โมเดลนี้คล้ายกับสิ่งที่บริษัทอสังหาฯ ชั้นนำระดับโลก คือสร้างสินทรัพย์ที่สร้างกระแสเงินสดระยะยาวควบคู่ไปกับการขายโครงการใหม่ วันนี้จึงเริ่มเห็นการร่วมมือกับเชนโรงแรมระดับโลกรวมถึงการพัฒนา Community Mall และ Beach Club ตามทำเลยุทธศาสตร์ต่างๆ บนเกาะ
จากดีลเมื่อวาน สู่เครื่องยนต์หลักของวันพรุ่งนี้
ตลอด 3 ปีที่ผ่านมา ASW และ TITLE ร่วมกันพัฒนา 16 โครงการ มูลค่ารวมกว่า 47,000 ล้านบาท พร้อมที่ดินรองรับการพัฒนาอีกหลายหมื่นล้านบาท ยอดขายช่วงไฮซีซันล่าสุดทำสถิติสูงสุดใหม่ ขณะที่สัดส่วนรายได้จากภูเก็ตเพิ่มขึ้นต่อเนื่องเข้าใกล้ระดับ 50% ของรายได้รวม หากแนวโน้มยังดำเนินต่อไป ปีหน้าภูเก็ตอาจกลายเป็นแหล่งรายได้หลักของ ASW อย่างเป็นทางการ
นี่จึงไม่ใช่แค่เรื่องของการเติบโตในต่างจังหวัด แต่คือการเปลี่ยนโครงสร้างธุรกิจครั้งใหญ่ของผู้เล่นที่เติบโตในกรุงเทพฯ สู่เจ้าตลาดอสังหาฯ ระดับลักชัวรีและไลฟ์สไตล์บนเกาะที่ร้อนแรงที่สุดของประเทศ
เมื่อ Know Who มาเจอกับ Know How ผลลัพธ์จึงไม่ใช่ 1+1 เท่ากับ 2 แต่เป็น “เสือติดปีก” ที่กำลังโบยบินเหนือท้องฟ้าภูเก็ตในวันที่คู่แข่งจำนวนมากเพิ่งเริ่มมองเห็นโอกาส


