วันเสาร์ ที่ 20 มิถุนายน 2569

Login
Login

ดีเวลลอปเปอร์เหยียบเบรกใบอนุญาตจัดสรรดิ่ง45.7%ก่อสร้างคอนโดหดกว่า70%

แม้ยอดโอนและสินเชื่อที่อยู่อาศัยกลับมาขยายตัวในช่วงต้นปี 2569 แต่ฝั่งผู้ประกอบการยังเดินเกมอย่างระมัดระวัง หลังตัวเลขใบอนุญาตจัดสรรที่ดินและก่อสร้างทรุดหนักทั่วประเทศ สะท้อนสัญญาณชะลอตัวของตลาดที่อยู่อาศัยในระยะข้างหน้า

 อุปทานหดตัวแรง ผู้ประกอบการชะลอเปิด

ตลาดที่อยู่อาศัยทั่วประเทศในไตรมาส 1 ปี 2569 กำลังส่งสัญญาณ “ชะลอตัว” อย่างชัดเจน โดยเฉพาะฝั่งอุปทานที่ลดลงในทุกภูมิภาคของประเทศ สะท้อนความระมัดระวังของผู้พัฒนาโครงการท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจที่ยังฟื้นตัวไม่เต็มที่ และกำลังซื้อที่ยังเปราะบาง

จากข้อมูลจากศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ (REIC)  ระบุว่า จำนวนหน่วยที่ได้รับใบอนุญาตจัดสรรที่ดินทั่วประเทศเหลือเพียง 5,783 หน่วย ลดลงถึง 45.7% จากช่วงเดียวกันปีก่อนที่มี 10,652 หน่วย ขณะที่จำนวนโครงการใหม่ลดลงจาก 97 โครงการ เหลือ 63 โครงการ

การชะลอตัวเกิดขึ้นในทุกภูมิภาค โดยกรุงเทพฯ-ปริมณฑลยังครองสัดส่วนสูงสุด แต่จำนวนหน่วยลดลง 44.3% เหลือ 2,645 หน่วย ขณะที่ภาคกลางเผชิญแรงกดดันมากที่สุด ลดลง 59.5% ตามด้วยภาคตะวันตก ลดลง 49.1% และภาคใต้ ลดลง 46.7%

บ้านเดี่ยวนำตลาด ทาวน์เฮ้าส์-บ้านแฝดตามติด

เมื่อพิจารณาตามประเภทที่อยู่อาศัย พบว่า “บ้านเดี่ยว” ยังคงเป็นสินค้าหลักของตลาด คิดเป็น 48.3% ของจำนวนหน่วยที่ได้รับใบอนุญาตจัดสรรทั้งหมด หรือ 2,796 หน่วยรองลงมาคือ ทาวน์เฮ้าส์ 26.0% จำนวน 1,506 หน่วย และบ้านแฝด 20.9% จำนวน 1,208 หน่วย สะท้อนว่าผู้ประกอบการยังให้น้ำหนักกับตลาดแนวราบที่ตอบโจทย์ความต้องการอยู่อาศัยจริงมากกว่าการลงทุน

 ใบอนุญาตก่อสร้างทรุดหนัก คอนโดดิ่งกว่า 70%

สัญญาณชะลอตัวไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะการเปิดโครงการใหม่ แต่ยังสะท้อนผ่านการออกใบอนุญาตก่อสร้างที่อยู่อาศัยทั่วประเทศ ซึ่งลดลงอย่างมีนัยสำคัญไตรมาสแรกปี 2569 มีการออกใบอนุญาตก่อสร้างรวมเพียง 27,870 หน่วย ลดลง 50.2% จากช่วงเดียวกันปีก่อนที่มี 55,952 หน่วย

ในจำนวนนี้ ที่อยู่อาศัยแนวราบมี 24,920 หน่วย ลดลง 45.5% ขณะที่อาคารชุดเหลือเพียง 2,950 หน่วย ลดลงถึง 71.3% สะท้อนการชะลอลงทุนในตลาดคอนโดมิเนียมที่ยังเผชิญแรงกดดันจากสต็อกสะสมและกำลังซื้อที่ฟื้นตัวช้ากว่าคาด

ภาคใต้หนักสุด ก่อสร้างใหม่หาย2ใน3

เมื่อแยกตามภูมิภาค พบว่าการออกใบอนุญาตก่อสร้างลดลงทุกพื้นที่ โดยภาคใต้ได้รับผลกระทบรุนแรงที่สุด ลดลง 65.2% เหลือ 4,866 หน่วยรองลงมาคือ ภาคตะวันตก ลดลง 59.2% ภาคตะวันออก ลดลง 54.3% ภาคเหนือ ลดลง 46.2% และกรุงเทพฯ-ปริมณฑล ลดลง 43.1%ภาพดังกล่าวสะท้อนว่าผู้ประกอบการทั่วประเทศกำลังปรับกลยุทธ์จากการเร่งเปิดโครงการใหม่ในอดีต สู่การบริหารสต็อกและรักษาสภาพคล่องมากขึ้น เพื่อรอจังหวะที่กำลังซื้อฟื้นตัวอย่างชัดเจน

 ดีมานด์ฟื้น แต่อุปทานยังตั้งการ์ดสูง

แม้อุปทานจะหดตัวแรง แต่ฝั่งอุปสงค์กลับส่งสัญญาณบวก โดยการโอนกรรมสิทธิ์ที่อยู่อาศัยทั่วประเทศเพิ่มขึ้น 11.2% ในด้านจำนวนหน่วย และเพิ่มขึ้น 3.1% ในด้านมูลค่า ขณะที่มูลค่าสินเชื่อที่อยู่อาศัยปล่อยใหม่เพิ่มขึ้น 11.1% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนสถานการณ์ดังกล่าวสะท้อนภาพตลาดที่กำลังเข้าสู่ภาวะ “ดีมานด์ฟื้น แต่อุปทานชะลอ” ซึ่งอาจทำให้ผู้ประกอบการยังคงเลือกเดินเกมอย่างระมัดระวังในช่วงที่เหลือของปี โดยจับตาทิศทางเศรษฐกิจ อัตราดอกเบี้ย และกำลังซื้อของผู้บริโภคเป็นปัจจัยสำคัญในการตัดสินใจลงทุนรอบใหม่